JAKKRAWAN รีแบรนด์ใหญ่ รุกหนักแอนตี้โดรน พร้อมลุยตลาดหุ้น 2570

JAKKRAWAN รีแบรนด์ใหญ่ รุกหนักแอนตี้โดรน พร้อมลุยตลาดหุ้น 2570

จักรวาล แอดวานซ์ เทคโนโลยี (JAKKRAWAN) เปิดตัวแม่ทัพใหญ่ “สุพิชช์ อังศวานนท์” กางแผนปฏิรูปองค์กรครั้งสำคัญในรอบ 50 ปี รีแบรนด์จากยักษ์ใหญ่สื่อสารสู่ผู้นำเทคโนโลยีขั้นสูงครบวงจร ชูธงระบบแอนตี้โดรนและเทคโนโลยีความมั่นคงรับเทรนด์โลกเดือด พร้อมปักหมุดรายได้แตะ 3พันล้านและเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ภายในปี 2570

บริษัท จักรวาล แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด ภายใต้การนำของคุณสุพิชช์ อังศวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จักรวาล แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด ได้ประกาศทิศทางใหม่ขององค์กรอย่างเป็นทางการ โดยมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทจากเดิมคือ บริษัท จักรวาลคอมมิวนิเคชั่นซีสเท็ม จำกัด เป็นบริษัท จักรวาล แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (Jakkrawan Advanced Technology Co., Ltd.) เพื่อให้สอดคล้องกับขอบข่ายธุรกิจที่ขยายตัวไปไกลกว่าเพียงแค่ระบบการสื่อสารแบบดั้งเดิม การรีแบรนด์ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพและทันสมัย เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับทั้งกลุ่มลูกค้า พนักงาน และนักลงทุนในอนาคตว่าบริษัทพร้อมที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีระดับสูงอย่างเต็มรูปแบบ

จุดเริ่มต้นของอาณาจักรจักรวาลนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 50 ปี โดยเริ่มจากการเป็นธุรกิจซื้อมาขายไปในยุคของคุณพ่อ ซึ่งเน้นการจัดหาอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมจากต่างประเทศเพื่อจำหน่ายให้กับหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก แต่ด้วยพลวัตของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว บริษัทได้วิวัฒนาการตัวเองเข้าสู่การเป็นผู้รวมระบบหรือ System Integrator (SI) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเน้นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศและการสื่อสารที่ซับซ้อน การขยายตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นการสะสมประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนกลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในปัจจุบัน

เหตุผลสำคัญในการเปลี่ยนชื่อสู่ “จักรวาล แอดวานซ์ เทคโนโลยี” คือความต้องการที่จะสื่อสารภาพลักษณ์ที่ครอบคลุมธุรกิจ 3 เสาหลัก ได้แก่ ระบบไอซีที (ICT) เทคโนโลยีความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety) และเทคโนโลยีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security) ผู้บริหารมองว่าชื่อเดิมอาจสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนและลูกค้าในอนาคต เนื่องจากปัจจุบันบริษัทได้ดำเนินธุรกิจในส่วนของความมั่นคงและระบบความปลอดภัยในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การปรับโฉมครั้งนี้จึงเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดทุนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นความโปร่งใสและเป็นสากลในทุกมิติของการดำเนินงาน


กางแผน 3 เสาหลักธุรกิจสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ในการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ จักรวาล แอดวานซ์ เทคโนโลยี ได้วางโครงสร้างรายได้และเป้าหมายผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่มีความสำคัญระดับชาติ โดยกลุ่มแรกคือ ICT ซึ่งเป็นรากฐานดั้งเดิมของบริษัทที่ให้บริการวางระบบเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัยสารสนเทศให้กับหน่วยงานชั้นนำ เช่น กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และธนาคารออมสิน แม้ว่าสัดส่วนของ ICT จะดูเหมือนลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นในแง่มูลค่าต่อโครงการ แต่ในแง่ของปริมาณงานและการให้บริการบำรุงรักษา (MA) ยังคงเป็นรายได้ที่สม่ำเสมอและมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเงินของบริษัทอย่างมาก

