ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้าใส่ทุกอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล ประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุสองลูกใหญ่ที่ซ้อนทับกัน นั่นคือการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลให้กำลังแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง และวิกฤตความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างน่ากังวล ข้อมูลจาก กสศ. ระบุชัดเจนว่าคะแนน PISA ของเด็กไทยยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงคุณภาพการเรียนรู้ที่ถดถอย ขณะที่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลกว่า 30% ยังขาดแคลนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดิจิทัลพื้นฐานที่จำเป็น สถานการณ์นี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สถาบันการเงินระดับภูมิภาคอย่าง ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ลุกขึ้นมาประกาศยุทธศาสตร์ “Build a Better Future” เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่จะเปลี่ยน “เยาวชน” ให้เป็น “พลังสำคัญ” ในการขับเคลื่อนอนาคต
นางสาวธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ได้ฉายภาพวิสัยทัศน์ที่แหลมคมว่า การลงทุนในเยาวชนวันนี้คือการวางรากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนที่สุดในอนาคต ยูโอบี จึงไม่ได้มองแค่การให้ความช่วยเหลือแบบครั้งคราว แต่เป็นการสร้างระบบสนับสนุนเยาวชนอย่างเป็นระบบผ่าน 3 ทักษะชีวิตที่ “ต้องมี” ได้แก่ ทักษะดิจิทัล ทักษะทางการเงิน และทักษะด้านความยั่งยืน เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาและสร้างประชากรคุณภาพที่จะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีเสถียรภาพ
“เราเชื่อว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เริ่มต้นมาจากความพร้อมของคนรุ่นใหม่ เราจึงพัฒนาแนวทางสนับสนุนเยาวชนอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การยกระดับพื้นฐานการเรียนรู้ในพื้นที่ห่างไกล ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ให้เขาได้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อความยั่งยืน “
ทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ: ยกระดับห้องเรียนดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกล
ปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียมเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ฉุดรั้งศักยภาพของเด็กไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่นักเรียน 17 คนอาจต้องแชร์คอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว หรือต้องใช้เครื่องเก่าที่มีอายุการใช้งานนานนับ 10 ปี โครงการ UOB My Digital Space จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “สะพาน” เชื่อมต่อโอกาสดิจิทัล โดยมุ่งลดช่องว่างเพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้ส่งมอบห้องเรียนคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลไปแล้ว 10 แห่ง ใน 10 จังหวัด เข้าถึงเยาวชนกว่า 5,504 คน และยังมีการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนไปแล้วถึง 144 คน เพื่อให้สามารถถ่ายทอดทักษะได้อย่างยั่งยืน
จุดเด่นของโครงการ MDS คือการไม่เพียงแค่ให้ “ฮาร์ดแวร์” แต่ยังบูรณาการ “ซอฟต์แวร์” และหลักสูตรวิชาหลักที่จำเป็นต่อการเรียนต่อ ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และการแนะแนวอาชีพ ผลลัพธ์จากการติดตามผล ตลอดระยะเวลา 4 ปี แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง โดยในบางโรงเรียน พบว่าจำนวนนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 30% พุ่งสูงขึ้นเป็น 62% หลังจากเข้าใช้ห้องเรียนดิจิทัล สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อเทคโนโลยีเข้าถึงและถูกใช้อย่างถูกวิธี พัฒนาการของเยาวชนจะเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ช่วยลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่เคยเป็นอุปสรรค
