ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของการใช้ชีวิต อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การจองตั๋วเครื่องบินหรือที่พักอีกต่อไป ข้อมูลล่าสุดของ AMADEUS สะท้อนให้เห็นว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เทคโนโลยีเอไอ (AI) ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมพฤติกรรมของนักเดินทางและกลยุทธ์ของผู้ประกอบการอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทย ที่ตัวเลขการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้พุ่งทะยานจนทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การผสมผสานระหว่างข้อมูลมหาศาลและการวิเคราะห์ที่แม่นยำกำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
ยุคใหม่แห่งการผสมผสานการเดินทางอย่างอิสระ
พฤติกรรมของนักเดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Travel Mixology ซึ่งเป็นการผสานการใช้เครื่องมือ แพลตฟอร์ม และองค์ประกอบการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อออกแบบทริปที่ตอบโจทย์ทั้งความคุ้มค่า ความยืดหยุ่น และแรงบันดาลใจส่วนตัว ข้อมูลระบุว่าการใช้เครื่องมือวางแผนการเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11 เป็นร้อยละ 18 ซึ่งถือเป็นการเติบโตถึงร้อยละ 64 เมื่อเทียบรายปี โดยนักเดินทางร้อยละ 42 ระบุว่าเอไอช่วยประหยัดเวลาได้อย่างมาก ในขณะที่ร้อยละ 37 ใช้เพื่อรับคำแนะนำที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล และอีกร้อยละ 36 ใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อค้นหาจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ที่ไม่เคยไปมาก่อน
คุณวรรณาภรณ์ ตันเรืองวงษ์ (Por) Account Manager, Travel Sellers (Southeast Asia) ของ Amadeus ได้เน้นย้ำถึงเทรนด์ “Travel Mixology” ที่นักเดินทางยุคใหม่ต้องการความยืดหยุ่นและการจัดทริปที่ตอบโจทย์ตัวเองมากที่สุด โดยมีเอไอเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ
“จากการสำรวจในปี 2569 เราพบว่านักท่องเที่ยวประมาณ 83% บอกว่าจะใช้ AI ในการวางแผนการท่องเที่ยว นี่คือลักษณะของการวางแผนที่เรานำทุกอย่างมาผสมผสาน (Mix) เข้าด้วยกัน โดยที่ AI เป็นตัวช่วยที่ดีที่ช่วยบาลานซ์เรื่องเส้นทาง ประสบการณ์ และงบประมาณให้กับนักท่องเที่ยว “
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีเอไอยังคงเป็นปัจจัยความท้าทายที่สำคัญ เนื่องจากนักเดินทางร้อยละ 25 ระบุว่าเคยได้รับข้อมูลที่ล้าสมัยหรือไม่ถูกต้องระหว่างการวางแผนทริป และมีเพียงร้อยละ 46 เท่านั้นที่ยินดีไว้วางใจระบบเอไออย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ นักเดินทางจึงหันมาใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งควบคู่กัน โดยนำข้อมูลจากเครื่องมือเอไอไปเปรียบเทียบกับแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนโดยผู้ใช้งานจริง

ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม Reddit ที่รายงานจำนวนผู้ใช้งานประจำเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 เมื่อเทียบรายปีในปี 2568 โดยชุมชน r/travel มีสมาชิกเติบโตแตะระดับ 1.9 ล้านราย ควบคู่ไปกับ ChatGPT ที่มีผู้ใช้งานรายเดือนแตะ 100 ล้านรายภายในสองเดือนหลังเปิดตัว ซึ่งปัจจัยด้านการบอกต่อนี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักเดินทางถึงร้อยละ 36 และวิดีโอที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมีอิทธิพลร้อยละ 26
