จับตา โรงพยาบาลเอกชน ไทย ปี 69 โตแกร่งสวนกระแสเศรษฐกิจซบเซา

จับตา โรงพยาบาลเอกชน ไทย ปี 69 โตแกร่งสวนกระแสเศรษฐกิจซบเซา

ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำและความผันผวนของจีดีพีที่ชะลอตัว ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนกลับยืนหยัดเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งอย่างน่าจับตามอง “TheReporterAsia” พาคุณเจาะลึกรายงานฉบับล่าสุดจากทริสเรทติ้ง ประจำวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ที่ชี้ชัดว่า แม้เศรษฐกิจมหภาคจะมีความเปราะบาง แต่อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพของไทยยังคงมีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวที่สดใส

ความน่าสนใจอยู่ที่ “จุดเปลี่ยน” สำคัญในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง ทั้งการปรับโครงสร้างประกันสังคม การบูมของธุรกิจประกันสุขภาพ และกฎเกณฑ์ใหม่เรื่อง Co-payment ที่จะมาเขย่าวงการ โรงพยาบาลเอกชน นี่คือบทวิเคราะห์เจาะลึกที่คุณพลาดไม่ได้ หากคุณคือนักลงทุน หรือผู้ที่อยู่ในแวดวงสาธารณสุข

1. ภาพรวมเศรษฐกิจ vs ธุรกิจสุขภาพ: ความย้อนแย้งที่น่าสนใจ

เศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ 2569 ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตในระดับต่ำ โดยทริสเรทติ้งประเมินการเติบโตของ GDP ไว้เพียง 2.1% ในปี 2568 และชะลอตัวลงเหลือ 1.7% ในปี 2569 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่น่าจะยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย โดยเลือกที่จะประหยัดค่ารักษาพยาบาล เช่น การรักษาด้วยตนเอง หรือหันไปพึ่งพาโรงพยาบาลรัฐ

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตย่อมมีโอกาส ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่าพื้นฐานระยะยาวของธุรกิจนี้ยังคง “แกร่งเกินต้าน” โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การเติบโตของค่าใช้จ่ายสุขภาพ: ในช่วงปี 2562-2567 การใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคภาคเอกชนในหมวดสุขภาพมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึง 6.4%

  • สัดส่วนต่อ GDP ที่เพิ่มขึ้น: สัดส่วนการใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยขยับเข้าใกล้มาตรฐานสากลมากขึ้น โดยเพิ่มเป็น 5.4% ของ GDP ในปี 2565 จากเดิม 3.8% ในปี 2562

  • ปัจจัยโครงสร้างค้ำจุน: สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society), การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และกระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) คือลมใต้ปีกที่พยุงอุตสาหกรรมนี้ให้บินสูงต่อไปได้ในระยะยาว

2. ประกันสังคมโมเดลใหม่: ขุมทรัพย์ของโรงพยาบาลเอกชน

ประเด็นที่ถือเป็น “ข่าวใหญ่” และเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อผลกำไรของ โรงพยาบาลเอกชน คือ การเปลี่ยนแปลงในระบบประกันสังคมที่จะเริ่มเห็นผลชัดเจนในปี 2568-2569

การปรับเพดานเงินเดือนและเงินสมทบ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ประกาศปรับเพดานเงินเดือนของผู้ประกันตน ซึ่งจะช่วยขยายขนาดกองทุนประกันสังคมที่มีมูลค่ากว่า 2.83 ล้านล้านบาท (ณ ก.ย. 2568) ให้ใหญ่ขึ้น

  • ปี 2569-2571: เพดานเงินเดือนปรับขึ้นเป็น 17,500 บาท (จากเดิม 15,000 บาท) ทำให้เงินสมทบสูงสุดเพิ่มเป็น 875 บาท/เดือน

  • ปี 2572-2574: ปรับขึ้นเป็น 20,000 บาท

  • ปี 2575 เป็นต้นไป: ปรับขึ้นสูงสุดที่ 23,000 บาท

การคืนชีพของอัตราจ่าย 12,000 บาท สิ่งที่โรงพยาบาลรอคอยคือ การกลับมาใช้อัตราการเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์สำหรับโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (High Cost) ที่ระดับ 12,000 บาทต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ที่ปรับแล้ว (AdjRW) ในปี 2568

  • นัยสำคัญ: การปรับนี้ถือเป็นการฟื้นตัวจากการถูกปรับลดอัตราในช่วงปี 2561-2567 ซึ่งเคยเป็นสาเหตุให้โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งขาดทุนและถออกจากโครงการ การกลับมาของอัตรานี้จะช่วยดันกำไรจากการดำเนินงานของโรงพยาบาลคู่สัญญาให้ดูดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา

3. เทรนด์ประกันสุขภาพ และกฎเหล็ก “Co-payment” (ร่วมจ่าย)

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลังยุคโควิด-19 และท่ามกลางค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้น

เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลและการตื่นตัวทำประกัน Willis Towers Watson รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อด้านการแพทย์ในเอเชียแปซิฟิกยังคงสูงที่สุด โดยคาดว่าจะแตะ 14% ในปี 2569 (เพิ่มจาก 13% ในปี 2568) แรงกดดันจากค่าใช้จ่ายนี้ผลักดันให้คนไทยหันมาซื้อประกันสุขภาพมากขึ้น โดยเบี้ยประกันภัยสุขภาพเติบโตจาก 1.1 หมื่นล้านบาทในปี 2562 เป็น 1.6 หมื่นล้านบาทในปี 2567

กฎ “ร่วมจ่าย” (Co-payment): ยาแรงแก้ปัญหาเคลมเกินจริง เพื่อจัดการกับปัญหาการเคลมค่าสินไหมทดแทนที่เกินความจำเป็น กฎการร่วมจ่ายจะเริ่มบังคับใช้ในเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันระยะสั้นต่อโรงพยาบาล เนื่องจากผู้ป่วยจะระมัดระวังการใช้สิทธิ์มากขึ้น

เงื่อนไขการร่วมจ่าย (Co-payment) ที่ผู้ถือกรมธรรม์ต้องรู้:

  • โรคไม่รุนแรง (Simple diseases): หากเคลม 3 ครั้งขึ้นไปต่อปี และ มูลค่าเคลมเกิน 200% ของเบี้ยประกัน -> ปีถัดไปต้องร่วมจ่าย 30%

  • โรคทั่วไป (Common illnesses): หากเคลม 3 ครั้งขึ้นไปต่อปี และ มูลค่าเคลมเกิน 400% ของเบี้ยประกัน -> ปีถัดไปต้องร่วมจ่าย 30%

  • กรณีเข้าข่ายทั้งสองข้อ: ต้องร่วมจ่ายสูงถึง 50% ในปีถัดไป

แม้จะดูเป็นยาขม แต่ทริสเรทติ้งมองว่าในระยะยาว นโยบายนี้จะช่วยสร้างวินัยในการใช้บริการสุขภาพ และรายได้จากผู้ป่วยประกันสุขภาพจะยังคงเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

4. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์: ตลาดคนไข้ต่างชาติสะดุด

แม้ภาพรวมจะดูดี แต่จุดที่ต้องระวังคือตลาดผู้ป่วยต่างชาติ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติของโรงพยาบาลในตลาดหลักทรัพย์เติบโตเพียง 3.4% ชะลอตัวลงจาก 6.4% ในปีก่อนหน้า

  • สาเหตุหลัก: ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เริ่มปะทุขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2568 ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยชาวกัมพูชาลดฮวบ

  • ผลกระทบ: โรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้ากัมพูชาสูงจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์นี้

5. นโยบายรับยาข้างนอก: ผลกระทบที่จำกัด

ประเด็นเรื่องกรมการค้าภายในลงนาม MOU ให้ผู้ป่วยมีทางเลือกซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกเมื่อเดือนตุลาคม 2568 นั้น ทริสเรทติ้งวิเคราะห์ว่าจะส่งผลกระทบ “เพียงเล็กน้อย” ต่อโรงพยาบาลเอกชนเกรด A

  • เหตุผล: ผู้ป่วยที่มีประกันสุขภาพหรือประกันสังคมส่วนใหญ่นิยมความสะดวกสบาย (One-stop service) และความมั่นใจในคุณภาพยาของโรงพยาบาลมากกว่า

  • จุดแข็ง: โรงพยาบาลมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ร้านขายยาทั่วไปทำได้ยาก เช่น การแจ้งเตือนเมื่อมีการเรียกคืนยา

6. บทสรุป: แข็งแกร่งท่ามกลางการแข่งขัน

จำนวนโรงพยาบาลในไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1,404 แห่ง และจำนวนเตียงเพิ่มเป็น 174,336 เตียงในปี 2567 สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรง แต่กลุ่มผู้นำตลาดยังคงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง

อันดับเครดิตล่าสุด (ณ 15 ธ.ค. 2568):

  • BDMS (กรุงเทพดุสิตเวชการ): อันดับเครดิต AA+ แนวโน้ม Stable

  • BCH (บางกอก เชน ฮอสปิทอล): อันดับเครดิต A+ แนวโน้ม Stable

  • VTN (เวชธานี): อันดับเครดิต BBB+ แนวโน้ม Stable

ผู้ประกอบการเหล่านี้ยังคงลงทุนขยายเครือข่ายและเทคโนโลยีด้วยกระแสเงินสดภายใน สะท้อนวินัยทางการเงินที่ยอดเยี่ยม

#เศรษฐกิจไทย2569 #โรงพยาบาลเอกชน #หุ้นโรงพยาบาล #ประกันสังคม #ประกันสุขภาพ #BDMS #BCH #TRISRating #การลงทุน #ธุรกิจสุขภาพ #TheReporterAsia

Related Posts