สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จับมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ทั้งจากศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และภาคเอกชนระดับโลก เปิดตัวโครงการ “Responsible AI Innovation Hackathon” เพื่อนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มรูปแบบ การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อความรวดเร็วเท่านั้น แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการตัดสินคดีความที่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลและความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียมและลดช่องว่างทางสังคมที่เคยเป็นอุปสรรคมาอย่างยาวนาน
ปฐมบทการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทยด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะ
โครงการ Responsible AI Innovation Hackathon เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีปริมาณคดีความที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AIGC) ภายใต้ ETDA จึงได้สร้างแพลตฟอร์มในการระดมสมองเพื่อหาโซลูชันที่จะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม การนำ AI เข้ามามีบทบาทในครั้งนี้เน้นย้ำไปที่การสร้าง “Responsible AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งจะต้องสามารถอธิบายที่มาที่ไปของการตัดสินใจได้อย่างชัดเจน ไม่เป็นความลับหรือเป็นกล่องดำที่ตรวจสอบไม่ได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคประชาชนในระยะยาว
ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA ได้กล่าวถึงทิศทางของโครงการนี้ว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ETDA ได้ให้ความสำคัญกับการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล โดยเริ่มจากภาคสาธารณสุขเนื่องจากมีผลกระทบต่อชีวิตประชาชนโดยตรง และในปีนี้ได้ขยายขอบเขตมาสู่กระบวนการยุติธรรมซึ่งถือเป็นเสาหลักที่ส่งผลต่อสิทธิและเสรีภาพของคนไทยทุกคน เป้าหมายหลักไม่ได้ต้องการเพียงแค่เทคโนโลยีที่ฉลาดที่สุด แต่ต้องการระบบนิเวศที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และนักพัฒนาไทย เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์บริบทของกฎหมายไทยที่มีความเฉพาะตัวสูงและมีความละเอียดอ่อนในเชิงวัฒนธรรม
ความร่วมมือในครั้งนี้ประกอบด้วยหน่วยงานระดับประเทศมากมาย อาทิ สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และ Amazon Web Services (AWS) ที่จะมาร่วมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และเทคโนโลยีระดับสากล การสร้างระบบนิเวศนี้จะช่วยให้นักพัฒนาไทยสามารถเข้าถึงโจทย์จริงจากศาลและข้อมูลที่จำเป็นภายใต้การกำกับดูแลที่ปลอดภัย ทำให้การพัฒนา AI ไม่ใช่เพียงการทดลองในห้องแล็บ แต่เป็นการสร้างเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในศาลยุติธรรมและศาลปกครอง เพื่อยกระดับบริการสาธารณะให้รวดเร็วและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
มุมมองจากบัลลังก์ศาลกับการปรับตัวสู่โลกยุคดิจิทัล
ทางด้านมุมมองของศาลยุติธรรม คุณวิญญู พิชัย ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา ได้สะท้อนภาพการทำงานในปัจจุบันว่า AI สามารถเข้ามาช่วยในเรื่อง “กระบวนการ” ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการจัดการข้อมูลและเอกสารที่มีปริมาณมากในแต่ละคดี ปัจจุบันศาลยุติธรรมได้เริ่มนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการรับคำฟ้องและติดตามคดีแล้ว แต่ความท้าทายใหม่คือการใช้ AI ในการถอดความเสียงเบิกความของพยานให้เป็นข้อความโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่และเพิ่มความแม่นยำในการบันทึกข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ศาลยังคงเน้นย้ำถึงหลักการ “Human Oversight” หรือการที่มนุษย์ต้องมีอำนาจในการตรวจสอบและควบคุมผลลัพธ์จาก AI ในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการตีความภาษาทางกฎหมายที่ซับซ้อน