ในฝั่งของผู้ให้บริการอย่างสายการบิน อุตสาหกรรมกำลังปรับตัวอย่างขนานใหญ่เพื่อรับกับรูปแบบความต้องการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงและต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น จะเห็นได้จากเครื่องบินรุ่น Airbus A321XLR ที่มียอดสั่งซื้อกว่า 500 ลำ โดยเครื่องบินรุ่นนี้มีพิสัยบินเพิ่มขึ้นอีก 700 ไมล์ทะเลเมื่อเทียบกับรุ่น LR และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงต่อที่นั่งได้ร้อยละ 25 ถึง 30 ขณะเดียวกัน ในด้านของการให้บริการภาคพื้นดิน นักเดินทางทั่วโลกร้อยละ 69 ระบุว่ายินดีใช้ประตูตรวจคนเข้าเมืองแบบไบโอเมตริก หากเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้พวกเขาไม่ต้องหยุดเดินหรือแสดงหนังสือเดินทาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่นและขับเคลื่อนด้วยเอไอมากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้
อิสระในการเลือกพักตามใจปรารถนากับโมเดลธุรกิจใหม่
การปรับแต่งประสบการณ์เฉพาะบุคคลหรือ Personalization กำลังพลิกโฉมโมเดลธุรกิจโรงแรมทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างมีนัยสำคัญ แนวคิดการขายแบบ Pick ’n’ Stays หรือการขายตามคุณลักษณะ (Attribute-Based Selling) กำลังเข้ามาแทนที่การขายแบบกำหนดประเภทห้องพักเพียงอย่างเดียว ผลสำรวจจาก Amadeus Travel Dreams ประจำปี 2568 ซึ่งทำการสำรวจนักเดินทางจำนวน 6,000 คน พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า นักเดินทางถึงร้อยละ 63 ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มสำหรับคุณลักษณะของห้องพักเฉพาะเจาะจงที่ตนนอกเหนือจากอัตราค่าห้องมาตรฐานรายวัน
ความเต็มใจในการจ่ายเงินเพิ่มนี้มีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มผู้เดินทางและลักษณะประชากรศาสตร์อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ร้อยละ 17 ของกลุ่มนักเดินทางเพื่อธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกายินดีที่จะจ่ายเพิ่มสูงสุดถึงร้อยละ 20 เพื่อให้ได้มาซึ่งบริการทางธุรกิจภายในห้องพักที่ครบครัน
ในขณะที่ร้อยละ 12 ของกลุ่มนักเดินทางเจเนอเรชันซี (Gen Z) ยินดีจ่ายเงินเพิ่มสูงสุดถึงร้อยละ 25 เพื่อแลกกับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านความบันเทิง เช่น เครื่องเล่นเกม Xbox หรือช่องรายการโทรทัศน์พรีเมียมภายในห้องพัก ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการโรงแรมสามารถเพิ่มอัตรากำไรได้หากสามารถนำเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ
เทคโนโลยีขั้นสูงกำลังเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขายนี้เกิดขึ้นได้จริง ระบบ Amadeus Demand360 ได้เข้ามาให้ข้อมูลเชิงลึกด้านอุปสงค์ล่วงหน้าจากโรงแรมกว่า 44,000 แห่งทั่วโลก ขณะที่การพัฒนาระบบ Central Reservation System (CRS) เปิดทางให้โรงแรมเปลี่ยนไปสู่รูปแบบการขายตามคุณลักษณะได้อย่างราบรื่น
นอกจากนี้ ในเดือนกันยายนปี 2568 Amadeus และ Shiji ได้บรรลุข้อตกลงในการแบ่งปันผลิตภัณฑ์ระหว่างฐานลูกค้าเพื่อสนับสนุนการทำ Personalization ในระดับสเกลที่ใหญ่ขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น แพลตฟอร์มล้ำสมัยอย่าง Hotelverse ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักสามารถเยี่ยมชมแบบจำลองดิจิทัล 3 มิติ (Digital Twin) ของโรงแรมก่อนทำการจอง ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและทำให้การเลือกห้องพักมีความแม่นยำและตรงใจผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผงาดรับความตื่นตัวระดับภูมิภาค
ประเทศไทยยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างโดดเด่นท่ามกลางแนวโน้มการเดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Amadeus Travel Intelligence ชี้ให้เห็นว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ในขณะที่จุดหมายปลายทางเกิดใหม่อย่างฮานอยและกัวลาลัมเปอร์มีการเติบโตนำอยู่ที่ร้อยละ 13 ต่อปี ตามด้วยเซี่ยงไฮ้ที่ร้อยละ 9 และบาหลีที่ร้อยละ 8 แต่ในแง่ของปริมาณนักท่องเที่ยวโดยรวม กรุงเทพมหานครกลับมีความโดดเด่นที่สุด โดยคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวขาเข้าได้ถึงร้อยละ 6.8 ของทั้งหมดในภูมิภาค ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดและเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบรายปี
เมื่อเจาะลึกถึงแนวโน้มราคาตั๋วเครื่องบินสู่ประเทศไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ข้อมูลราคาเฉลี่ยตั๋วโดยสารชั้นประหยัดจากทุกต้นทางทั่วโลกแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดยราคาตั๋วมายังกรุงเทพฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 477 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงร้อยละ 2 เมื่อเทียบรายปี และภูเก็ตอยู่ที่ 404 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 2 เช่นกัน
ในทางตรงกันข้าม ราคาตั๋วเดินทางไปยังเมืองรองกลับปรับตัวสูงขึ้น โดยเชียงใหม่อยู่ที่ 390 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และกระบี่พุ่งสูงถึง 417 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 12 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาไปยังเมืองรองนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของนักเดินทางที่ขยายตัวออกไปนอกเหนือจากจุดหมายหลักแบบดั้งเดิม
นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) โดยเฉพาะที่จังหวัดภูเก็ตในเดือนกันยายน ปี 2568 ที่กลับมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน ปรากฏการณ์นี้ได้รับแรงหนุนหลักจากการเดินทางเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ โดยพบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวขนาดครอบครัวที่มีสมาชิก 3 ถึง 5 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบรายปี และที่น่าสนใจคือนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวจากยุโรปซึ่งเป็นตลาดระยะไกลที่มีมูลค่าสูงเติบโตถึงร้อยละ 18 ขณะที่กลุ่มเดินทางตั้งแต่ 6 คนขึ้นไปก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 7
คุณพอล วิลสัน (Paul Wilson) รองประธานฝ่าย Hospitality ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ Amadeus ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ประเทศไทยยังคงแสดงความแข็งแกร่งในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่สุดของเอเชียแปซิฟิก ข้อมูลของเราบ่งชี้ถึงความสนใจของนักเดินทางที่มั่นคง ไม่เพียงแต่ในกรุงเทพฯ แต่ยังรวมถึงหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ด้วยข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เราสามารถช่วยผู้ประกอบการโรงแรมและองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยว (DMO) ปรับตัวตามดีมานด์ วางกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทย”
ขุมพลังเบื้องหลังและการยกระดับปัญญาประดิษฐ์
ความสำเร็จและการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้น มีเบื้องหลังที่สำคัญคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน Amadeus ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงมาดริด มีการดำเนินกิจการในกว่า 190 ประเทศทั่วโลกและได้รับการสนับสนุนจากทีมงานมืออาชีพมากกว่า 21,500 คน

นีล โรแกน (Neil Rogan) หัวหน้าฝ่ายการสื่อสารภายนอกระดับโลก (Head of External Communications) ของ Amadeus ได้กล่าวเสริมถึงความพร้อมและโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่บริษัทได้พัฒนามาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้การนำเอไอมาใช้ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
“Amadeus มีอายุ 40 ปี และในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เราทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเอไอมาโดยตลอด เอไอจึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ Amadeus ในแง่ของการนำมาใช้กับโซลูชันภายในของเรา หากคุณดูที่ปริมาณธุรกรรมของเรา เราประมวลผลธุรกรรมถึง 150,000 รายการต่อวินาที หรือ 12,000 ล้านรายการต่อวัน ซึ่งนั่นเป็นตัวเลขที่มากกว่าจำนวนประชากรมนุษย์ทุกคนบนโลกรวมกัน ที่เข้ามาสัมผัสกับระบบของ Amadeus ภายในหนึ่งวันเสียอีก “
