นิกเกอิ พุ่ง 57,000 จุด รับชัยชนะ ทาคาอิจิ ญี่ปุ่นเตรียมอัดฉีดงบมหาศาล

นิกเกอิ พุ่ง 57,000 จุด รับชัยชนะ ทาคาอิจิ ญี่ปุ่นเตรียมอัดฉีดงบมหาศาล

ตลาดหุ้นโตเกียวในเช้าวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ต้องจารึก เมื่อดัชนี Nikkei 225 พุ่งทะยานทะลุเพดาน 57,000 จุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองของนักลงทุนทั่วเกาะญี่ปุ่น แรงส่งมหาศาลนี้เกิดขึ้นทันทีหลังจากผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาปรากฏชัดเจนว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” สามารถคว้าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ ครองเสียงข้างมากเด็ดขาด 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นใบเบิกทางสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลชุดนี้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสุดโต่งได้อย่างไร้แรงต้าน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อทิศทางของ “ทาคาอิจิโนมิกส์” (Sanaenomics) ซึ่งถูกมองว่าเป็นภาคต่อของอาเบะโนมิกส์ที่ทวีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะนโยบายการคลังเชิงรุกที่จะเข้ามาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคหลังวิกฤตเงินเฟ้อโลก การพุ่งขึ้นของดัชนีเกือบ 5% ในวันเดียวนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพการเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ยุคตลาดกระทิงที่ยาวนานและมั่นคงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ นักวิเคราะห์มองว่าระดับ 57,000 จุดเป็นเพียงก้าวแรกของความทะเยอทะยานที่รัฐบาลใหม่ต้องการจะสร้างเพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลกให้ไหลกลับมาสู่โตเกียวอีกครั้ง

ในห้องค้าหลักทรัพย์ทั่วกรุงโตเกียว เสียงโห่ร้องยินดีดังระงมเมื่อตัวเลขบนกระดานอิเล็กทรอนิกส์เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มตลอดทั้งวัน หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมหนักกลายเป็นกลุ่มที่นำตลาดอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำอย่าง SoftBank Group และ Advantest ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์ที่ระบุไว้ในนโยบายหาเสียงของทาคาอิจิ ความชัดเจนทางการเมืองทำให้ความกังวลเรื่องสุญญากาศทางอำนาจหายไปสิ้น และถูกแทนที่ด้วยความคาดหวังถึงงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนโตที่รอการอนุมัติในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณนี้


ชัยชนะประวัติศาสตร์และฉันทามติ 2 ใน 3 ที่สั่นสะเทือนวงการ

ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของซานาเอะ ทาคาอิจิ เท่านั้น แต่คือการได้รับ “อาณัติจากประชาชน” อย่างสมบูรณ์แบบด้วยจำนวนที่นั่งเกิน 350 ที่นั่งจากทั้งหมด 465 ที่นั่งในสภาล่าง การครองเสียงข้างมากเกิน 2 ใน 3 ร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคแนวร่วมปฏิรูป (Ishin) ทำให้รัฐบาลมีความสามารถในการผ่านกฎหมายสำคัญๆ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายงบประมาณได้อย่างเบ็ดเสร็จ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้ารอมานาน เพราะมันหมายถึง “เสถียรภาพ” ที่ญี่ปุ่นขาดหายไปในช่วงรอยต่อทางการเมืองที่ผ่านมา และยังเป็นการปิดประตูการขัดขวางนโยบายการคลังจากฝ่ายค้านไปโดยปริยาย

บรรยากาศการเลือกตั้งที่จัดขึ้นท่ามกลางอากาศหนาวจัดและหิมะที่ตกหนักในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อผู้ออกมาใช้สิทธิ์ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม บุคลิกที่เป็นหญิงเหล็กและความชัดเจนในการตัดสินใจของทาคาอิจิ ซึ่งมักถูกเปรียบเทียบกับ มาร์กาเรต แทตเชอร์ ได้สร้างกระแส “ซานะคัตสึ” (Sana-katsu) หรือลัทธินิยมทาคาอิจิที่แพร่กระจายไปทั่วประเทศ ชัยชนะครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงผลจากความแข็งแกร่งของพรรค LDP เท่านั้น แต่เป็นผลจากความเชื่อมั่นส่วนบุคคลที่ประชาชนมีต่อตัวผู้นำที่กล้าประกาศนโยบายแบบ “ทุ่มสุดตัว” เพื่อผลประโยชน์ของคนญี่ปุ่นเอง

เมื่อรัฐบาลมีอำนาจล้นพ้นในสภา ขั้นตอนต่อไปที่ทั่วโลกจับตามองคือการเดินหน้า “นโยบายการคลังเชิงรุก” แบบเต็มสูบ ซึ่งทาคาอิจิได้ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะไม่มีการลดเพดานการขาดดุลงบประมาณตราบใดที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างมั่นคง การที่รัฐบาลสามารถคุมอำนาจเบ็ดเสร็จเช่นนี้ ทำให้ความเสี่ยงด้านการเมือง (Political Risk) ในญี่ปุ่นลดลงเหลือเกือบศูนย์ในสายตาของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ข้ามชาติ ส่งผลให้เกิดแรงซื้อจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดหุ้นโตเกียวอย่างมหาศาล จนผลักดันให้ดัชนีนิกเกอิสร้างนิวไฮเหนือระดับ 57,000 จุดในที่สุด


