ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันจากปัจจัยภายในประเทศ กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ LHFG ได้สร้างปรากฏการณ์ความแข็งแกร่งด้วยการประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยสามารถทำกำไรสุทธิได้สูงถึง 2,885.8 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถในการปรับตัวและการบริหารจัดการที่เป็นเลิศในทุกมิติของกลุ่มธุรกิจที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน
ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นผลจากการวางกลยุทธ์ที่แม่นยำและการมองขาดในเรื่องของเทรนด์ความยั่งยืนหรือ ESG ที่กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน โดยผลงานที่โดดเด่นส่งผลให้บริษัทได้รับรางวัลการันตีมากมาย ทั้งในด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการเป็นหุ้นยั่งยืนในระดับ SET ESG Ratings ระดับ AA ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า LHFG ไม่เพียงแต่สร้างกำไรที่เป็นตัวเลขเท่านั้น แต่ยังสร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
สำหรับการก้าวเข้าสู่ปี 2569 LHFG ยังคงตั้งเป้าหมายที่ท้าทายด้วยการตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ร้อยละ 10-12 พร้อมกับการเดินหน้ากลยุทธ์ “Sustainable Finance” หรือสถาบันการเงินเพื่อความยั่งยืนอย่างเต็มตัว โดยมุ่งเน้นการบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจในทุกขั้นตอน เพื่อสนับสนุนให้ทั้งลูกค้าและสังคมสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ 2568 และทิศทางลมปี 2569 ที่ต้องจับตา
นายวรวุฒน์ โตเจริญธนาผล President และหัวหน้ากลุ่มงานการเงินและบัญชี ของ LHFG ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่ผ่านมาว่ามีการขยายตัวที่ร้อยละ 2.4 โดยปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนคือภาคการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงก่อนที่มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศที่ยังคงได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อประคองกำลังซื้อของประชาชน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองข้ามช็อตไปยังปี 2569 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงมาอยู่ที่การขยายตัวร้อยละ 1.8 ซึ่งอุปสงค์ในประเทศจะยังคงเป็นพระเอกหลักในการพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่จะได้รับแรงหนุนจากอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่จะเข้ามาช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินให้กับทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งถือเป็นจังหวะสำคัญในการปรับสมดุลทางการเงิน
ในส่วนของกลุ่มธุรกิจ LHFG เอง ณ สิ้นปี 2568 มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 398,811 ล้านบาท ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนผ่านรางวัลต่างๆ อาทิ ESG100 Decade Award และการได้รับการเชิดชูเกียรติในฐานะองค์กรนำร่องโครงการ CALO เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของกลุ่มธุรกิจเป็นการเติบโตที่มีคุณภาพ และพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจในปี 2569 ด้วยความยืดหยุ่นและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
“เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้… และคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศเป็นสำคัญ” — นายวรวุฒน์ โตเจริญธนาผล
LH Bank รุกฆาตตลาดดิจิทัลและสินเชื่อรายย่อยโตกระฉูด 20%
ด้านหัวใจหลักอย่างธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ LH Bank ภายใต้การนำของ นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ได้เผยตัวเลขกำไรสุทธิที่น่าประทับใจถึง 2,655.1 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 32.1 โดยปัจจัยที่น่าทึ่งที่สุดคือการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยที่พุ่งสูงกว่าร้อยละ 20 ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคลที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างตรงจุด พร้อมกับการขยายฐานลูกค้ารายย่อยที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 26 จากปีที่ผ่านมา
ความสำเร็จของ LH Bank ยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยีเป็นหัวหอกสำคัญ โดยการเปิดตัวแพลตฟอร์ม “LHB Biz Connect” เพื่อให้บริการลูกค้าธุรกิจได้อย่างครบวงจร รวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน เพื่อให้การส่งมอบบริการทางการเงินเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยสูงสุด ในขณะที่คุณภาพสินเชื่อยังคงแข็งแกร่งด้วยการรักษา NPL ให้อยู่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 2.4 ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รัดกุม
นอกจากนี้ การผนึกกำลังกับบริษัทแม่ในไต้หวันอย่าง CTBC Bank ยังช่วยให้พอร์ตสินเชื่อธุรกิจระหว่างประเทศของธนาคารเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 52 และที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือรายได้ค่าธรรมเนียมจากการปริวรรตเงินตราต่างประเทศ (FX) ที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 103.2 การผนึกพลังในระดับสากลนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มรายได้ แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่มั่นคงให้กับลูกค้าที่ต้องการขยายตัวไปในระดับภูมิภาคและระดับโลก
“ธนาคารรักษาคุณภาพสินเชื่อ ของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ในระดับต่ำที่ 2.4 % รวมทั้งขยายฐานลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น 26% จากสิ้นปีก่อน ด้วยความสำเร็จของผลิตภัณฑ์เงินฝากดิจิทัล” — นายฉี ชิง-ฟู่
