กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการจัดการขยะมูลฝอยที่พุ่งสูงเกือบ 10,000 ตันต่อวัน ซึ่งสร้างภาระงบประมาณมหาศาลถึง 7,000 ล้านบาทต่อปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้รับมอบ “เก้าอี้รักษ์โลก” จำนวน 150 ตัว จากเอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ภายใต้โครงการความร่วมมือสร้างเมืองต้นแบบ “ไม่เทรวม” เพื่อตอกย้ำความสำเร็จของการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางที่สามารถเปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าอีกครั้ง
ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรับมอบสิ่งของ แต่คือการแสดงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในระดับเมืองอย่างแท้จริง โดยเก้าอี้แต่ละตัวผลิตจากพลาสติกที่ประชาชนร่วมกันคัดแยกในกิจกรรมต่างๆ ของ กทม. ซึ่งนวัตกรรมจาก SCGC ได้เข้ามาเปลี่ยนขยะพลาสติกเหล่านั้นให้เป็นเก้าอี้ที่แข็งแรงทนทาน พร้อมส่งมอบคืนสู่สังคมเพื่อใช้ในงานพระราชพิธีและกิจกรรมสาธารณะต่างๆ ต่อไป ถือเป็นก้าวย่างสำคัญของการสร้างโมเดลการจัดการขยะที่ยั่งยืน
ในเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โครงการนี้สามารถลดปริมาณพลาสติกใช้แล้วได้ถึง 9,000 กิโลกรัม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 17,000 กิโลกรัมคาร์บอนเทียบเท่า ซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 770 ต้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการขยะอย่างถูกวิธีไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความสะอาด แต่คือการรักษาสมดุลของงบประมาณเมืองและการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองน่าอยู่และยั่งยืน
วิกฤตงบประมาณขยะ กทม. กับทางออกด้วยกลยุทธ์ “ไม่เทรวม”
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าตกใจว่า กรุงเทพมหานครต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะสูงถึง 7,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่สามารถจัดเก็บรายได้จากการจัดเก็บขยะได้เพียงประมาณ 1,600 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ส่วนต่างของงบประมาณที่ขาดดุลจำนวนมหาศาลนี้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ทำให้ กทม. ต้องเร่งผลักดันนโยบายการลดและคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
ปัจจุบัน กทม. มีพนักงานเก็บขยะและพนักงานกวาดถนนรวมกันกว่า 16,000 คน ที่ต้องดูแลขยะปริมาณมหาศาลในทุกวัน การดำเนินโครงการ “ไม่เทรวม” จึงถูกวางให้เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานเหล่านี้ทำงานได้ง่ายขึ้น และลดขั้นตอนการคัดแยกที่ปลายทาง ซึ่งเป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองงบประมาณและเวลา หากประชาชนทุกคนร่วมมือกันคัดแยกขยะอย่างจริงจัง บรรจุภัณฑ์ที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะก็จะสามารถถูกนำกลับมาสร้างประโยชน์ใหม่ได้อย่างมหาศาลและคุ้มค่า
ความท้าทายของเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในวงกว้าง ซึ่งโครงการความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่าง SCGC ในครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการกระตุ้นให้ประชาชนเห็นว่า ขยะที่คัดแยกแล้วสามารถกลับมาเป็นสิ่งของที่มีคุณภาพได้จริง การสร้าง “เมืองต้นแบบไม่เทรวม” จึงไม่ใช่เพียงแค่แคมเปญรณรงค์ แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านความคิดและการปฏิบัติ เพื่อมุ่งไปสู่การลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะในระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินภาษีของประชาชน

นวัตกรรม SCGC GREEN POLYMER พลิกโฉมขยะสู่ผลิตภัณฑ์พรีเมียม