ถอดรหัส ‘ทาคาอิจิโนมิกส์’ อัดฉีด 21 ล้านล้านเยนพลิกฟื้นชาติ

หัวใจสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นพุ่งทะยานคือแผนการอัดฉีดเศรษฐกิจขนานใหญ่มูลค่ากว่า 21.3 ล้านล้านเยน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี นโยบายนี้ถูกเรียกขานว่า “ทาคาอิจิโนมิกส์” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านการลดภาษีและการอุดหนุนค่าครองชีพ โดยเฉพาะประเด็นการพิจารณาระงับการเก็บภาษีการค้า (Consumption Tax) 8% สำหรับสินค้ากลุ่มอาหารชั่วคราว ซึ่งถือเป็นยาแรงที่รัฐบาลชุดก่อนไม่เคยกล้าทำ นโยบายนี้จะส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มค้าปลีกและอุปโภคบริโภค ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนในภาวะที่ค่าครองชีพยังคงตัวอยู่ในระดับสูง

นอกเหนือจากการกระตุ้นการบริโภค ทาคาอิจิยังมุ่งเน้นไปที่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเทคโนโลยีและความมั่นคงของชาติ แผนการลงทุนมูลค่ามหาศาลจะถูกกระจายไปในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น พลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิด “วงจรเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” ระหว่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นและการบริโภคที่เติบโต ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ญี่ปุ่นพยายามจะบรรลุมาตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุกเช่นนี้ย่อมมาพร้อมกับคำถามเรื่องวินัยทางการคลัง แต่สำหรับนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ เธอเลือกที่จะมองข้ามเป้าหมายการเกินดุลเงินบประมาณในระยะสั้นเพื่อแลกกับการเติบโตของ GDP ในระยะยาว เธอเชื่อมั่นว่าหากเศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมาย ภาระหนี้สาธารณะจะลดลงเองโดยธรรมชาติผ่านการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ความชัดเจนในจุดยืนนี้ทำให้นักลงทุนในตลาดพันธบัตรเริ่มปรับสมดุลพอร์ตใหม่ ขณะที่ตลาดหุ้นตอบรับในเชิงบวกอย่างรุนแรงเนื่องจากมองเห็นสภาพคล่องที่กำลังจะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจขนานใหญ่


กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ชนะ: จากเซมิคอนดักเตอร์สู่ความมั่นคง

เมื่อพิจารณาไส้ในของดัชนีนิกเกอิที่พุ่งขึ้นในวันนี้ จะพบว่าหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์คือหัวหอกสำคัญ นำโดย Advantest และ Tokyo Electron ที่ราคาหุ้นกระโดดขึ้นกว่า 14% และ 10% ตามลำดับ เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่ารัฐบาลทาคาอิจิจะอัดฉีดงบประมาณสนับสนุนการสร้างโรงงานผลิตชิปขั้นสูงแห่งใหม่เพิ่มเติมในจังหวัดฮอกไกโดและคิวชู เพื่อลดการพึ่งพาสายการผลิตจากต่างประเทศและส่งเสริมให้ญี่ปุ่นกลับมาเป็นมหาอำนาจด้านฮาร์ดแวร์โลกอีกครั้ง ความเชื่อมั่นนี้ยังแผ่กระจายไปถึงกลุ่มบริษัทซัพพลายเชนขนาดกลางและเล็กรอบข้างที่เตรียมรับงานใหญ่จากภาครัฐ

กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและความมั่นคงเป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ Mitsubishi Heavy Industries ที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากนโยบายของทาคาอิจิให้ความสำคัญกับการเพิ่มงบประมาณด้านการทหารอย่างมีนัยสำคัญเพื่อตอบโต้ความท้าทายจากเพื่อนบ้าน การที่รัฐบาลครองเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ทำให้การผ่านงบประมาณด้านความมั่นคงทำได้รวดเร็วขึ้น นักลงทุนมองว่านี่คือโอกาสทองของบริษัทญี่ปุ่นที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลกในตลาดเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอากาศยาน ซึ่งมีอัตรากำไรที่สูงและเป็นสัญญาระยะยาว

ทางด้านกลุ่มยานยนต์ก็นำโดย Toyota Motor ที่ได้รับอานิสงส์จากค่าเงินเยนที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายควบคู่ไปกับนโยบายการคลังที่ร้อนแรงของรัฐบาล นอกจากนี้แผนการอุดหนุนเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-state Battery) ที่รัฐบาลทาคาอิจิพร้อมจะสนับสนุนทุนวิจัยมหาศาล ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำนวัตกรรมของญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยุคถัดไป ทำให้หุ้นกลุ่มส่งออกได้รับแรงหนุนจากทั้งปัจจัยด้านนโยบายเฉพาะส่วนและปัจจัยบวกจากภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค


มิติความสัมพันธ์โลก: พันธมิตรทาคาอิจิ-ทรัมป์ และกำแพงเมืองจีน

ในมิติระหว่างประเทศ ชัยชนะของทาคาอิจิได้รับการตอบรับอย่างกระตือรือร้นจากฝั่งสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้ออกมาแสดงความยินดีและเชิญทาคาอิจิเยือนทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการทันที ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองผู้นำสายอนุรักษนิยมที่มีแนวทาง “Nationalism” เหมือนกัน ถูกมองว่าจะช่วยสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งในการต่อรองทางการค้าและเทคโนโลยีกับชาติอื่นๆ ตลาดหุ้นมองว่านี่คือสัญญาณบวกต่อบริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในอเมริกา เพราะความร่วมมือแบบทวิภาคีที่มีแนวโน้มจะผ่อนปรนมากกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของเหรียญคือความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับประเทศจีน ทันทีที่ผลการเลือกตั้งออกมา ปักกิ่งได้แสดงท่าทีระแวดระวังเนื่องจากจุดยืนของทาคาอิจิที่มีต่อประเด็นไต้หวันและความมั่นคงทางทะเลค่อนข้างรุนแรง ความเสี่ยงเรื่องสงครามการค้าหรือมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจจากจีนอาจกลายเป็นเมฆหมอกที่ปกคลุมหุ้นบางกลุ่มที่พึ่งพาตลาดจีนสูง เช่น เครื่องสำอางและสินค้าหรูหรา แต่นักลงทุนในวันนี้เลือกที่จะให้ความสำคัญกับภาพรวมของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่กำลังกลับมาแข็งแรงด้วยตัวเองมากกว่าความกังวลเรื่องความสัมพันธ์ภายนอก

นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันมองว่า ทาคาอิจิมีกลยุทธ์การทูตที่เน้นความชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถวางแผนธุรกิจได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต การเลือกข้างทางเทคโนโลยีที่ชัดเจนจะทำให้นักลงทุนข้ามชาติมีความมั่นใจในการย้ายฐานการผลิตมายังญี่ปุ่นมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ Friend-shoring ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ชัยชนะครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ แต่เป็นการเปลี่ยนดุลอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างสิ้นเชิง


ความเสี่ยงที่แฝงอยู่: หนี้สาธารณะและเงินเฟ้อที่ต้องจับตา

แม้ว่าตัวเลข 57,000 จุดจะสร้างความตื่นเต้นไปทั่วโลก แต่ในกลุ่มนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ยังคงมีการตั้งคำถามถึง “ราคาที่ต้องจ่าย” สำหรับความรุ่งโรจน์ในครั้งนี้ การใช้นโยบายการคลังเชิงรุกท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่สูงกว่า 260% ของ GDP อยู่แล้ว อาจนำไปสู่ความกังวลเรื่องความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว หากการอัดฉีดเงินมหาศาลไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเติบโตของผลิตภาพอย่างแท้จริง แรงกดดันอาจไปตกอยู่ที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ที่อาจเผชิญกับอัตราผลตอบแทน (Yield) ที่พุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นภาระในการชำระหนี้ของรัฐบาลเองในอนาคต

ความกังวลอีกประการคือเรื่องเงินเฟ้อ การลดภาษีการค้าและอัดฉีดงบประมาณเข้าไปในระบบอาจจะกระตุ้นให้อุปสงค์พุ่งสูงขึ้นจนเกินกว่าที่ห่วงโซ่อุปทานจะรับไหว ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานพุ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) วางไว้ หากสถานการณ์เงินเฟ้อรุนแรงเกินไป BOJ อาจถูกบีบให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด ซึ่งจะกลายเป็นแรงต้านสำคัญต่อการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นในระยะถัดไป ดังนั้น ความท้าทายที่แท้จริงของรัฐบาลทาคาอิจิคือการรักษาสมดุลระหว่าง “คันเร่ง” ทางการคลังและ “เบรก” ทางนโยบายการเงินไม่ให้เกิดความขัดแย้งกันเอง

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของนิกเกอิที่ระดับ 57,000 จุดจะคงอยู่ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการนำเอานโยบายที่ประกาศไว้ไปปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ภายใน 100 วันแรกของรัฐบาลชุดใหม่จะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญว่า ทาคาอิจิจะสามารถเปลี่ยนพลังศรัทธาจากการเลือกตั้งให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่แท้จริงได้หรือไม่ แต่สำหรับวันนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขา “เดิมพัน” กับผู้หญิงคนนี้และอนาคตใหม่ของญี่ปุ่นอย่างสุดตัว


#Nikkei225 #SanaeTakaichi #JapanElection2026 #Sanaenomics #หุ้นญี่ปุ่น #เศรษฐกิจโลก #TheReporterAsia

Related Posts