เมื่อเทคโนโลยีควัมตัมเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยในห้องทดลองสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบเวศและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แห่งชาติเพื่อคว้าโอกาสในยุคใหม่
จุดเปลี่ยนจากกระแสสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ตลอดช่วงเจ็ดสิบปีที่ผ่านมาของการพัฒนาเทคโนโลยีการคำนวณ แม้มนุษย์เราจะสามารถส่งมนุษย์ไปอวกาศหรือพัฒนาวิทยาการทางการแพทย์ไปอย่างก้าวหน้า แต่เรายังคงเผชิญกับข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาพื้นฐานของธรรมชาติ เช่น พฤติกรรมของโมเลกุล ปฏิกิริยาภายในแบตเตอรี่ หรือแม้กระทั่งความซับซ้อนของระบบการเงินเมื่อเจอสภาวะวิกฤต ปัญหาเหล่านี้มีความซับซ้อนและมีตัวแปรมากเกินกว่าที่คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมจะคำนวณได้ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีควัมตัมคอมพิวติ้งซึ่งตั้งอยู่บนกฎกลศาสตร์ควัมตัมได้เข้ามาแก้โจทย์ยากเหล่านี้ และกำลังก้าวออกจากห้องทดลองเข้าสู่ยุคของการสร้างประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์แล้วในปัจจุบัน
“วันนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับควัมตัมในประเทศไทย การเปิดตัว Quantum Club Thailand ถือเป็นนิมิตหมายสำคัญที่จะพาเราก้าวจากกระแสความเห่อไปสู่ความเป็นจริง” Julian Tan, IBM quantum business development executive for Asean and India and IBM distinguished quantum ambassador กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการนำควัมตัมคอมพิวติ้งมาใช้งานจริง การก้าวเข้าสู่อยุคควัมตัมแอดแวนเทจ (Quantum Advantage) หรือยุคที่ควัมตัมคอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมเพื่อประมวลผลซับซ้อนได้รวดเร็วและแม่นยำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องของอนาคตอันไกลโพ้นอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน
ตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จชัดเจนเกิดขึ้นจากการประมวลผลร่วมกันระหว่างระบบควัมตัมและระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า Quantum-Centric Supercomputing ซึ่งการทำงานร่วมกันนี้ช่วยให้สถาบันวิจัยชั้นนำอย่าง Cleveland Clinic สามารถจำลองพฤติกรรมของโมเลกุลโปรตีนที่มีความซับซ้อนถึง 12,000 อะตอมขณะอยู่ในน้ำได้อย่างแม่นยำภายในปี 2026 นี้ จากเดิมที่เคยทำได้เพียงโมเลกุลขนาดเล็ก ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะปฏิวัติวงการค้นคว้าและพัฒนายาใหม่ของโลกในอนาคต
โครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงควัมตัมระดับโลก
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ควัมตัมคอมพิวติ้งก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว คือความเชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์และการเปิดให้ประชาคมโลกเข้าถึงเทคโนโลยี ไอบีเอ็มได้สร้างชิปควัมตัมภายในโรงงานผลิตสารกึ่งตัวนำชั้นนำระดับโลกที่เมืองอัลบานี นิวยอร์ก ซึ่งเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อลดระยะเวลาในการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมให้เร็วที่สุด ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 ไอบีเอ็มได้เริ่มเปิดให้สาธารณชนเข้าใช้งานควัมตัมคอมพิวเตอร์ขนาด 5 คิวบิตผ่านระบบคลาวด์เป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับการตอบรับเกินคาดจากนักวิจัยทั่วโลก