เบื้องหลังความสำเร็จของเก้าอี้รักษ์โลก 150 ตัวนี้ คือการใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูงจาก SCGC ผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์เพื่อความยั่งยืน โดยนายชาตรี เอี่ยมโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์ของSCGC อธิบายว่า พลาสติกที่รวบรวมได้จากพื้นที่ต่างๆ เช่น สนามหลวง และงานกาชาด ได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อพัฒนาเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง หรือ High Quality PCR PP Resin ภายใต้แบรนด์SCGC GREEN POLYMER
กระบวนการนี้ต้องการความเชี่ยวชาญระดับสูงในการปรับแต่งสูตรเคมีเพื่อให้ได้วัสดุที่มีความแข็งแรง ทนทาน และสามารถใช้งานได้จริงเทียบเท่ากับพลาสติกใหม่ ความน่าทึ่งของนวัตกรรมนี้สะท้อนผ่านตัวเลขการผลิตที่ว่า เก้าอี้รักษ์โลก 1 ตัว ต้องใช้กล่องข้าวพลาสติกเป็นส่วนประกอบถึง 200 กล่อง สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วที่เคยมองว่าไร้ค่า สามารถถูกยกระดับให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและใช้ประโยชน์ในงานระดับประเทศได้
นอกจากการส่งมอบเก้าอี้แล้ว SCGCยังได้สนับสนุน “ถุงขยะรักษ์โลก” อีกจำนวน 17,500 ใบ ซึ่งผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลเช่นกัน เพื่อมอบให้กับสมาชิกในโครงการ “บ้านนี้ไม่เทรวม : แยกขยะลดค่าธรรมเนียม” การสนับสนุนนี้เป็นการส่งเสริมระบบการจัดเก็บขยะที่ต้นทางอย่างครบวงจร ช่วยให้ กทม. สามารถคัดแยกพลาสติกและขยะประเภทต่างๆ ออกจากกันได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ในครัวเรือน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้กระบวนการรีไซเคิลเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
โมเดลการจัดการขยะ 3 ประเภท เพื่อความยั่งยืนของเมือง
หัวใจสำคัญของการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ไม่เทรวม” ของ กทม. คือการขอความร่วมมือให้ประชาชนแยกขยะออกเป็น 3 ประเภทหลัก เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ประเภทแรกคือ ขยะอินทรีย์ ซึ่งสำนักงานเขตจะนำไปหมักทำปุ๋ยหรือส่งต่อให้เกษตรกรเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ กระบวนการนี้ช่วยลดปริมาณขยะที่จะต้องนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งมักจะเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดกลิ่นและมลพิษในพื้นที่เมือง
ประเภทที่สองคือ ขยะรีไซเคิล ซึ่งเป็นส่วนที่จะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการผลิตอย่างที่เห็นได้จากกรณีของเก้าอี้รักษ์โลก โดย กทม. ร่วมกับภาคีเครือข่ายในการอำนวยความสะดวกและแนะนำประชาชนในการคัดแยกตั้งแต่ในงานเทศกาลใหญ่ๆ ส่วนประเภทสุดท้ายคือ ขยะทั่วไป ที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งจะถูกรวบรวมเพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานต่อไป การแยกประเภทที่ชัดเจนเช่นนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุรีไซเคิลและลดต้นทุนการจัดการขยะโดยรวมของเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผลลัพธ์จากความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณพลาสติก แต่ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน การที่ กทม. และSCGC ร่วมกันสร้างเมืองต้นแบบนี้ขึ้นมา จะเป็นแรงบันดาลใจให้ภาคส่วนอื่นๆ เห็นความสำคัญของการคัดแยกขยะ และเข้าใจว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการประหยัดงบประมาณของเมืองได้เพียงแค่การ “ไม่เทรวม” ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จนี้จะนำไปสู่การเป็นกรุงเทพมหานครที่ก้าวสู่การเป็นเมืองน่าอยู่และยั่งยืนในระดับสากล
#กทม #SCGC #ไม่เทรวม #เก้าอี้รักษ์โลก #CircularEconomy #รีไซเคิล #ชัชชาติ #เมืองยั่งยืน

