ท่ามกลางสมรภูมิการค้าระดับโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายงานล่าสุดจากกรุงปักกิ่งได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการเศรษฐกิจ เมื่อจีนประกาศตัวเลขการเกินดุลการค้าประจำปี 2025 ที่พุ่งทะยานสู่ระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติและไม่เคยมีประเทศใดทำได้มาก่อน ตัวเลขมหาศาลนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคการผลิตจีน แต่ยังเป็นดั่งการตบหน้ามาตรการกำแพงภาษีอันเข้มงวดของสหรัฐฯ ที่พยายามสกัดกั้นการเติบโตของมังกรรายนี้มาโดยตลอด ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าจีนยังคงสามารถส่งออกสินค้าไปทั่วทุกมุมโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกต้องเร่งหาคำตอบว่า เหตุใดท่ามกลางนโยบาย “Decoupling” หรือการแยกห่วงโซ่อุปทานออกจาก จีน ของกลุ่มประเทศตะวันตก กลับไม่สามารถหยุดยั้งอิทธิพลทางการค้าของจีนได้เลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน จีน ได้ใช้ช่วงเวลานี้ในการปรับตัวและยกระดับโครงสร้างการส่งออกจากการเป็น “โรงงานของโลก” ที่เน้นสินค้าเกรดต่ำ ไปสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาดอย่างเต็มตัว ส่งผลให้สินค้าประเภทยานพาหนะไฟฟ้า (EV) และแผงโซลาร์เซลล์กลายเป็นหัวหอกสำคัญที่บุกทะลวงตลาดโลกอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และอาเซียน
ความสำเร็จในตัวเลขเกินดุลการค้าครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นดาบสองคมที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม เนื่องจากช่องว่างทางการค้าที่กว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัดได้สร้างความไม่พอใจให้กับคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งมองว่าจีนกำลังใช้นโยบายอุดหนุนราคาจนทำให้สินค้ามีราคาถูกผิดปกติและทำลายอุตสาหกรรมในท้องถิ่นของประเทศอื่น บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จที่เป็นประวัติการณ์นี้ พร้อมวิเคราะห์นัยสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลข 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและระเบียบโลกในอนาคตอย่างไร
ชัยชนะเหนือพายุภาษี: เมื่อตัวเลข 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ เล่าเรื่องความอึดของพญามังกร
การก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของการค้าโลกด้วยยอดเกินดุลการค้าที่ทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตจากการวางห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก แม้รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้ง จะมีการเพิ่มเพดานภาษีศุลกากรอย่างหนักหน่วง แต่ภาคเอกชนของจีนกลับแสดงให้เห็นถึงทักษะการปรับตัวที่เหนือชั้นด้วยการกระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออก จากเดิมที่พึ่งพาสหรัฐฯ เป็นหลัก ไปสู่ภูมิภาคอื่นที่มีอัตราการเติบโตสูง เช่น ทวีปแอฟริกา ลาตินอเมริกา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศอาเซียนที่กลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีนอย่างถาวร
สิ่งที่น่าสนใจคือยอดการส่งออกในเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมาพุ่งสูงขึ้นกว่า 6.6% ซึ่งสูงกว่าที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้เกือบเท่าตัว สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการจีนมีการเร่งส่งออกสินค้าล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2026 นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินหยวนในช่วงปีที่ผ่านมายังกลายเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ราคาสินค้าจีนในตลาดโลกมีความได้เปรียบสูงมาก จนคู่แข่งจากประเทศพัฒนาแล้วไม่สามารถแข่งขันได้ในเชิงราคา ส่งผลให้ยอดการเกินดุลในรูปดอลลาร์สหรัฐขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าความต้องการภายในประเทศจีนเองจะยังคงซบเซาเนื่องจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ตาม
ความสำเร็จนี้ยังได้รับการยืนยันจากหน่วยงานภาครัฐของจีนที่ระบุว่ามูลค่าการค้าต่างประเทศรวมในปี 2025 พุ่งสูงเกิน 45 ล้านล้านหยวนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำว่าจีนยังคงเป็นแกนกลางของเศรษฐกิจโลกอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ โดยทาง คุณหวัง จุน (Wang Jun) รองรัฐมนตรีว่าการทบวงศุลกากรของจีน ได้กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้อย่างภาคภูมิใจว่า:
“การค้าระหว่างประเทศของจีนในปี 2025 ได้พุ่งทะลุ 45 ล้านล้านหยวน ($6.4 ล้านล้าน) เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการสร้างสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและศักยภาพอันแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมเราที่สามารถยืนหยัดได้ในทุกสภาวะการณ์” — หวัง จุน (Wang Jun), รองรัฐมนตรีทบวงศุลกากรจีน