นอกจากนี้ การพัฒนาระบบซอฟต์แวร์เปิด (Open Source) อย่าง Qiskit SDK ยังกลายเป็นมาตรฐานหลักที่นักวิทยาศาสตร์ควัมตัมกว่าร้อยละ 70 ทั่วโลกเลือกใช้ในการประมวลผล “ในการทำวิจัย หากคุณประมวลผลด้วยศักยภาพที่ต่ำกว่า 100 คิวบิต สมองของคุณจะล้าไปเสียก่อน” Julian Tan กล่าวเสริมถึงความจำเป็นในการพัฒนาขีดความสามารถการคำนวณที่ต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับโจทย์วิจัยที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งภายในปี 2029 มีการตั้งเป้าเปิดตัวระบบ IBM Starling ที่รองรับการประมวลผลระดับ 4,000 คิวบิตและทำคำสั่งเกตได้ถึงแสนล้านครั้ง

อย่างไรก็ดี องค์กรต่างๆ ไม่จำเป็นต้องรอจนถึงปี 2029 เพราะเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างชิปประมวลผลรุ่นใหม่สามารถตอบโจทย์การประมวลผลระดับสูงได้แล้ว ล่าสุดวิจัยร่วมระหว่างไอบีเอ็ม มหาวิทยาลัยชิคาโก และ KMA Algorithmic สามารถพิสูจน์ขีดความสามารถที่เหนือกว่าระบบดั้งเดิมได้อย่างชัดเจน ตอกย้ำว่าวงการอุตสาหกรรมสามารถเริ่มประยุกต์ใช้ประโยชน์จากควัมตัมคอมพิวติ้งเพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจได้ตั้งแต่วันนี้
พลวัตโลกกับการเร่งสร้างยุทธศาสตร์ควัมตัมแห่งชาติ
ในระดับสากล การแข่งขันด้านควัมตัมถือเป็นวาระแห่งชาติที่นานาประเทศให้ความสำคัญสูงสุด ปัจจุบันทั่วโลกมีการลงทุนรวมในเทคโนโลยีนี้มากกว่า 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีมากกว่า 31 ประเทศที่ประกาศยุทธศาสตร์ควัมตัมระดับประเทศอย่างเป็นทางการ รายงานจากสถาบันMcKinsey คาดการณ์ว่า ควัมตัมคอมพิวติ้งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในช่วงกลางปี 2030 ทำให้ประเทศที่ละเลยการลงทุนในเทคโนโลยีนี้มีความเสี่ยงที่จะตกขบวนและเสียเปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจยุคใหม่
เมื่อเหลียวมองดูเพื่อนบ้านและนานาประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย และสิงคโปร์ ต่างเร่งวางรากฐานด้านควัมตัมอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นที่บูรณาการซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Fugaku เข้ากับควัมตัมคอมพิวเตอร์ของไอบีเอ็มเพื่อนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ หรืออินเดียที่กำลังสร้าง Quantum Valley เพื่อเตรียมความพร้อมของระบบนิเวศ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพิจารณาการวางนโยบายและส่งเสริมองค์ความรู้ในระดับประเทศเช่นกัน
“เรากำลังอยู่ในศึกการแข่งขันควัมตัมระดับโลก มีความเสี่ยงและผลกระทบเชิงลบที่รุนแรงมากสำหรับประเทศที่ไม่เริ่มลงทุนในเทคโนโลยีประเภทนี้ตั้งแต่ตอนนี้” Julian Tan เน้นย้ำถึงสภาวะการแข่งขันบนเวทีโลก ซึ่งการเตรียมพร้อมด้านบุคลากรและการกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจะกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าประเทศใดจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเศรษฐกิจเทคโนโลยีในภูมิภาคได้
เสาหลักขับเคลื่อนระบบนิเวศควัมตัมในประเทศไทย
การสร้างอุตสาหกรรมควัมตัมที่เข้มแข็งจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน ได้แก่ ระบบนิเวศวิจัยและพัฒนาที่เข้มแข็ง การพัฒนาบุคลากรและกำลังคน การค้นหาแอปพลิเคชันหลักที่ใช้งานได้จริง และการสร้างความร่วมมือในระบบนิเวศ สำหรับประเทศไทย มีจุดเริ่มต้นที่ดีจากการรวมตัวของภาคส่วนต่างๆ เช่น Quantum Club Thailand, Q-Tricks และบริษัท Social Enterprise for Quantum Everywhere (SQE) ที่ก่อตั้งโดย ดร.วรวัฒน์ นิจภาณุวงศ์ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาคการศึกษา ภาคเอกชน ภาครัฐ และพันธมิตรนานาชาติ