นอกจากนี้ ยูโอบี ยังให้ความสำคัญกับความต่อเนื่อง โดยมีการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่าง “ร้อยพลังการศึกษา” และ สพฐ. เพื่อให้มั่นใจว่าหลักสูตรออนไลน์ที่เด็กๆ ใช้งานกว่า 10,045 รายนั้น สอดคล้องกับบริบทการศึกษาไทยและเข้าถึงได้จากทุกที่ แม้แต่เยาวชนที่อาจมีความพิการหรืออยู่อาศัยบนเกาะห่างไกล ธนาคารยังสนับสนุนให้พนักงานจิตอาสาลงพื้นที่จริงเพื่อช่วยเหลือและจุดประกายแรงบันดาลใจให้เด็กๆ มองเห็นโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต ซึ่งเป็นการเติมเต็ม “ความหวัง” นอกเหนือจาก “ความรู้” ที่มีอยู่ในห้องเรียนคอมพิวเตอร์
ภูมิคุ้มกันทางการเงิน: ปั้น ‘Money Coach Junior’ รุ่นใหม่ ขับเคลื่อนชุมชน
หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ยูโอบีจึงเดินหน้าโครงการ UOB Money 101: Teen Edition เพื่อปลูกฝังวินัยทางการเงินตั้งแต่วัยมัธยม หลักสูตรนี้มุ่งเน้น 3 แกนหลัก คือการออม การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และการแยกแยะระหว่างความจำเป็นกับความต้องการ ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานความคิดก่อนการตัดสินใจใช้เงิน ตลอดระยะเวลา 5 ปีต่อเนื่อง ยูโอบีได้สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้เยาวชนไปแล้วกว่า 8,214 คน ครอบคลุม 72 โรงเรียนใน 33 จังหวัดทั่วประเทศไทย

สิ่งที่น่าสนใจและเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจคือโครงการ “Money Coach Junior” ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเปลี่ยนจาก “ผู้รับ” เป็น “ผู้ให้” ด้วยการส่งต่อความรู้ทางการเงินสู่ชุมชน เยาวชนเหล่านี้ได้นำบทเรียนที่ได้ไปประยุกต์สอนกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนให้รู้จักระวังภัยไซเบอร์และการใช้เงินอย่างเหมาะสม รวมถึงสอนผู้ประกอบการท้องถิ่นในเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนและรายได้ การ “Pay it Forward” เช่นนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนพฤติกรรมส่วนตัวของเด็กนักเรียน แต่ยังเป็นการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ขยายตัวเป็นวงกว้างในระดับฐานรากของสังคม
ยูโอบี ยังได้ร่วมมือกับ “โค้ชหนุ่ม” ในการออกแบบหลักสูตรที่ทันต่อยุคสมัย โดยนำกรณีศึกษาจริงจากแอปพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์มาเป็นบทเรียนเพื่อให้เด็กๆ รู้เท่าทันกิเลสและตัดสินใจอย่างชาญฉลาด ตัวอย่างเช่น นักเรียนที่ชนะการประกวดจากโรงเรียนบ่อพลอยรัชดาภิเษก ได้นำความรู้ไปต่อยอดสร้างบอร์ดเกมเพื่อสอนการเงินให้กับน้องๆ ในโรงเรียนและคนในชุมชนบ่อพลอย การเรียนรู้ที่แฝงไปด้วยความสนุกสนานนี้ทำให้เรื่องเงินที่เคยเป็นเรื่องไกลตัว กลายเป็นทักษะที่ทุกคนในชุมชนสามารถเข้าถึงและนำไปปรับใช้ได้จริง
นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน: จากไอเดียใน Wonder Lab สู่ทางออกธุรกิจจริง
ในยุคที่โลกเผชิญกับภาวะวิกฤตสิ่งแวดล้อม ยูโอบีได้เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ผ่านโครงการ UOB Wonder Lab เพื่อบ่มเพาะเยาวชนที่สนใจพัฒนานวัตกรรมด้านความยั่งยืน โครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การระดมสมอง แต่เน้นการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนอนาคตอย่างมีระบบ โดยในปีแรกมีทีมเยาวชนส่งไอเดียเข้าประกวดถึง 103 ทีม และถูกคัดเลือกเหลือ 10 ทีมสุดท้ายที่ได้เข้าเวิร์กชอปกับผู้เชี่ยวชาญ กระบวนการนี้ช่วยเปลี่ยน “ความคิด” ให้กลายเป็น “ต้นแบบ” ที่ใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ปัญหา ESG ในสังคมใกล้ตัว