กลุ่มธุรกิจที่สองคือ Public Safety หรือความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งบริษัทมีผลงานโดดเด่นในการวางระบบวิทยุเรือสื่อสารทางทะเลตามมาตรฐานสากล (GMDSS) ให้กับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เพื่อดูแลความปลอดภัยของเรือประมงและเรือพาณิชย์ทั่วเขตน่านน้ำไทย นอกจากนี้ยังมีโครงการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) อัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมสำหรับการไฟฟ้านครหลวง และการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยงสูงอย่างแท่นขุดเจาะน้ำมันของ ปตท.สผ. ซึ่งต้องใช้ทีมวิศวกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเฉพาะด้าน

สำหรับเสาหลักที่สามที่กำลังกลายเป็นพระเอกของบริษัทคือ Homeland Security หรือความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ซึ่งเน้นการนำเข้าและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เช่น ระบบแอนตี้โดรน (Anti-Drone) ที่ได้รับการติดตั้งให้กับกองทัพเรือเป็นโครงการแรกๆ ในประเทศ ระบบเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่การจัดหาอุปกรณ์ แต่ยังรวมถึงการออกแบบระบบควบคุมและการประสานงานที่ซับซ้อนเพื่อให้สามารถป้องกันภัยคุกคามสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มูลค่าโครงการในกลุ่มนี้มักจะมีขนาดใหญ่ระดับหลายร้อยล้านบาทต่อสัญญา ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยผลักดันให้รายได้รวมของบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดตามเป้าหมายที่วางไว้


แอนตี้โดรนและเทคโนโลยีความมั่นคงรับเทรนด์โลกเดือด

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เทคโนโลยีแอนตี้โดรนได้กลายเป็นความต้องการหลักที่ไม่ใช่เพียงแค่ในกองทัพ แต่รวมถึงภาคเอกชนที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ คุณสุพิชช์ระบุว่ายอดความสนใจในระบบป้องกันโดรนเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากโดรนได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสอดแนมและโจมตีในรูปแบบใหม่ที่รับมือได้ยาก JAKKRAWAN  ในฐานะผู้บุกเบิกตลาดนี้จึงได้รับการติดต่อจากทั้งหน่วยงานความมั่นคงและบริษัทในอุตสาหกรรมพลังงาน เช่น กลุ่มธุรกิจแก๊สและน้ำมัน เพื่อให้นำเสนอแนวทางการป้องกันพื้นที่สำคัญ

จุดเด่นของระบบแอนตี้โดรนที่บริษัทนำเสนอคือความสามารถที่ครบวงจร ตั้งแต่การตรวจจับ (Detect) การติดตาม (Track) และการรบกวนสัญญาณ (Jamming) เพื่อบังคับให้โดรนเป้าหมายลงจอดหรือบินกลับ บริษัทไม่ได้เพียงแค่ขายสินค้าแบบสำเร็จรูป แต่เน้นการส่งทีมวิศวกรเข้าไปสำรวจพื้นที่จริงเพื่อออกแบบระบบให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม (Customization) เนื่องจากแต่ละพื้นที่ย่อมมีข้อจำกัดและรัศมีการป้องกันที่แตกต่างกัน ความเชี่ยวชาญนี้ทำให้บริษัทสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้ว่า ระบบที่ติดตั้งไปนั้นจะสามารถใช้งานได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช่เพียงแค่การติดตั้งอุปกรณ์ตามกระดาษ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Thales จากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอากาศยาน เพื่อนำนวัตกรรมระดับสูงเข้ามาปรับใช้ในประเทศไทย ความร่วมมือนี้ครอบคลุมถึงระบบเรดาร์ตรวจจับอากาศยาน ระบบไบโอเมตริกสำหรับงานพาสปอร์ต และระบบควบคุมอำนวยการบนเรือรบ การที่บริษัทมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพาร์ทเนอร์ระดับสากลรวมกับความเข้าใจในบริบทของหน่วยงานรัฐไทย ทำให้จักรวาลฯ มีความได้เปรียบในการแข่งขันและการเป็นตัวกลางในการส่งมอบเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดให้กับประเทศ


เส้นทางสู่ตลาดหลักทรัพย์ MAI และเป้าหมายรายได้พันล้าน

ทิศทางทางการเงินของจักรวาล แอดวานซ์ เทคโนโลยี มีความชัดเจนอย่างมาก โดยบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ภายในปี 2570 ในปัจจุบันบริษัทเริ่มกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างภายในและระบบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐาน PAE ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พร้อมทั้งได้จ้างที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับ Big 4 อย่าง KPMG เข้ามาดูแล เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของการดำเนินงานตามเกณฑ์ของ กลต.

