เทรนด์การเดินทางแบบฉับพลันหรือ Impulse Travel กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และกำลังสร้างความท้าทายครั้งใหญ่ให้กับโมเดล Loyalty Program แบบดั้งเดิม ข้อมูลล่าสุดจาก AirAsia MOVE เผยว่า ปัจจุบันมากกว่า 65% ของการจองเที่ยวบินและโรงแรมในภูมิภาคนี้เกิดขึ้นภายใน 30 วันก่อนเดินทาง และพฤติกรรมดังกล่าวยิ่งชัดเจนมากขึ้นในกลุ่ม Gen Z โดย Agoda รายงานว่า 1 ใน 5 ของนักเดินทางกลุ่มนี้จองเที่ยวบินล่วงหน้าน้อยกว่า 1 สัปดาห์ ปัจจัยสำคัญมาจากรูปแบบการทำงานแบบรีโมต ภาวะหมดไฟ และกระแสการดูแลสุขภาพจิตบนโซเชียลมีเดียที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคมองหาการพักผ่อนแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า
คุณเคนนี่ ชิน ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท คอนฟลูเอนท์ (Confluent) ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจเดินทางที่เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาทีทำให้ความภักดีต่อแบรนด์ถูกแทนที่ได้ง่าย จากข้อมูลของ McKinsey ระบุว่า กว่า 40% ของยอดใช้จ่ายรายปีของผู้โดยสารสายการบินทั่วไปตกไปอยู่กับแบรนด์คู่แข่ง แม้จะเป็นสมาชิกโปรแกรมสะสมคะแนนอยู่แล้วก็ตาม ทางออกสำคัญคือแบรนด์ต้องเข้าหานักเดินทางด้วยข้อเสนอที่ถูกที่ ถูกเวลา และตอบโจทย์เป้าหมายอย่างแม่นยำ ผ่านการวิเคราะห์และดึงข้อมูลเชิงลึกจากข้อมูลลูกค้าที่สดใหม่แบบเรียลไทม์เพื่อสร้าง Personalisation
พฤติกรรมดิจิทัลของนักท่องเที่ยวไทยและการใช้ AI วางแผนเดินทาง
สำหรับในประเทศไทย การค้นหาข้อมูลด้านการท่องเที่ยวกำลังได้รับอิทธิพลจากโลกดิจิทัลอย่างมาก รายงาน SiteMinder’s Changing Traveller Report 2026 ระบุว่า แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มจองการเดินทางออนไลน์ (OTAs) กลายเป็นจุดเริ่มต้นหลักในการค้นหาข้อมูลของนักท่องเที่ยวชาวไทยสูงถึง 27% นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศที่มีสัดส่วนนักเดินทางใช้บล็อกท่องเที่ยวออนไลน์เพื่อวางแผนการเดินทางสูงที่สุดในทุกประเทศที่ 13% สะท้อนว่าแบรนด์ไม่สามารถพึ่งพากลไก Loyalty แบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องส่งมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคล เช่น Dynamic Offers คำแนะนำเฉพาะบุคคล หรือการรองรับการค้นหาผ่าน AI
แพลตฟอร์มท่องเที่ยวดิจิทัลอย่าง Booking.com ได้นำ AI มาใช้พัฒนาประสบการณ์แบบ Hyperpersonalisation ผ่านบริการ AI Travel Planner ที่วิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดจำนวนมหาศาลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานค้นพบจุดหมายปลายทางใหม่ๆ พร้อมมอบข้อเสนอที่สอดคล้องกับพฤติกรรมรายบุคคล จากรายงาน Global AI Sentiment Report ของ Booking.com พบว่า 96% ของคนไทยสนใจที่จะใช้ AI ในการวางแผนการท่องเที่ยวครั้งถัดไป

อุปสรรคด้านข้อมูลกระจัดกระจายและการปรับตัวสู่ Event-driven Architecture
การยกระดับ Personalisation ให้ครอบคลุมทุกเส้นทางบินและผู้ใช้บริการยังเผชิญความท้าทายจากระบบข้อมูล รายงานจาก Confluent ระบุว่า 70% ของผู้นำองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมองว่าปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายเป็นอุปสรรคสำคัญ และ 68% ขาดทักษะในการบริหารจัดการเวิร์กโฟลว์ด้าน AI สาเหตุหลักมาจากการพึ่งพาระบบเดิมที่ประมวลผลแบบ Batch Processing ซึ่งถูกออกแบบมาหลายทศวรรษก่อน จึงไม่รองรับความต้องการด้านข้อมูลแบบเรียลไทม์ ส่งผลให้ข้อมูลโปรไฟล์ลูกค้าไม่สมบูรณ์และเสนอโปรโมชันไม่ตรงจุด
ทำให้สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) เรียกร้องให้อุตสาหกรรมเร่งปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบ “Offers and Orders” แบบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ โดยมีเบื้องหลังคือการนำสถาปัตยกรรม Event-driven Architecture และแพลตฟอร์ม Data Streaming มาใช้จัดเก็บทุกปฏิสัมพันธ์ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการจองเที่ยวบิน การเลือกที่นั่ง หรือการอัปเกรดสมาชิก ให้เป็นเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ที่อัปเดตไปยังระบบหลังบ้านในเสี้ยววินาที
ตัวอย่างเช่น iLink Digital ได้ใช้แพลตฟอร์ม Data Streaming แบบเรียลไทม์รวมข้อมูลจากระบบปฏิบัติการ ระบบเช็กอิน และ CRM เข้าไว้ด้วยกันเป็น Single Source of Truth พร้อมเชื่อมต่อกับแชตบอต Generative AI ช่วยให้สายการบินตอบสนองผู้โดยสารได้รวดเร็วเฉพาะบุคคลแม้ในช่วงเวลาหนาแน่น ขณะที่ Booking.com ได้ปรับมาใช้สถาปัตยกรรม Data Streaming เพื่อลดความซับซ้อนของระบบหลังบ้าน ช่วยให้นักพัฒนามุ่งสร้างเครื่องมือการท่องเที่ยวใหม่ๆ ได้เต็มที่ โดยองค์กรสามารถทยอยเพิ่มความสามารถด้านเรียลไทม์ทีละขั้นร่วมกับระบบเดิมได้โดยไม่ต้องยกเครื่องทั้งหมดในคราวเดียว
#Confluent #ImpulseTravel #RealTimeData #DataStreaming #EventDrivenArchitecture #AI travel #Bookingcom #AirAsiaMOVE #Agoda #SiteMinder #iLinkDigital #ข่าวธุรกิจ #เทคโนโลยีการท่องเที่ยว