ในการพัฒนาแรงงานทักษะสูง สถาบันการศึกษาไทยหลายแห่งเริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างน่าสนใจ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เข้าร่วม IBM Quantum Network และจัดเวิร์กช็อป Qiskit เพื่อฝึกอบรมบุคลากร รวมถึงมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ที่ตื่นตัวในด้านนี้เช่นกัน ทั้งนี้ การก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง รัฐบาลและภาคเอกชนไทยจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น การทำห้องทดลองแบบแยกส่วน (Isolated Testbeds) ที่สร้างงานซ้ำซ้อนแต่ไม่ได้ทรัพย์สินทางปัญญา หรือการให้ทุนวิจัยระยะสั้นเกินไปซึ่งขัดขวางการพัฒนานวัตกรรม
“สิ่งที่ไม่ควรกระทำคือการเสียเวลากับโจทย์ทดลองระดับของเล่น แต่ควรมุ่งเป้าไปที่โจทย์การใช้งานที่มีความเปรียบเทียบเชิงการแข่งขัน และได้รับการสนับสนุนงบประมาณระยะยาว 5 ถึง 10 ปี เพราะนี่คือเทคโนโลยีที่คุณต้องเลือกลงทุนร่วม ไม่ใช่เลือกลงทุนสวนทาง” Julian Tan ให้มุมมองถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ประเทศไทยควรฉวยโอกาสจากอุตสาหกรรมหลักที่ไทยมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว
โอกาสทางอุตสาหกรรมและการสร้างจุดเปลี่ยนแห่งอนาคต
ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีควัมตัมของภูมิภาคอาเซียน หากสามารถประยุกต์ใช้ควัมตัมคอมพิวติ้งเข้ากับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ จากการสำรวจอุตสาหกรรมหลัก 9 ด้าน พบว่ามีถึง 8 อุตสาหกรรมที่ควัมตัมสามารถเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ การผลิตขั้นสูง ระบบการเงินและการธนาคาร การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวิต ความมั่นคง พลังงาน น้ำมันและก๊าซ
แทนที่จะพยายามวิ่งไล่ตามประเทศอื่นในเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม ประเทศไทยควรพิจารณาสร้างก้าวกระโดดแบบ Quantum Leap โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขัน เปรียบเสมือนการที่ประเทศจีนเลือกที่จะไม่แข่งในเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่ข้ามไปมุ่งเน้นรถยนต์ไฟฟ้าจนกลายเป็นผู้นำในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการสนับสนุน “องค์กรแชมเปี้ยนระดับชาติ” เช่น True Corporation และ CP Group ให้เป็นหัวหอกร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศ โดยนายอาณัติ เมธาธีรนันท์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้มาร่วมนำเสนอแผนโรดแมปกิจกรรมของ Quantum Club Thailand เพื่อมุ่งสู่อนาคต
“การเตรียมความพร้อมขององค์กรไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความพร้อมทางเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องความพร้อมของโครงสร้างองค์กร ประเทศไทยควรมองหาจุดแข็งทางอุตสาหกรรมของตนเองแล้วสร้างควัมตัมยูสเคสล้อมรอบจุดแข็งนั้น” Julian Tan กล่าวสรุป การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สถาบันวิจัย และพันธมิตรระดับโลก จะช่วยพาประเทศไทยก้าวข้ามจากยุคแห่งกระแสควัมตัม สู่การลงมือปฏิบัติจริงที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
Quantum Adoption and Real-World Optimization โดย.. Julian Tan, Head of Quantum Enterprise, ASEAN & India, IBM
#ควัมตัมคอมพิวติ้ง #IBMQuantum #QuantumClubThailand #เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก #เศรษฐกิจดิจิทัล #นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