ตัวอย่างนวัตกรรมจากฝีมือเยาวชนไทยที่สร้างความว้าวให้กับโครงการ ได้แก่ การนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มาสร้างเป็นเครื่องฟอกอากาศเพื่อมอบให้มูลนิธิที่ขาดแคลน และการแปรรูปขยะเกษตรอย่างสับปะรดให้กลายเป็นทรายแมวเพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้ ยังมีทีมที่พัฒนาบอร์ดเกมสอนเรื่องไมโครพลาสติก และระบบลดขยะอาหาร (Food Waste) ในโรงเรียนที่ช่วยลดปริมาณขยะได้ถึง 70% ทุกโครงการที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเยาวชนได้รับเครื่องมือและคำแนะนำที่ถูกต้อง พวกเขาสามารถสร้างทางออกที่ยั่งยืนให้แก่โลกใบนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
สำหรับปี 2569 ยูโอบีเตรียมขยับเป้าหมายให้ท้าทายยิ่งขึ้นด้วยการเชื่อมโยงโจทย์จากพันธมิตรทางธุรกิจของธนาคารมาให้เยาวชนร่วมแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นโจทย์จากธุรกิจโลจิสติกส์ อสังหาริมทรัพย์ หรืออุตสาหกรรมหนัก เพื่อให้เด็กๆ ได้สัมผัสกับปัญหาจริงในโลกการทำงาน และนำเสนอแนวทางที่ช่วยให้องค์กรเหล่านั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การขยายผลนี้ยังรวมถึงการดึงกลุ่มนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มข้นทางธุรกิจและโอกาสในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์จริงในอนาคต
เส้นทางสู่ความยั่งยืน: พลังจิตอาสาและเป้าหมายที่วัดผลได้จริง
หัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการเพื่อสังคมของยูโอบีประสบความสำเร็จคือความมุ่งมั่นของบุคลากรภายในองค์กร ธนาคารสนับสนุนให้พนักงานมี “Volunteer Leave” หรือวันลาเพื่อทำกิจกรรมจิตอาสาถึง 3 วันต่อปี ในแต่ละปีจะมีพนักงานและเจ้าหน้าที่จากสาขาต่างๆ กว่า 30-50 คนต่อรอบ อาสาลงพื้นที่เพื่อส่งมอบห้องเรียนดิจิทัลและแชร์ทักษะความรู้กับเยาวชน การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันนี้ทำให้พนักงานรู้สึกถึงคุณค่าของงาน และเป็นการสะท้อนวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ได้มองแค่ตัวเลขกำไร แต่ต้องการเติบโตไปพร้อมกับสังคม
เส้นทางการเสริมพลังเยาวชนไทยของยูโอบีถูกวางไว้อย่างเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การ สร้างโอกาสที่เข้าถึงได้ (Access) ด้วยห้องเรียนดิจิทัล ตามด้วยการ เติมเต็มทักษะและความสามารถ (Capability) ผ่านความรู้ทางการเงินและการคิดวิเคราะห์ จากนั้นจึงเป็นการ จุดประกายความสร้างสรรค์ (Innovation) เพื่อแก้ปัญหาสังคม และสุดท้ายคือการ ขยายผลสู่ชุมชนในวงกว้าง (Scale) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและต่อเนื่องไปทั่วประเทศ ยูโอบีไม่ได้เน้นการเพิ่มจำนวนโรงเรียนอย่างรวดเร็วเพื่อเอาตัวเลข แต่เน้นการ “ลงลึก” เพื่อคุณภาพและความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
ยูโอบีเชื่อมั่นว่าเมื่อโครงการทั้งหมดเชื่อมต่อเป็นเส้นทางเดียวกัน จะเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยก้าวข้ามขีดจำกัดและกลายเป็นผู้นำแห่งอนาคต แม้ธนาคารจะเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบการศึกษาไทยที่ใหญ่โต แต่การสร้างโมเดลที่เห็นผลสัมฤทธิ์จริงเช่นนี้ หวังจะเป็นแรงบันดาลใจให้องค์กรอื่นๆ เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรในการสร้าง “ประชากรคุณภาพ” เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ยืนยงตราบนานเท่านาน
#UOBThailand #UOBMyDigitalSpace #UOBMoney101 #UOBWonderLab #เยาวชนคืออนาคต #ยั่งยืนไปกับยูโอบี #SustainableFuturewithUOB #ลดความเหลื่อมล้ำ #การศึกษาไทย #ภูมิคุ้มกันทางการเงิน

