ยักษ์ใหญ่เครื่องใช้ไฟฟ้าจากแดนมังกรอย่าง “ไมเดีย” (Midea) กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญในตลาดประเทศไทยอีกครั้ง พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ในงาน “Midea Convention 2026” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Careniverse – A Universe of Care, Surrounding Your Heart” โดยในปีนี้ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่จากการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูทันสมัย เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น พร้อมทั้งประกาศสงครามตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยและกลยุทธ์การตลาดที่ดุดันเพื่อขยายฐานลูกค้าจากต่างจังหวัดเข้าสู่หัวเมืองใหญ่อย่างเต็มตัว
หัวใจสำคัญของการขยับตัวครั้งนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากกลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง” ที่เคยเน้นเจาะกลุ่มตลาดต่างจังหวัดด้วยความแข็งแกร่งของสินค้ากลุ่มเครื่องปรับอากาศ มาสู่การบุกตลาดในเมืองใหญ่และกรุงเทพมหานครอย่างเข้มข้น เนื่องจากบริษัทมองเห็นกำลังซื้อที่มหาศาลและความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีดีไซน์ทันสมัยเข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ โดยมีการปรับเปลี่ยนพรีเซนเตอร์จากคุณบัวขาว บัญชาเมฆ ที่สื่อถึงความทนทาน มาเป็น “อิ๊งค์ วรันธร” ศิลปินสาวที่เป็นตัวแทนของความทันสมัย นวัตกรรม และความใส่ใจ ซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมาย Generation M (Millennials) และ Gen Z ที่เป็นกำลังซื้อหลักในปัจจุบันและในอนาคต
นอกจากความโดดเด่นของพรีเซนเตอร์คนใหม่แล้ว ไมเดียยังได้โชว์ศักยภาพการเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลกที่สามารถควบคุมต้นทุนและคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยในปีนี้บริษัทไม่ได้หยุดเพียงแค่เครื่องปรับอากาศที่เป็นตัวชูโรงมานานหลายปี แต่ได้ขนทัพผลิตภัณฑ์กลุ่ม Non-Air เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กในครัวเรือนมาแบบครบไลน์ เพื่อตอบโจทย์การสร้าง Ecosystem ภายในบ้านที่สมบูรณ์แบบ การรุกคืบครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการบริการที่เป็นเลิศเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคชาวไทยในระยะยาว
ผ่าแผนลงทุน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สู่เป้ายอดขาย 3,500 ล้านบาท
ไมเดียประกาศเดินหน้าลงทุนครั้งสำคัญด้วยงบประมาณกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 350 ล้านบาท) ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า โดยเป้าหมายหลักคือการยกระดับการตลาดและช่องทางการจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ งบประมาณส่วนนี้จะถูกแบ่งสัดส่วนออกเป็นการตลาด 65% เพื่อสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ผ่านพรีเซนเตอร์และแคมเปญใหม่ๆ ส่วนอีก 35% จะเน้นไปที่การขยายช่องทางการขายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การลงทุนมหาศาลนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสำนักงานใหญ่ในประเทศจีนที่มีต่อศักยภาพของตลาดไทย ซึ่งมองว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตและมีกำลังซื้อสูงในภูมิภาคอาเซียน

นายซีล เจียง ประธานไมเดีย ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า “ไมเดียเชื่อมั่นในศั
จากความสำเร็จในปี 2024 ที่มียอดขายปิดอยู่ที่ประมาณ 2,100 ล้านบาท ไมเดียได้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในปีนี้ด้วยการก้าวกระโดดสู่ 3,500 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 60% แม้ว่าในปีที่ผ่านมาภาพรวมตลาดจะได้รับผลกระทบจากสภาวะอากาศที่ไม่ร้อนตามคาดเนื่องจากปรากฏการณ์ลานีญา แต่บริษัทก็ยังสามารถเติบโตได้ประมาณ 15-20% การตั้งเป้าโต 60% ในปีนี้จึงมาจากความมั่นใจในสินค้าใหม่ๆ ที่ครอบคลุมทุกความต้องการ รวมถึงการขยายสัดส่วนสินค้า Non-Air จากเดิม 20% ให้เพิ่มเป็น 30% ของพอร์ตรายได้ทั้งหมด