EV และเทคโนโลยีสีเขียว: หัวหอกใหม่ที่ทำลายสถิติโลก
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ยอดเกินดุลการค้าของจีนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์คือการเปลี่ยนผ่านจาก “สินค้าแรงงานเข้มข้น” ไปสู่ “สินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูง” อย่างเต็มตัว โดยในปี 2025 จีนสามารถรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกรถยนต์อันดับหนึ่งของโลกไว้ได้อย่างเหนียวแน่นเป็นปีที่สามติดต่อกัน โดยมียอดการส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) พุ่งสูงถึง 6.69 หมื่นล้านดอลลาร์ ขยายตัวกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของจีนก้าวข้ามการเป็นเพียงผู้เล่นในตลาด ไปสู่การเป็นผู้กำหนดมาตรฐานระดับโลกด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีต้นทุนต่ำและประสิทธิภาพสูง
นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว สินค้าในกลุ่ม “3 อุตสาหกรรมใหม่” ซึ่งประกอบด้วย แบตเตอรี่ลิเธียม แผงโซลาร์เซลล์ และรถยนต์ไฟฟ้า ยังคงเป็นพระเอกหลักที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ โดยการส่งออกแบตเตอรี่ลิเธียมเติบโตถึง 26.2% ขณะที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานลมพุ่งสูงถึง 48.7% ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกว่า จีนไม่ได้เพียงแค่ขายสินค้า แต่กำลัง “ส่งออกโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน” ให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่กำลังเร่งทำนโยบาย Net Zero ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศตะวันตกเองก็ยังต้องพึ่งพาชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แม้จะมีกำแพงภาษีก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งในภาคการผลิตระดับไฮเทคนี้กลับสร้างความกังวลให้กับนานาชาติในเรื่อง “ภาวะการผลิตล้นเกิน” (Overcapacity) ซึ่งเกิดจากการที่อุปสงค์ในประเทศจีนไม่สามารถดูดซับสินค้าที่ผลิตออกมามหาศาลได้ เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายจากปัญหาเศรษฐกิจภายใน ส่งผลให้สินค้าเกรดพรีเมียมเหล่านี้ต้องถูกระบายออกสู่ตลาดโลกในราคาที่แข่งขันได้สูงมาก จนกลายเป็นความกดดันต่อผู้ผลิตในยุโรปและสหรัฐฯ ที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด และกลายเป็นประเด็นการเมืองที่ร้อนแรงในการเจรจาระหว่างประเทศ
การปรับทัพตลาดใหม่: อาเซียนและ Global South คือปราการด่านสำคัญ
เมื่อประตูการค้าฝั่งตะวันตกเริ่มปิดแคบลงด้วยมาตรการกีดกัน จีนจึงหันไปเปิดประตูบานใหม่ในกลุ่มประเทศ Global South อย่างจริงจัง โดยในปี 2025 ยอดการส่งออกไปยังภูมิภาคแอฟริกาเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 25.8% ในขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ยังคงเป็นตลาดหลักที่เติบโตต่อเนื่องถึง 13.4% การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้สะท้อนให้เห็นถึงแผนยุทธศาสตร์ที่แยบยลของปักกิ่งในการสร้าง “เครือข่ายเศรษฐกิจทางเลือก” ที่ลดการพึ่งพาระบบการเงินและตลาดของสหรัฐฯ โดยเน้นการส่งออกเครื่องจักรหนักและเทคโนโลยีการก่อสร้างเพื่อตอบโจทย์โครงการ Belt and Road Initiative (BRI)
ยุทธศาสตร์การกระจายตลาดนี้ทำให้จีนสามารถชดเชยยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ลดลงกว่า 20% ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่จีนเข้าไปฝังตัวอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้เป็นเพียงการขายสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตผ่านเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศในอาเซียนรวมถึงไทย กลายเป็น “ฐานการประกอบสุดท้าย” ของสินค้าจีนเพื่อส่งออกไปยังตลาดที่สาม สิ่งนี้ช่วยให้สินค้าจีนยังคงไหลเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลกได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยป้ายกำกับ “Made in China” เพียงอย่างเดียวในบางกรณี
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่สินค้าจีนหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ด้วยปริมาณมหาศาลและราคาที่ถูกกว่าสินค้าท้องถิ่น กำลังเริ่มสร้างแรงต่อต้านจากรัฐบาลในหลายประเทศ เช่น บราซิล อินเดีย และแม้แต่ประเทศในอาเซียนเองที่เริ่มมีการพิจารณามาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในตนเอง แม้แต่ นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง (Li Qiang) ของจีนเองก็ได้ออกมาระบุถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลทางการค้าเพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างประเทศ โดยท่านได้กล่าวเน้นย้ำในการประชุมครั้งล่าสุดว่า:
“จีนมุ่งมั่นที่จะขยายการนำเข้าเชิงรุกและส่งเสริมการพัฒนาที่สมดุลระหว่างการนำเข้าและการส่งออก เพื่อสร้างความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ร่วมกันกับพันธมิตรทางการค้าทั่วโลก” — หลี่ เฉียง, นายกรัฐมนตรีจีน
นัยยะทางการเงิน: เมื่อหยวนเริ่มท้าทายดอลลาร์ผ่านดุลการค้า
ตัวเลขเกินดุล 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ได้เป็นเพียงสถิติบนหน้ากระดาษ แต่หมายถึงกระแสเงินสดมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเงินจำนวนนี้กำลังถูกนำไปใช้ในยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม แทนที่จะเก็บไว้ในรูปแบบทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่เป็นดอลลาร์สหรัฐเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต จีนได้หันไปเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศผ่านสถาบันการเงินของรัฐและเอกชน รวมถึงการผลักดันการใช้เงินหยวนในการชำระเงินระหว่างประเทศมากขึ้น เพื่อลดทอนอำนาจของดอลลาร์สหรัฐในระบบการค้าโลก
กระแสเงินมหาศาลนี้ยังถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนนโยบายการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจีนกำลังพยายามไล่ตามสหรัฐฯ ให้ทัน การเกินดุลการค้าที่เป็นสถิตินี้จึงเป็นดั่ง “ถังน้ำมัน” ที่ช่วยขับเคลื่อนเครื่องยนต์แห่งการพัฒนานวัตกรรมของจีนให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกคว่ำบาตรด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากชาติตะวันตกก็ตาม สภาพคล่องระดับนี้ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองสูงมากในเวทีการเงินโลกและสามารถประคองเสถียรภาพของค่าเงินหยวนไว้ได้ท่ามกลางความผันผวน
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากจีนไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งได้ การพึ่งพาเพียงภาคการส่งออกเพื่อพยุงเศรษฐกิจอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในระยะยาว หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกหรือมีการยกระดับสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้นจนถึงขั้นปิดกั้นการค้าโดยสิ้นเชิง การที่ยอดเกินดุลมีขนาดใหญ่เกินหนึ่งในสิบของ GDP ของประเทศ เป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างที่หากไม่ได้รับการแก้ไข อาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นกับประเทศคู่ค้าที่ต้องแบกรับการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง
จับตาอนาคตปี 2026: สงครามการค้าภาคต่อและความท้าทายของไทย
ก้าวเข้าสู่ปี 2026 สถานการณ์การค้าโลกดูเหมือนจะยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้น เมื่อมาตรการ “ใบอนุญาตส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า” ของจีนเริ่มมีผลบังคับใช้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ในการควบคุมคุณภาพและจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้มั่นใจว่าแบรนด์จีนที่ออกสู่ตลาดโลกจะยังคงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขันระดับสูง นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ และยุโรปเริ่มมีมาตรการตรวจสอบเข้มงวดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบและมาตรฐานแรงงาน จะทำให้การส่งออกของจีนต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) มากยิ่งขึ้น
สำหรับประเทศไทยซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ใกล้ชิดกับจีน การเกินดุลการค้ามหาศาลของมังกรรายนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรง ทั้งในแง่ของโอกาสจากการลงทุนที่ไหลเข้าสู่ไทยเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตส่งออก (Relocation) และความท้าทายจากสินค้าจีนราคาถูกที่จะเข้ามาตีตลาดในประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ยกระดับมาตรฐานสินค้า และหาจุดแข็งที่จีนไม่สามารถทดแทนได้ เพื่อให้อยู่รอดได้ท่ามกลางกระแสการค้าโลกที่จีนยังคงแสดงแสนยานุภาพอย่างไม่ลดละ
บทสรุปของตัวเลข 1.2 ล้านล้านดอลลาร์นี้ จึงไม่ใช่แค่สถิติความสำเร็จของจีนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนถึง “ระเบียบโลกใหม่” ที่การค้าและการผลิตถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการแผ่ขยายอิทธิพลทางการเมือง จีนได้พิสูจน์แล้วว่ากำแพงภาษีอาจไม่ใช่เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการหยุดยั้งผู้ที่คุมห่วงโซ่อุปทานโลกไว้ในมือ และโลกหลังจากนี้จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อมังกรตัวนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสามารถบินได้สูงกว่าพายุที่พยายามจะฉุดเขาร่วงลงมา
#จีนเกินดุลการค้า, #เศรษฐกิจโลก2026, #สงครามการค้าจีนสหรัฐ, #รถยนต์ไฟฟ้าจีน, #ส่งออกจีนทุบสถิติ, #หยวนผงาด, #ไทยจีนการค้า, #วิกฤตเศรษฐกิจโลก