ปักธงปี 69 มุ่งสู่ Financial Hub เพื่อความยั่งยืนและ Wealth Management
ก้าวต่อไปในปี 2569 LH Bank ได้วางเป้าหมายสินเชื่อเติบโตที่ร้อยละ 10-12 โดยยังคงเน้นการบริหารจัดการ NPL ให้ไม่เกินร้อยละ 3 กลยุทธ์สำคัญจะมุ่งเน้นไปที่การขยายพอร์ต SME ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการรุกตลาดห่วงโซ่อุปทานระดับโลกหรือ FDI เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการ Trade Finance ซึ่งถือเป็นโอกาสทองจากการขยายตัวของธุรกิจระหว่างประเทศ
อีกหนึ่งมิติที่เป็นไฮไลท์คือการรุกหนักในกลุ่ม Wealth Management โดยธนาคารจะนำระบบ Data Analytics เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อออกแบบโซลูชันการลงทุนเฉพาะบุคคล (Personalized Investment) เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการที่ปรึกษาทางการเงินที่ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการสนับสนุน “Green Finance” หรือสินเชื่อสีเขียว เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างราบรื่น
ทั้งนี้ ในช่วงปี 2567-2568 ธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนไปแล้วกว่า 7,000 ล้านบาท ผ่านโครงการ Green Loan และ Sustainability-Linked Loan ซึ่งการเดินหน้าในปี 2569 จะเป็นการต่อยอดความสำเร็จดังกล่าวให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นสถาบันการเงินที่รับผิดชอบต่อสังคมและเป็นพันธมิตรที่พร้อมจะเติบโตไปกับลูกค้าในทุกสถานการณ์
LH Fund ปั้น AUM แตะ 7 หมื่นล้าน ชู Open Architecture สู้ศึกกองทุน
ทางด้านธุรกิจจัดการกองทุน นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ LH Fund เผยถึงความสำเร็จในปี 2568 ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมกว่า 70,246 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 10 โดยแบ่งเป็นกองทุนส่วนบุคคล 13,606 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 10,271 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตที่มีคุณภาพท่ามกลางภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักลงทุน
ทิศทางของ LH Fund ในปี 2569 จะมุ่งเน้นไปที่กองทุนกลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรม และ ESG ซึ่งเป็นเทรนด์การลงทุนระดับโลกที่นักลงทุนให้ความสนใจมากขึ้น รวมถึงการรุกตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดียที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยบริษัทมีแผนที่จะออกผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ล้ำหน้าตลาดผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก หรือ Best-in-class fund houses เพื่อให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและมั่นคง
ที่สำคัญ LH Fund กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มรูปแบบใหม่เพื่อรองรับกลยุทธ์ “Open Architecture” ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายจากพันธมิตรที่แตกต่างกัน ทำให้นักลงทุนมีทางเลือกที่ครอบคลุมและสามารถจัดพอร์ตการลงทุนที่ตอบโจทย์ความเสี่ยงของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว
“ปี 2569 บริษัทตั้งเป้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพโดยมุ่งตอบโจทย์นักลงทุนที่หันมาใช้กองทุนรวม เป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยงและการลงทุนระยะยาว” — นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์
LH Securities พลิกเกมสู้ตลาดหุ้นขาลง รุก Global Trade ปั้นรายได้ค่าธรรมเนียม
สำหรับธุรกิจหลักทรัพย์ นายกานต์ อรรถธรรมสุนทร กรรมการผู้อำนวยการ LH Securities ยอมรับว่าปี 2568 เป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยดัชนี SET ปิดที่ 1,259.67 จุด ลดลงกว่าร้อยละ 10 จากปัจจัยกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้จากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและการปรับโมเดลธุรกิจ
กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ LH Securities ยังคงแข็งแกร่งคือการลดการพึ่งพารายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหุ้นเพียงอย่างเดียว โดยหันไปเน้นการสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมในส่วนของที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisory) และงาน Wealth Management ที่ให้คำแนะนำการลงทุนตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า แม้รายได้รวมจะลดลงร้อยละ 15 ตามปริมาณการซื้อขายของตลาดที่ชะลอตัว แต่ความสามารถในการทำกำไรยังคงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแกร่งขององค์กร
แผนงานในปี 2569 บริษัทเตรียมรุกบริการ “Global Trade” เพื่อเปิดประตูให้นักลงทุนไทยสามารถไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้สะดวกขึ้น พร้อมทั้งเสริมศักยภาพงานที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อรองรับการระดมทุนและการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีความซับซ้อน โดยจะมีการดึงความเชี่ยวชาญจาก CTBC Bank เข้ามาช่วยสนับสนุนในด้านเครือข่ายสากลและการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสร้างบทวิเคราะห์ที่ครอบคลุมทุกสินทรัพย์ทั่วโลก
“ปี 2568 บริษัทเน้นพัฒนาและปรับตัวทางธุรกิจเพื่อรองรับความผันผวนและการชะลอตัวของตลาดหุ้นไทย เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหุ้นเพียงช่องทางเดียว” — นายกานต์ อรรถธรรมสุนทร
#Hashtag #LHFG #LHBank #เศรษฐกิจไทย #การเงิน #หุ้นยั่งยืน #ESG #กำไรพุ่ง #WealthManagement #การลงทุน #GreenFinance #ข่าวเศรษฐกิจ