ในส่วนของผลประกอบการ บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ในปีหน้าให้แตะระดับ 3,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีงานในมือ (Backlog) ที่พร้อมจะรับรู้รายได้แล้วประมาณ 800 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการประมูลและนำเสนอไอเดีย (Pipeline) มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตที่มั่นคงและโอกาสในการขยายธุรกิจที่กว้างขวางขึ้น

สัดส่วนรายได้หลักของบริษัทยังคงมาจากภาครัฐถึง 95% แต่บริษัทมีแผนที่จะขยายฐานลูกค้าไปยังภาคเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แม้ว่าการแข่งขันในตลาด SI จะมีความรุนแรง แต่คุณสุพิชช์เชื่อมั่นว่าด้วยจุดแข็งในเรื่องการบริการหลังการขายตามมาตรฐาน ISO 20000-1 และการมีทีมวิศวกรที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะทำให้บริษัทสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายสู่ตลาดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง การมุ่งเน้นที่ความสุขของพนักงานและคู่ค้ายังเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบและเป็นมืออาชีพ


กลยุทธ์การบริหารและวิสัยทัศน์ในอนาคตของจักรวาล

วิสัยทัศน์ของ จักรวาล แอดวานซ์ เทคโนโลยี คือการเป็นผู้นำในการส่งมอบนวัตกรรมดิจิทัลที่เหมาะสมกับพันธกิจขององค์กรลูกค้าอย่างแท้จริง บริษัทไม่ได้วางตัวเป็นเพียงผู้รับเหมาติดตั้ง แต่พยายามทำตัวเป็น “พาร์ทเนอร์” ที่ช่วยลูกค้าวิเคราะห์ความต้องการ พัฒนาโครงการ และจัดหางบประมาณที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด กลยุทธ์นี้ช่วยให้บริษัทสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าในระยะยาว ดังจะเห็นได้จากการที่ลูกค้ารายใหญ่อย่างธนาคารออมสินหรือกรมสรรพสามิตอยู่กับบริษัทมาอย่างยาวนานกว่า 15-20 ปี

สำหรับการบริหารทรัพยากรบุคคล ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานประมาณ 75 คน โดยกว่า 40 คนเป็นทีมวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญสูง บริษัทให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาบุคลากรที่เป็น “องค์ความรู้” ขององค์กร และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากพาร์ทเนอร์ต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ แม้จะมีการขยายงาน แต่บริษัทยังคงเลือกที่จะรวมศูนย์การบริหารจัดการอยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อความคล่องตัว และใช้เครือข่ายพันธมิตรในต่างจังหวัดสำหรับการให้บริการหน้างานในบางกรณี การมีโครงสร้างองค์กรที่กระชับและมีความเป็นมืออาชีพนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการบริหารสัญญาและโครงการขนาดใหญ่ให้สำเร็จตามเวลาที่กำหนด

ในก้าวต่อไป จักรวาล แอดวานซ์ เทคโนโลยี ยังมองหาโอกาสในการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในสปป.ลาว ซึ่งมองว่ายังมีช่องว่างสำหรับเทคโนโลยีระดับสูงที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ การขยายตัวนี้จะทำควบคู่ไปกับการพัฒนาซอฟต์แวร์และนวัตกรรมที่เป็นของคนไทยเอง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในบางส่วนและเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งกว่า 5 ทศวรรษ และการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย การก้าวสู่ตลาดหลักทรัพย์ในปี 2570 จึงไม่ใช่เพียงแค่เป้าหมายทางการเงิน แต่เป็นการพิสูจน์ถึงความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไทยสู่มาตรฐานสากล

#จักรวาลแอดวานซ์เทคโนโลยี #JakkrawanAdvancedTechnology #สุพิชช์อังศวานนท์ #แอนตี้โดรน #IPO2570 #เทคโนโลยีความมั่นคง #ICT #SystemIntegrator #เศรษฐกิจดิจิทัล

Related Posts