ความยิ่งใหญ่ของระบบเทคโนโลยีนี้สะท้อนให้เห็นผ่านปริมาณการประมวลผลข้อมูลมหาศาล โดยบริษัทสามารถประมวลผลธุรกรรมได้ถึง 150,000 รายการต่อวินาที หรือคิดเป็น 12,000 ล้านรายการต่อวัน ซึ่งหมายความว่าในทุกๆ นาที ระบบของ Amadeus ประมวลผลธุรกรรมมากกว่าที่ Amazon ทำในช่วงเทศกาลลดราคาครั้งใหญ่สุดอย่าง Black Friday เสียอีก
สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เพิ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amadeus ได้นำเทคโนโลยีเอไอมาใช้งานเป็นการภายในและพัฒนาระบบมาอย่างยาวนานถึง 20 ปีแล้ว เพื่อรักษาความเป็นผู้นำทางนวัตกรรม บริษัทได้จัดสรรงบประมาณถึงร้อยละ 22 ของรายได้รวมทั้งหมดเพื่อนำไปลงทุนซ้ำในการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Agentic AI ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่มีความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและเป็นอิสระมากขึ้น โดยอาศัยการดึงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มากมายเพื่อช่วยประมวลผลแทนมนุษย์
คริสโตเฟอร์ คลาร์ก (Christopher Clarke) กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Fire on the Hill ได้ให้มุมมองถึงกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังร้อนแรงในระดับโลก โดยระบุว่าอุตสาหกรรมกำลังก้าวข้ามผ่านจุดของความคาดหวัง ไปสู่การใช้งานที่สร้างผลลัพธ์และผลตอบแทนเชิงประจักษ์
“ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเพียงช่วงเดียว มีการลงทุนในเทคโนโลยีเอไอ (AI) จากทั้งบริษัทเอกชนและรัฐบาลทั่วโลกรวมมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ผมคิดว่าปี 2569 จะเป็นปีที่เราได้เห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากความคาดหวังหรือกระแสความตื่นตัวรอบๆ เทคโนโลยีเอไอ ไปสู่การพิจารณาอย่างจริงจังว่า การทำงานของเอไอในทางปฏิบัตินั้นหน้าตาเป็นอย่างไร และเราจะเริ่มขยายสเกลโครงการเอไอขนาดใหญ่เหล่านั้นได้อย่างไร “
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์ด้านเอไอ เมื่อไม่นานมานี้ Amadeus ได้เข้าซื้อกิจการของ Skylink ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีเอไอที่ตั้งอยู่ในนครนิวยอร์ก โดยบริษัทดังกล่าวมีความเชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดในโลกของ Agentic AI และระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ (Companions) ซึ่งในปัจจุบันเน้นให้บริการกลุ่มการเดินทางเพื่อธุรกิจองค์กรเป็นหลัก
การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขยายขีดความสามารถของเทคโนโลยีเอไอให้ครอบคลุมองค์ประกอบการเดินทางที่แตกต่างกันในอนาคต ทำให้ระบบที่ต้องทำงานแบบ Mission-critical สำหรับสนามบิน สายการบิน และโรงแรมหลายพันแห่งทั่วโลก สามารถดำเนินงานได้อย่างไร้รอยต่อ
การเติบโตที่ยั่งยืนควบคู่การตอบแทนสังคม
นอกเหนือจากการมุ่งเน้นผลกำไรและการพัฒนานวัตกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปัจจุบันยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน กรอบการทำงานด้านการตอบแทนสังคมขององค์กรชั้นนำถูกขับเคลื่อนภายใต้ 3 เสาหลักเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Inclusion) เพื่อให้แน่ใจว่าผู้คนจำนวนมากมีโอกาสเข้าถึงทักษะด้านเทคโนโลยี การสร้างทักษะเพื่อรองรับการจ้างงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อช่วยให้บุคลากรเติบโตในสายอาชีพ และการสนับสนุนจุดหมายปลายทางเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและปกป้องสิ่งแวดล้อม

