ไทยระวัง บทเรียนเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ชี้ จัดการน้ำผิด เศรษฐกิจพังแน่

ไทยระวัง บทเรียนเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ชี้ จัดการน้ำผิด เศรษฐกิจพังแน่

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค “ความเดือดจด” (Global Boiling) ที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนเกินกว่าจะคาดเดาได้ การจัดการน้ำแบบเดิมที่ไทยเคยใช้อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป หากแต่เป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจที่รอวันปะทุ บทเรียนล้ำค่าจากโครงการ “Global Learning รับมือความเสี่ยงน้ำอย่างเป็นระบบ บทเรียนโลกที่ไทยต้องปรับตัวให้ทัน” ได้เปิดเผยให้เห็นว่าผู้นำด้านการจัดการน้ำของโลกอย่างเนเธอร์แลนด์และญี่ปุ่น ต่างต้องรื้อระบบคิดและโครงสร้างขนานใหญ่เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ ซึ่งข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเหล่านี้ถือเป็นเข็มทิศสำคัญที่เศรษฐกิจไทยต้องเร่งศึกษาและนำมาปรับใช้อย่างเร่งด่วนก่อนที่ความสูญเสียมหาศาลจะเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม


ถอดกลยุทธ์เนเธอร์แลนด์: เมื่อการ “อยู่ร่วมกับน้ำ” คือทางรอดเดียวของชาติ

Victoria Elema, Team Lead International Water Affairs จาก Ministry of Infrastructure and Water Management ของเนเธอร์แลนด์ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของประเทศที่พื้นที่กว่า 1 ใน 3 อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ซึ่งหากปราศจากระบบจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เนเธอร์แลนด์คงไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในฐานะประเทศ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากโศกนาฏกรรมในปี 1953 เมื่ออุทกภัยครั้งใหญ่คร่าชีวิตผู้คนไปนับพันคน นำไปสู่การสร้างระบบ “Delta Works” ซึ่งเป็นโครงข่ายป้องกันชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยกำแพงและเขื่อนคอนกรีตมหึมา อย่างไรก็ตาม บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือสภาพอากาศในปัจจุบันทำให้เหตุการณ์น้ำท่วมและภัยแล้งรุนแรงขึ้นและคาดเดาได้ยากกว่าในอดีต

เนเธอร์แลนด์จึงได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “ต่อสู้กับน้ำ” มาเป็นการ “อยู่ร่วมกับน้ำ” (Living with Water) ผ่านแนวคิดการให้พื้นที่แก่แม่น้ำ (Nature-based solutions) และการพัฒนาชุมชนลอยน้ำในอัมสเตอร์ดัมที่สามารถปรับตัวตามระดับน้ำได้โดยไม่เกิดภัยพิบัติ หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่นี้คือหลักการที่ว่า “น้ำและดินต้องเป็นผู้นำในการวางผังเมือง” (Water and soil must guide all spatial planning) การตัดสินใจก่อสร้างหรือขยายเมืองจะไม่เป็นไปตามความต้องการทางการเมืองหรืออุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าพื้นที่นั้นเหมาะสมและปลอดภัยต่อระบบน้ำในระยะยาวหรือไม่ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในอนาคต

นอกจากนี้ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ยังถูกค้ำจุนด้วยระบบธรรมาภิบาลและการคลังที่แข็งแกร่ง โดยมีการจัดตั้ง “กองทุนเดลต้า” (Delta Fund) เพื่อแยกงบประมาณการจัดการน้ำออกจากการถกเถียงทางการเมือง ความต่อเนื่องทางการเงินนี้ทำให้แผนการจัดการน้ำระยะยาวสามารถดำเนินต่อไปได้ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนขั้วไปอย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่ยากลำบาก เช่น การถอยออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย หรือการจำกัดการก่อสร้างในบางจุด ถือเป็นทางเลือกที่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงภาระทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าในอนาคต ซึ่งถือเป็นบทเรียนที่ไทยควรนำมาพิจารณาในการตั้งงบประมาณและวางแผนยุทธศาสตร์ชาติ

จัดการน้ำผิด

นวัตกรรมยักษ์จากญี่ปุ่น: อุโมงค์ระบายน้ำและการเตือนภัยด้วยระบบดิจิทัล

ทางด้านเอเชีย Dr. Muto Sachio, Senior Director, Overseas Projects Division จาก Policy Bureau, MLIT (กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น) ได้ชี้ให้เห็นว่าญี่ปุ่นต้องเผชิญกับสถิติปริมาณฝนที่ตกหนักเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 48 ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ความถี่ของน้ำท่วมเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว ญี่ปุ่นจึงให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เป็น “ระบบบริหารจัดการน้ำทั้งเมือง” เช่น อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินยักษ์ในโตเกียว และการออกแบบทางด่วนให้ทำหน้าที่เป็นทางระบายน้ำ (Floodway) ควบคู่กันไป เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการกักเก็บและระบายน้ำก่อนที่จะเข้าทำลายเขตเศรษฐกิจสำคัญและชีวิตผู้คน

