สคทช. ผนึก Softnix-HPE พลิกโฉมที่ดินไทย ด้วย AI อัจฉริยะ

สคทช. ผนึก Softnix-HPE พลิกโฉมที่ดินไทย ด้วย AI อัจฉริยะ

การบริหารจัดการที่ดินถือเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ล่าสุด สคทช. สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ผนึกกำลัง Softnix และ HPE นำเทคโนโลยี AI ชั้นสูงและ Private Cloud มาปฏิรูปกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ที่ดิน พลิกโฉมการทำงานภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ มุ่งเน้นความรวดเร็ว แม่นยำ และความเป็นธรรม เพื่อปลดล็อกปัญหาที่ดินทำกินและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ – ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการทับซ้อนของที่ดินทำกิน เป็นหนึ่งใน “กับดัก” ที่ฉุดรั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยมาหลายทศวรรษ การพิสูจน์สิทธิ์ที่ล่าช้าไม่เพียงแต่กระทบต่อความมั่นคงในชีวิตของประชาชน แต่ยังส่งผลต่อการประเมินมูลค่าทรัพย์สินและการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ได้ประกาศก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data เข้ามาเป็นกุญแจหลักในการไขปัญหานี้ โดยร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Softnix Technology และ HPE

ยุทธศาสตร์ใหม่: เมื่อ AI เข้ามาคานงัดความยุติธรรม

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการ สคทช. ได้ฉายภาพวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า ภารกิจของ สคทช. ไม่ใช่เพียงการออกเอกสารสิทธิ์ แต่คือการทำหน้าที่เป็น “กลไกกลาง” ในการบริหารนโยบายที่ดินของชาติ ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทายมหาศาล ทั้งจากกฎหมายหลายฉบับที่ทับซ้อนกัน นโยบายในอดีตที่ไม่สอดคล้องกัน รวมถึงข้อขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาคอขวด (Bottleneck) ที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “การพิสูจน์สิทธิ์การครอบครองที่ดิน” ดร.รวีวรรณ ระบุว่า ภารกิจนี้ต้องอาศัยทั้งความละเอียดทางวิทยาศาสตร์ ความเป็นธรรม และความรวดเร็วไปพร้อมกัน ซึ่งการทำงานด้วยรูปแบบเดิมอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชน

เจาะลึกเทคโนโลยี: จากภาพถ่ายทางอากาศสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย

ไฮไลต์สำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ อยู่ที่การนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ “ภาพถ่ายทางอากาศ” ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สำคัญที่สุดในการพิสูจน์สิทธิ์

ดร.ศุภวรรณ วงษ์ประยูร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศที่ดินและทรัพยากรดิน อธิบายเจาะลึกว่า การพิสูจน์สิทธิ์ต้องอาศัยการอ่านภาพถ่ายทางอากาศขาวดำจากหลายยุคสมัย เพื่อค้นหาร่องรอยการตั้งถิ่นฐานและการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า “ประชาชนอยู่ก่อน หรือ หลังการประกาศเป็นที่ดินของรัฐ”

ในอดีต กระบวนการนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากและใช้เวลานานมหาศาล แต่เมื่อนำ AI เข้ามาช่วยอ่านภาพเบื้องต้น ระบบสามารถเร่งกระบวนการวิเคราะห์และคัดกรองข้อมูลส่งต่อให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบขั้นสุดท้ายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ แต่ยังช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดความผิดพลาดจากปัจจัยของมนุษย์ (Human Error) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

Softnix และ Gen AI: ยกระดับงานบริการประชาชน

นอกเหนือจากการพิสูจน์สิทธิ์แล้ว การสื่อสารข้อมูลนโยบายที่ซับซ้อนแก่ประชาชนก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ สคทช. จึงได้ร่วมมือกับ บริษัท Softnix Technology พัฒนาแอปพลิเคชัน Chatbot อัจฉริยะ โดยใช้เทคโนโลยี Generative AI (Gen AI) เข้ามาเป็นตัวช่วย

คุณรุจิรพงศ์ ฤทธิ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ Softnix Technology เปิดเผยว่า บทบาทของ Softnix คือการพัฒนา Gen AI Platform ที่ออกแบบมาเพื่อภาครัฐโดยเฉพาะ Chatbot ตัวนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ตอบคำถามพื้นฐาน แต่สามารถสืบค้นข้อมูลและประมวลผลเอกสารนโยบายที่ซับซ้อนได้

ความน่าสนใจอยู่ที่วิสัยทัศน์ในการพัฒนาสู่ Agentic AI ในอนาคต ซึ่งจะทำให้ AI หลายตัวสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ เช่น ตัวหนึ่งทำหน้าที่ค้นหาข้อมูล อีกตัวหนึ่งสรุปผล และอีกตัวหนึ่งเรียบเรียงคำตอบให้เข้าใจง่าย เพื่อให้บริการประชาชนได้อย่างเป็นธรรมชาติและครบถ้วนที่สุด

โครงสร้างพื้นฐานระดับ World-Class: ความปลอดภัยต้องมาก่อน

สำหรับการบริหารจัดการข้อมูลที่ดินซึ่งถือเป็น “ข้อมูลความมั่นคง” ของชาติ ความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) จึงเป็นเรื่องที่ประนีประนอมไม่ได้ นี่คือที่มาของการดึง HPE (Hewlett Packard Enterprise) เข้ามาร่วมวางโครงสร้างพื้นฐาน

คุณรุจิรพงศ์ ขยายความว่า การใช้ AI ระดับประเทศต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง Softnix และ HPE จึงร่วมมือกันแบบ “Solution in a Box” โดย HPE รับหน้าที่ออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน Private Cloud AI และติดตั้ง Server ประสิทธิภาพสูงพร้อม GPU จำนวนมาก เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ซับซ้อน

จุดเด่นของโซลูชันนี้คือการทำงานในระบบปิด (Private) ทั้งหมด ข้อมูลของรัฐจะไม่ถูกเชื่อมต่อออกสู่สาธารณะ ทำให้ สคทช. สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลความมั่นคง

บทสรุป: ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคม

การผนึกกำลังระหว่าง สคทช., Softnix และ HPE ในครั้งนี้ นับเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ที่สำคัญของการทำ Digital Transformation ในหน่วยงานภาครัฐ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการสร้าง “อรรถประโยชน์” ที่จับต้องได้:

  • ความรวดเร็วทางเศรษฐกิจ: ลดระยะเวลาการพิสูจน์สิทธิ์ ทำให้ที่ดินสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น

  • ความโปร่งใส: กระบวนการตรวจสอบสิทธิ์ด้วย AI สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและประชาชน

  • ความคุ้มค่า: การใช้ AI ช่วยคัดกรองงาน ทำให้บุคลากรภาครัฐสามารถไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้การตัดสินใจเชิงนโยบายได้เต็มที่

ดร.รวีวรรณ ย้ำทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดคือ “ความเป็นธรรมด้านที่ดิน” ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินของประเทศเดินหน้าไปอย่างทันสมัย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพกว่าที่เคยเป็นมา

#สคทช #Softnix #HPE #LandManagementAI #DigitalTransformation #เศรษฐกิจไทย #AIภาครัฐ #SmartGovernment

Related Posts