การดำเนินการเหล่านี้อาศัยเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ในพื้นที่เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคือโครงการความร่วมมือระดับประเทศที่เกิดจากการผนึกกำลังระหว่างองค์กร World Vision หอการค้าไทย-สเปน (Spanish Thai Chamber of Commerce) และกลุ่มพนักงานเครือข่ายผู้หญิงแห่งกรุงเทพฯ (Bangkok Women’s Network)
คุณธนวดี อ่องอินทรีย์ หรือ เบิร์ด Relationship Manager จาก World Vision Thailand ได้กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการพัฒนาชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งตอกย้ำถึงพลังของการพัฒนาศักยภาพสตรี (Women Empowerment)
“งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า เมื่อเราเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงในการพัฒนาสังคม สิ่งนี้จะนำไปสู่ผลกระทบที่สูงขึ้นต่อครัวเรือนและชุมชนของพวกเธอ เพราะผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะหารายได้เพื่อสนับสนุนการศึกษาของบุตรหลาน และดูแลเรื่องโภชนาการของสมาชิกในครอบครัว การทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชนกว่า 52 ปี ทำให้ World Vision เชื่อมั่นว่าการเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงจะช่วยให้พวกเธอเติบโตในแนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้นสำหรับชุมชน “
โครงการนี้ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือชุมชนหมู่บ้าน Banyangpa ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารบนภูเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร พื้นที่ดังกล่าวต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงทักษะวิชาชีพและทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ภายใต้ชื่อโครงการ “Life” พันธมิตรเหล่านี้ได้มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างศักยภาพของสตรีและเด็กผู้หญิง เพื่อยกระดับโอกาสในการประกอบอาชีพและแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
และท้ายที่สุด มาเรีย คาตานี (Maria Katani) รองประธานหอการค้าไทย-สเปน (Spanish Thai Chamber of Commerce) ได้กล่าวสรุปถึงความสำเร็จที่เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่จับต้องได้จริง
“ฉันคิดว่าเพราะความร่วมมือของทั้งสององค์กร (เครือข่ายผู้หญิงแห่งกรุงเทพฯ และหอการค้าไทย-สเปน) ผนวกกับองค์กรพัฒนาเอกชนอย่าง World Vision ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามและมีความหมายเช่นเดียวกับโครงการนี้ขึ้นมาได้ “
ผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดผ่านการปรับปรุงศูนย์ชุมชนให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานอเนกประสงค์สำหรับการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ โดยเฉพาะการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านงานหัตถกรรมและการทอผ้า ศูนย์แห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งเรียนรู้ แต่ยังถูกพัฒนาให้เป็นโชว์รูมและร้านค้าสำหรับนักท่องเที่ยว ช่วยให้กลุ่มแม่บ้านสามารถจำหน่ายสินค้าและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ โครงการยังได้แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชและให้การอบรมด้านการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน โรงเรียน และภาคส่วนที่ดูแลเด็กในพื้นที่ โครงการระยะยาวนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อผู้หญิงได้รับการส่งเสริมและเสริมสร้างศักยภาพ พวกเธอจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยิ่งใหญ่ต่อครอบครัวและชุมชนโดยรวมได้อย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง
#ข่าวเศรษฐกิจ #อุตสาหกรรมท่องเที่ยว #เทคโนโลยีAI #การท่องเที่ยวไทย #Amadeus #แนวโน้มธุรกิจ #นวัตกรรมโรงแรม #TravelMixology