นอกเหนือจากคอนกรีตและเหล็ก ญี่ปุ่นยังก้าวล้ำด้วยการใช้ “Digital Solution” ในการบริหารจัดการน้ำ โดยหน่วยงานที่ดูแลด้านอุตุนิยมวิทยา (JMA) และกรมน้ำ (River Bureau) จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อพยากรณ์และแจ้งเตือนประชาชนผ่านแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ ระบบแจ้งเตือนนี้ใช้สีที่เข้าใจง่ายเพื่อระบุระดับความอันตรายของแม่น้ำแต่ละสาย ช่วยให้ประชาชนสามารถอพยพได้อย่างทันท่วงที ซึ่งช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้เกือบเป็นศูนย์แม้จะเกิดพายุรุนแรง. นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือป้องกันภัย แต่คือการสร้าง “ความยืดหยุ่นของเมือง” (City Resilience) ที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วหลังผ่านพ้นวิกฤต

เทคโนโลยีที่น่าจับตามองที่สุดคือโครงการ “PLATO” ซึ่งเป็นแบบจำลองเมือง 3 มิติ (3D City Model) ที่สามารถจำลองภาพเหตุการณ์น้ำท่วมเสมือนจริง (Flood Simulation) ได้อย่างแม่นยำ ระบบนี้จะช่วยให้นักวางผังเมืองและผู้ประกอบการสามารถมองเห็นได้ว่า หากเกิดน้ำท่วมในระดับต่างๆ น้ำจะไหลไปทิศทางใดและท่วมอาคารใดบ้าง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการวางแผนการก่อสร้างและระบบอพยพอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ได้เริ่มมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการรับมือกับความเสี่ยงน้ำในบางกอกและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการนำ AI มาช่วยปกป้องเขตเศรษฐกิจของไทย

บทเรียนเศรษฐกิจไทย: จากความสูญเสียที่หาดใหญ่สู่การปรับตัวระดับโลก

ความเสี่ยงด้านน้ำในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นวิกฤตที่สร้างความเสียหายต่อเงินในกระเป๋าของผู้ประกอบการอย่างมหาศาล ดังเช่นกรณีศึกษาจากอุทกภัยในจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ผู้ประกอบการในพื้นที่ต้องเผชิญกับความเสียหายของสต็อกสินค้าและอุปกรณ์สำคัญ เช่น เครื่องชงกาแฟและตู้แช่ ซึ่งในบางกรณีมูลค่าความเสียหายรวมกันสูงถึง 6 ล้านบาทต่อกิจการเพียงแห่งเดียว ความสูญเสียเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการน้ำที่ไม่เป็นระบบไม่เพียงแต่ทำลายทรัพย์สิน แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นและโอกาสในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเมืองในระยะยาว

ข้อมูลจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ยืนยันว่าเราสามารถใช้แบบจำลองร่วมกับ AI เพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยจากภาวะโลกร้อนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ไทยต้องเร่งนำมาใช้เพื่อปกป้องเขตอุตสาหกรรมและย่านการค้าสำคัญ การวางแผนที่ดียังรวมถึงการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างระบบจัดการน้ำที่ตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างแท้จริง หากไทยยังไม่ปรับตัวและยังคงพึ่งพาเพียงโครงการก่อสร้างแบบเดิมๆ โดยไม่มองภาพรวมทั้งระบบ ความเสี่ยงด้านน้ำจะกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ

วันนี้คือโอกาสของประเทศไทยที่จะนำองค์ความรู้ระดับโลกจากเนเธอร์แลนด์และญี่ปุ่นมาผนวกกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน. ความท้าทายจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและปริมาณฝนที่คาดเดาไม่ได้ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงในอนาคต แต่คือ “ความจริงในปัจจุบัน” ที่เราต้องเผชิญ การก้าวไปสู่การเป็นเมืองที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยต้องอาศัยการตัดสินใจที่เด็ดขาดและการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ที่มองข้ามพ้นผลประโยชน์ระยะสั้น เพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่คนไทยรุ่นต่อไป ก่อนที่วิกฤตครั้งหน้าจะสายเกินแก้


#การจัดการน้ำ, #เศรษฐกิจไทย, #วิกฤตโลกเดือด, #เนเธอร์แลนด์, #ญี่ปุ่น, #เทคโนโลยีAI, #ผังเมือง, #ความเสี่ยงน้ำ, #TheReporterAsia

Related Posts