อิตัลเจ็ท (ITALJET) แบรนด์รถจักรยานยนต์ระดับตำนานจากอิตาลี ประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่หลังบุกตลาดไทยเพียงปีเดียว พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 เตรียมยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตเพื่อส่งออกอันดับ 3 ของโลก รองรับดีมานด์ตลาดเอเชียที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปฏิวัติวงการสกูตเตอร์พรีเมียมด้วยงานศิลปะที่ขับเคลื่อนได้บนท้องถนน
ความสำเร็จของ อิตัลเจ็ท ในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นอย่างสวยงามจากการเปิดตัวในปี 2568 ที่ผ่านมา โดยบริษัทสามารถสร้างเซกเมนต์ใหม่ที่เรียกว่า สกูตเตอร์ สปอร์ต ระดับพรีเมียม ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในอุตสาหกรรมสองล้อของไทย ด้วยการนำเสนอรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและสมรรถนะที่เหนือชั้น ทำให้แบรนด์สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างและเป็นตัวเองได้อย่างชัดเจน ผลตอบรับที่ยอดเยี่ยมสะท้อนผ่านตัวเลขการส่งมอบรถรุ่นแรกอย่าง Dragster 300 ที่สูงกว่า 300 คันไปยังตัวแทนจำหน่าย และมีการส่งถึงมือลูกค้าไปแล้วกว่า 220 คันในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน
นรวิชญ์ ภทรธนกฤต กรรมการผู้จัดการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาเวอร์ริค กรุ๊ป จำกัด ผู้เป็นพันธมิตรสำคัญในไทยระบุว่า ตลาดสกูตเตอร์ในไทยมีการเติบโตที่สูงมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังขาดสินค้าที่มีความพรีเมียมและโดดเด่นในระดับที่เข้มข้นเท่ากับอิตัลเจ็ท การเข้ามาของ Dragster จึงเป็นการเปิดตลาดใหม่ที่เน้นการออกแบบเพื่อการขับขี่ที่แท้จริง โดยตัดฟังก์ชันพื้นฐานอย่างกล่องเก็บของออกเพื่อเน้นความสวยงามเชิงวิศวกรรม สิ่งนี้ทำให้แบรนด์ไม่มีคู่แข่งโดยตรงในตลาด เพราะอิตัลเจ็ทจับกลุ่มลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์และความเข้าใจในศิลปะของแบรนด์เป็นหลัก
แม้จะเป็นกลุ่มสินค้าใหม่ที่ต้องใช้เวลาในการสร้างการรับรู้ แต่ตัวเลขยอดขายที่เกิดขึ้นถือเป็นที่น่าพึงพอใจอย่างมากสำหรับมาเวอร์ริค กรุ๊ป ในขณะที่ตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดเครื่องยนต์ 300-350 ซีซี. มีมูลค่าตลาดมหาศาลกว่า 2.4 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่อิตัลเจ็ทเลือกที่จะวางตำแหน่งตัวเองให้เหนือกว่าแบรนด์ทั่วไปในตลาด กลยุทธ์นี้ไม่ได้เน้นเพียงแค่การแข่งขันในเชิงปริมาณ แต่เป็นการสร้างคุณค่าผ่านความแปลกใหม่และความล้ำสมัยที่ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดในไทยกล้าทำมาก่อน
“จริงๆ แล้ว ผมมองว่าเราไม่มีคู่แข่งในตลาด เพราะเซกเมนต์แดร็กสเตอร์ถือว่าใหม่มาก ถือเป็นกลุ่มพรีเมียมของสกูตเตอร์ที่เน้นออกแบบเพื่อการขับขี่ที่แท้จริง อย่างพวกกล่องใส่ของจะถูกถอดออกหมด เป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก ซึ่งเราก็ต้องมองหาลูกค้าที่เข้าใจในแบรนด์และตัวสินค้า กลุ่มนี้จะซื้อด้วยอารมณ์มากกว่า” — นรวิชญ์ ภทรธนกฤต
ยกระดับไทยสู่ฐานยุทธศาสตร์การผลิตแห่งที่ 3 ของโลกเพื่อส่งออกเอเชีย
มัสซิโม่ ตาร์ตารีนี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ITALJET S.p.A. ได้แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยอย่างสูง โดยมองว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่มีความต้องการหลากหลายเท่านั้น แต่ยังเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเป็นฐานผลิตหลัก ปัจจุบันอิตัลเจ็ทมีการประกอบรถในรูปแบบ CKD ในหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก แต่สำหรับประเทศไทยนั้นมีแผนงานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น โดยบริษัทกำลังศึกษาแผนการลงทุนเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นการลงทุนจากบริษัทแม่เองเป็นแห่งที่ 3 ของโลก ต่อจากประเทศอิตาลีและจีน
โครงการจัดตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยคาดว่าจะใช้เวลาเตรียมการประมาณ 1-2 ปี โดยมีเป้าหมายในการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ในระดับที่สูงพอจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีเพื่อการส่งออก โรงงานแห่งนี้จะมีกำลังการผลิตเบื้องต้นอยู่ที่ 6,000 คันต่อปี ซึ่งจะส่งออกไปยังตลาดสำคัญในเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ การตัดสินใจลงทุนโดยตรงจากบริษัทแม่ในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของไทยในฐานะจุดยุทธศาสตร์ที่จะเชื่อมโยงอิตัลเจ็ทเข้าสู่ตลาดโลกที่มีขนาดใหญ่มหาศาลในอนาคต
แนวคิดในการตั้งโรงงานผลิตเองแตกต่างจากการประกอบผ่านดิสทริบิวเตอร์ในประเทศอื่น เนื่องจากอิตัลเจ็ทต้องการควบคุมคุณภาพและการจัดหาชิ้นส่วนอย่างใกล้ชิด มัสซิโม่เน้นย้ำว่าการขยายฐานการผลิตนี้จะไม่ลดทอนคุณค่าของแบรนด์ที่เน้นความเป็นงานศิลปะที่ผลิตในจำนวนจำกัด แต่จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในอาเซียนและเอเชียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ไทยจะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการออกแบบสไตล์อิตาเลียนสู่สากล
“ในปัจจุบันเรามีการประกอบรถในประเทศไทยอยู่แล้ว แต่การลงทุนโรงงานผลิตเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แตกต่างกันออกไป… ซึ่งประเทศไทยจะเป็นประเทศที่บริษัทแม่เดินหน้าลงทุนด้วยตัวเองเป็นแห่งที่ 3 ในโลกนี้ ต่อจากการลงทุนในประเทศอิตาลีและจีน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในฐานะฐานการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังเอเชีย” — มัสซิโม่ ตาร์ตารีนี่
กางแผนบุกปี 2569 เสริมทัพไลน์อัพใหม่พร้อมขยายเครือข่ายบริการทั่วประเทศ
ทิศทางของอิตัลเจ็ทในปี 2569 จะเข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่หลากหลายรุ่นเพื่อครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในทุกระดับ ล่าสุดได้มีการเปิดตัว Dragster 700 Twin ที่มีราคาตั้งแต่ 7.99-9.89 แสนบาท และ Dragster 459 Twin ในราคา 4.99 แสนบาท รวมถึงรุ่นพิเศษอย่าง Dragster 300 Black Edition นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเปิดเซกเมนต์ใหม่อย่าง Roadster ในอนาคตอันใกล้ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและดีไซน์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
นอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว การขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการเป็นหัวใจสำคัญของแผนงานในปีนี้ มาเวอร์ริค กรุ๊ป ตั้งเป้าขยายโชว์รูมในหัวเมืองใหญ่ให้ครบ 12 แห่ง อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี และภูเก็ต พร้อมกับการเพิ่มเครือข่ายศูนย์บริการให้ครอบคลุมหัวเมืองรองรวมกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะมีทีมงานมืออาชีพและสต๊อกอะไหล่ที่พร้อมดูแลอย่างทั่วถึง เนื่องจากปัจจุบันมีการประกอบรถในประเทศอยู่แล้วทำให้การบริหารจัดการอะไหล่ทำได้รวดเร็ว
เป้าหมายสูงสุดในปี 2569 คือการสร้างรากฐานของอิตัลเจ็ทให้เป็นแบรนด์พรีเมียมที่มั่นคงที่สุด ก่อนที่จะเริ่มขยายฐานเข้าสู่ตลาดแมส (Mass Market) มากขึ้นในปี 2570 บริษัทมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจน เพื่อตอบข้อสงสัยของผู้บริโภคเกี่ยวกับที่มาและเทคโนโลยีของรถ อิตัลเจ็ทมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นผ่านการวิจัยและพัฒนาที่ยึดถือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและความสวยงามเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
“ที่ อิตัลเจ็ท เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนารถจักรยานยนต์และสกูตเตอร์ ที่รวมความเชี่ยวชาญในวิศวกรรมพร้อมความสวยงามและ ประสิทธิภาพสูงเข้าด้วยกัน ออกมาเป็นยานพาหนะที่ให้คำตอบในการเดินทางที่มีคุณค่า และปลอดภัย” — มัสซิโม่ ตาร์ตารีนี่
#ITALJET #MaverickGroup #Dragster700Twin #HighPerformanceScooter #ItalianDesign #อิตัลเจ็ท #สกูตเตอร์พรีเมียม #ลงทุนไทย #ฐานผลิตส่งออก