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายยอดขายมหาศาลนี้ ไมเดียยังได้ปรับสัดส่วนการขายในเชิงพื้นที่ โดยคาดหวังจะเพิ่มสัดส่วนลูกค้าในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่จาก 30% ให้ขึ้นมาอยู่ที่ 40% ในขณะที่ยังคงรักษาฐานที่มั่นในต่างจังหวัดที่ 60% เอาไว้ให้แข็งแกร่ง กลยุทธ์นี้จะควบคู่ไปกับการร่วมมือกับพันธมิตรค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) เช่น CP Extra (Makro และ Lotus’s), Global House และ DoHome ซึ่งมีการวางจำหน่ายสินค้าโมเดล Exclusive เพื่อสร้างความแตกต่างและดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่เดินห้างสรรพสินค้ามากขึ้น การกระจายความเสี่ยงผ่านสินค้าที่หลากหลายและช่องทางที่ครอบคลุมคือหัวใจสำคัญของการพุ่งเป้าสู่ 3,500 ล้านบาท
นวัตกรรม AI E-Master และ Black Fin ปฏิวัติมาตรฐานความคุ้มค่า
ในฐานะแบรนด์ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ไมเดียได้ชูจุดเด่นเรื่องนวัตกรรม AI E-Master ที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการประหยัดพลังงาน ระบบ AI นี้จะทำหน้าที่คำนวณการใช้พลังงานตามสภาพแวดล้อมจริงในแต่ละพื้นที่ ซึ่งแตกต่างจากแอร์ทั่วไปที่ทำงานด้วยรูปแบบตายตัว โดย AI จะประมวลผลข้อมูลจากจุดที่ผู้บริโภคใช้งานจริงเพื่อลดการกินไฟเกินความจำเป็น ทำให้สามารถประหยัดค่าไฟได้มากกว่าเดิมถึง 30% เทคโนโลยีนี้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในเครื่องปรับอากาศ แต่ยังถูกบรรจุลงในสินค้ากลุ่มตู้เย็นและเครื่องซักผ้ารุ่นระดับกลางถึงพรีเมียม เพื่อให้เกิดเป็น Smart Home Ecosystem ที่เชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน MSmartHome ได้อย่างไร้รอยต่อ
อีกหนึ่งความโดดเด่นที่เป็นหมัดเด็ดของไมเดียคือเทคโนโลยี “Black Fin” หรือคอยล์รักษาร้อนที่เคลือบด้วยสาร “กราฟีน” (Graphene) สีดำ ซึ่งเป็นแบรนด์เดียวในตลาดขณะนี้ นวัตกรรมนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการกัดกร่อนของคอยล์ร้อน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงหรืออยู่ใกล้ชายทะเล โดยสารเคลือบกราฟีนมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าคอยล์สีทองทั่วไปถึง 5 เท่า และมีความทนทานสูงถึง 20-50 ปี สิ่งนี้ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยที่มองหาความคุ้มค่าและความคงทนในระยะยาว ช่วยให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์จีนในสายตาคนไทยเปลี่ยนจากสินค้าเน้นราคาถูกมาเป็นสินค้าที่มีเทคโนโลยีเหนือชั้นในราคาที่จับต้องได้
ในปีนี้ ไมเดียยังเปิดตัวสินค้าใหม่รวมกว่า 11 SKU ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศ รวมถึงซีรีส์ใหม่อย่าง “Celest” และรุ่น “Numen” ที่จะวางขายเฉพาะช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมในกลุ่มไมโครเวฟที่สามารถเป็นหม้อทอดไร้น้ำมัน (Air Fryer) ได้ในตัว ซึ่งถือเป็นความแตกต่างที่หาได้ยากในแบรนด์อื่น การมีโรงงานผลิตของตนเองทำให้ไมเดียสามารถใส่ฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัยได้มากกว่า ในขณะที่สามารถควบคุมราคาให้ถูกลงกว่าเดิมได้ เช่น รุ่น 18,000 BTU ที่ปีนี้มีราคาดีขึ้นกว่าปีที่แล้วประมาณ 15% เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในยุคที่เศรษฐกิจชะลอตัว

ขยายอาณาจักร Pro shop 130 สาขา และการบริการที่รวดเร็วระดับชั่วโมง
การเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ โดยไมเดียมีแผนขยาย “Pro shop” หรือร้านตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการตกแต่งและสนับสนุนโดยแบรนด์โดยตรงจาก 29 แห่งในปีที่ผ่านมา ให้เพิ่มเป็น 130 แห่งทั่วประเทศภายในครึ่งปีแรกของปี 2026 ร้านเหล่านี้จะไม่ใช่แค่ที่โชว์สินค้า แต่จะเป็นศูนย์กลางที่ครบวงจรทั้งการขาย การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ครบทุกไลน์อัป และมีทีมติดตั้งมืออาชีพของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสำนักงานขายและโชว์รูมแห่งใหม่ที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าและสต็อกอะไหล่ในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เสริมทัพจากสาขาเดิมในเชียงใหม่ ระยอง หาดใหญ่ และขอนแก่น