ในส่วนของศาลปกครอง คุณเจตน์ สถาวรศีลพร เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าศาลปกครองมีความแตกต่างจากศาลยุติธรรมตรงที่เป็นคดีระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งศาลมีอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้เอง AI จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยสรุปสำนวนคดีและค้นหากฎหมายหรือระเบียบราชการที่มีอยู่นับแสนฉบับเพื่อให้ตุลาการสามารถวินิจฉัยคดีได้รวดเร็วขึ้น แต่คุณเจเปรียบเปรยไว้อย่างน่าคิดว่า AI ในปัจจุบันเหมือน “เด็กทารกวัย 1 ขวบ” ที่ต้องได้รับการป้อนข้อมูลที่ถูกต้องและฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง การนำ AI มาใช้จึงไม่ได้ทำเพื่อความรวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าในระยะยาวและความมั่นคงของระบบที่ต้องไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับคู่ความ
ประเด็นสำคัญที่ศาลทั้งสองแห่งกังวลคือ “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” หากมีการนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการยุติธรรม ศาลจะต้องพิจารณาว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เท่าเทียมกันหรือไม่ หากฝ่ายหนึ่งเป็นชาวบ้านทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ ในขณะที่อีกฝ่ายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมสูง ศาลอาจเลือกที่จะไม่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง ความเป็นธรรมในมุมมองของศาลจึงไม่ได้อยู่ที่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การที่ทุกคนสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้กระดาษแบบเดิมหรือการใช้ AI ในโลกสมัยใหม่
เศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์และโอกาสทองของสตาร์ทอัพไทย
ในมิติของเศรษฐกิจและสังคม ดร. กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร นายกสมาคมกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการ ปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย, CEO iApp Technology ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการดำเนินคดีในประเทศไทยสูงถึง 120,000 บาท ซึ่งถือเป็นภาระหนักสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อย การพัฒนา AI เพื่อเป็นผู้ช่วยทางกฎหมายเบื้องต้น เช่น แอปพลิเคชัน “ทนอย” (Tanoy) จึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้กฎหมายได้ง่ายขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้ใช้ถามคำถามกฎหมายแล้วกว่า 250,000 ครั้ง การมีที่ปรึกษาอัจฉริยะที่พร้อมตอบคำถามตลอด 24 ชั่วโมง จะช่วยลดความกังวลและเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการศาลจริง ซึ่งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับกลุ่มนักพัฒนาและสตาร์ทอัพไทย โครงการนี้ถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ เนื่องจากข้อมูลทางกฎหมายเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูง ทำให้หน่วยงานภาครัฐมักไม่สะดวกใจในการใช้บริการ AI จากต่างประเทศ นี่คือช่องว่างที่สตาร์ทอัพไทยกว่า 150 แห่งจะสามารถนำเสนอโซลูชันแบบ “On-premise” หรือการติดตั้งระบบภายในองค์กรเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล การพัฒนา AI ที่เข้าใจภาษาไทยและบริบทกฎหมายไทยอย่างลึกซึ้ง จะช่วยให้เทคโนโลยีของคนไทยสามารถแข่งขันได้และสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน
ตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น ประเทศบราซิล ที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์คดีที่คล้ายคลึงกัน สามารถลดจำนวนคดีค้างในศาลจากแสนคดีเหลือเพียงหมื่นคดีได้ในเวลาอันรวดเร็ว หากสตาร์ทอัพไทยสามารถพัฒนา AI ที่ช่วยเทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาหรือสรุปประเด็นข้อพิพาทในลักษณะเดียวกันได้ จะช่วยให้การคืนความยุติธรรมเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด การบูรณาการระหว่าง AI และมนุษย์ในลักษณะนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยผ่านความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
ธรรมาภิบาลและความปลอดภัย: หัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้
การนำ AI มาใช้ในงานที่มีความอ่อนไหวสูงอย่างกระบวนการยุติธรรม จำเป็นต้องมี “ธรรมาภิบาลข้อมูล” ที่เข้มงวดเป็นพิเศษ โดยต้องยึดหลัก CIA ซึ่งประกอบด้วย Confidentiality (ความลับ), Integrity (ความถูกต้อง) และ Availability (ความพร้อมใช้) ดร.ชัยชนะ เน้นย้ำว่าการออกแบบระบบ AI ต้องทำแบบ “Ethics by Design” คือการใส่เรื่องจริยธรรมเข้าไปตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา ไม่ใช่มาตรวจสอบทีหลัง สิ่งนี้รวมถึงการประเมินความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว และความโปร่งใสของแหล่งข้อมูลที่นำมาใช้ฝึกฝนโมเดล AI เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่มีอคติต่อกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ความปลอดภัยทางไซเบอร์ยังคงเป็นประเด็นที่ศาลให้ความสำคัญสูงสุด เนื่องจากข้อมูลคดีความมักมีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและชื่อเสียงของบุคคล คุณภิญโญ ระบุว่าระบบของศาลถูกโจมตีทางไซเบอร์เกือบทุกวัน การนำ AI เข้ามาจึงต้องมาพร้อมกับมาตรการป้องกันที่รัดกุมและการกำหนดขอบเขตการเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังต้องมีการจัดการข้อมูลที่หลุดรั่วไหลไปยังบุคคลที่สามอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่มีข้อยกเว้นเพียงบางส่วนสำหรับกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น
“อันที่ 1 ก็คือเราต้องการให้แต่ละ Sector มีการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล อันที่ 2 คือเราอยากให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสทำงานร่วมกับผู้ประกอบการต่างประเทศ และอันที่ 3 ผู้ใช้งานต้องเข้าใจความเสี่ยงเมื่อใช้งานระบบเหล่านี้” – ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์
การสร้างความเข้าใจให้กับผู้ใช้งาน จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ไม่แพ้การพัฒนาเทคโนโลยี โดยประชาชนต้องตระหนักรู้ว่าตนเองกำลังทำธุรกรรมหรือปรึกษากฎหมายกับ AI อยู่หรือไม่ และมีความเสี่ยงในมิติใดบ้าง เพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างชาญฉลาดและปลอดภัย
อนาคตของระบบศาลไทยบนเส้นทางดิจิทัลที่ยั่งยืน
ก้าวต่อไปของกระบวนการยุติธรรมไทยคือการสร้างกระแสการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุดผ่านโครงการ Hackathon ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบนวัตกรรมใหม่ๆ ที่โลกไม่เคยเห็น การทดลองใช้ AI ในวงจำกัดแบบ “Regulatory Sandbox” จะช่วยให้ศาลและหน่วยงานรัฐสามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและปรับปรุงระบบให้สมบูรณ์ก่อนนำไปใช้จริงในวงกว้าง สิ่งนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้งตุลาการ ทนายความ และประชาชน ว่าเทคโนโลยีที่นำมาใช้นั้นได้รับการคัดกรองและทดสอบมาเป็นอย่างดี
การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไม่ใช่การเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นการเข้ามาเป็น “เพื่อนคู่คิด” หรือผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะช่วยให้บุคลากรทางกฎหมายสามารถใช้เวลาไปกับการวิเคราะห์ประเด็นที่ซับซ้อนและสำคัญมากกว่างานธุรการที่ซ้ำซาก เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีความพร้อม ข้อมูลระหว่างหน่วยงานทั้งตำรวจ อัยการ ศาล และธนาคาร จะถูกเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบผ่านมาตรฐานเดียวกัน การฟ้องร้องจนถึงการบังคับคดี เช่น การอายัดบัญชีในคดีแพ่ง จะสามารถทำได้รวดเร็วแบบไร้รอยต่อ ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินได้อย่างทันท่วงที
ท้ายที่สุดแล้ว การปฏิวัติกระบวนการยุติธรรมด้วย AI ในครั้งนี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของประเทศไทยในการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกที่ยึดถือความเป็นธรรมและความถูกต้องเป็นที่ตั้ง หากประเทศไทยสามารถสร้างต้นแบบระบบศาลอัจฉริยะที่มีธรรมาภิบาลได้สำเร็จ จะไม่เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ แต่ยังเป็นการมอบของขวัญอันล้ำค่าให้กับประชาชนไทยทุกคน คือความเสมอภาคภายใต้กฎหมายที่เทคโนโลยีสามารถสัมผัสได้และเข้าถึงได้อย่างแท้จริง
#TheReporterAsia #ข่าวเศรษฐกิจ #กระบวนการยุติธรรม #กฎหมายไทย #เทคโนโลยีAI #ETDA #AIGC #ศาลยุติธรรม #สตาร์ทอัพไทย #LegalTech #ResponsibleAI