ด้านบริการหลังการขาย ไมเดียได้กำหนดดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่เข้มข้นเพื่อลบข้อกังขาเรื่องการดูแลลูกค้า ปัจจุบันบริษัทสามารถประสานงานนัดหมายช่างได้ภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากได้รับแจ้งปัญหา และมีเป้าหมายในการปิดเคสซ่อมแซมให้จบภายใน 24-48 ชั่วโมง โดยในปีที่ผ่านมาสามารถปิดเคสภายใน 48 ชั่วโมงได้สูงถึง 90% และกำลังเร่งเพิ่มสัดส่วนการปิดเคสภายใน 24 ชั่วโมงให้มากขึ้นในปีนี้ ความเร็วในการบริการถือเป็นอาวุธสำคัญที่ไมเดียใช้สร้างความแตกต่างจากแบรนด์ใหญ่เจ้าตลาดเดิม เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ
นโยบายการรับประกันก็เป็นอีกจุดที่สร้างความเชื่อมั่นได้อย่างดีเยี่ยม โดยเครื่องปรับอากาศจะได้รับการประกันแบบฟรีทุกอย่าง (Worry Free) นาน 5 ปี ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ได้มีการอัปเกรดการรับประกันอะไหล่และค่าแรงเป็น 3 ปีเต็ม และสำหรับอุปกรณ์สำคัญอย่างคอมเพรสเซอร์ในตู้เย็นหรือตู้แช่จะมีการรับประกันยาวนานถึง 5 ปีขึ้นไป การกล้ารับประกันที่ยาวนานนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพการผลิตจากโรงงานของตนเองที่มีมาตรฐานระดับโลก ช่วยให้แบรนด์สามารถรุกตลาดออนไลน์ซึ่งมียอดขายเติบโตกว่า 300% ในปีที่ผ่านมาได้อย่างมั่นคง
ก้าวสู่แบรนด์พรีเมียมในใจคนรุ่นใหม่ที่เน้นความคุ้มค่า
ภาพลักษณ์ของไมเดียในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนไปจาก “แบรนด์จีนราคาประหยัด” สู่การเป็นแบรนด์ “Mid-end” ที่มีกลิ่นอายความพรีเมียมและนวัตกรรม การใช้กลยุทธ์ผ่านศิลปินอย่างอิ๊งค์ วรันธร ช่วยสื่อสารถึงความใส่ใจที่แบรนด์มีต่อผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด “Careniverse” ที่ต้องการให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นมากกว่าอุปกรณ์อำนวยความสะดวก แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแลคุณภาพชีวิตของคนทุกวัย กลุ่มเป้าหมายใหม่ของไมเดียคือคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีการยึดติดกับแบรนด์เดิมๆ แต่ตัดสินใจเลือกซื้อจากนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงและความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไป
นายธนวัฒน์ วงศ์ชาญวุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป ไมเดีย ประเทศไทย กล่าวว่า “ไมเดียมุ่
การที่ไมเดียมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ในประเทศไทย ทั้งโรงงานเครื่องปรับอากาศที่ศรีราชา โรงงานแอร์เชิงพาณิชย์ (Chiller) ที่ระยอง และแผนการเปิดโรงงานตู้เย็น ตู้แช่ รวมถึงไมโครเวฟในอนาคตอันใกล้ ทำให้บริษัทสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดไทยได้รวดเร็วขึ้น สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องของต้นทุนและราคาที่แข่งขันได้ แต่ยังรวมถึงความพร้อมของอะไหล่และการสนับสนุนทางเทคนิคที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผู้บริโภคชาวไทยใช้พิจารณาเมื่อต้องตัดสินใจซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ที่มีอายุการใช้งานนานนับสิบปี
ท้ายที่สุด แม้สภาวะเศรษฐกิจจะมีความผันผวน แต่ไมเดียยังมองว่าเป็นโอกาส เนื่องจากผู้บริโภคจะมีความรอบคอบในการใช้จ่ายมากขึ้น (Smart Consumer) และจะเปรียบเทียบความคุ้มค่าในทุกมิติ ด้วยความพร้อมทั้งด้านนวัตกรรม AI ที่ประหยัดไฟ ความทนทานจากเทคโนโลยีกราฟีน การบริการที่รวดเร็ว และการรับประกันที่ยาวนาน ทำให้ไมเดียมั่นใจว่าจะเป็นแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในใจคนไทยและก้าวสู่การเป็น Top 3 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่างไม่ยากเย็นนักในปี 2026 นี้
#Midea #อิ๊งค์วรันธร #เครื่องใช้ไฟฟ้า #Careniverse #AIEMaster #BlackFin #SmartHome #เศรษฐกิจไทย

