DKSH จับมือ สมาคมต่อมไร้ท่อ ปลดล็อกยาใหม่ แก้วิกฤตโรค XLH

DKSH จับมือ สมาคมต่อมไร้ท่อ ปลดล็อกยาใหม่ แก้วิกฤตโรค XLH

DKSH ประเทศไทย ผนึกกำลังกับสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย พร้อมด้วยมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก และชมรมผู้ป่วยโรค XLH ประกาศยุทธศาสตร์การรับมือกับโรคกระดูกอ่อนจากภาวะฟอสเฟตต่ำชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือโรค XLH ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคหายากที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผลิตภาพของประชากรในระยะยาว ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการให้ความรู้ทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนองคาพยพทางนโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงทางสุขภาพผ่านนวัตกรรมการรักษาและการวินิจฉัยที่ทันสมัย ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการลดภาระทางเศรษฐกิจจากการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ไม่ได้ประสิทธิภาพในอดีต

งาน “XLH Day” ที่จัดขึ้นในปี 2569 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหายาก ที่มักถูกมองข้าม โดยมุ่งเน้นไปที่การตรวจพบอาการในระยะเริ่มต้นเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่คุ้มค่าที่สุด ในฐานะที่โรค XLH เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนและส่งผลกระทบต่อระบบกระดูกทั่วร่างกาย การมีโมเดลความร่วมมือแบบสหสาขาวิชาชีพที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานการแพทย์อย่าง DKSH จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในตลาดเฮลท์แคร์ของไทย

เป้าหมายหลักของการขับเคลื่อนในครั้งนี้คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยผ่านการเข้าถึงทางเลือกการรักษาที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งรวมถึงความก้าวหน้าด้านการตรวจทางพันธุกรรมและการใช้ยามุ่งเป้าที่มีประสิทธิภาพสูง การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชนเพื่อสร้างระบบนิเวศทางสาธารณสุขที่ยั่งยืน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถจัดการกับโรคหายากได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการเฉพาะทาง และส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักยภาพ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาคในมิติของการพัฒนาทุนมนุษย์


ปลดล็อกขีดจำกัดการวินิจฉัย: ความท้าทายและโอกาสทางนโยบายสาธารณสุข

ในมิติเชิงโครงสร้าง การตรวจวินิจฉัยโรค XLH ในประเทศไทยยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญด้านการเข้าถึงและต้นทุน โดยปัจจุบันการตรวจทางพันธุกรรมเพื่อยืนยันโรคยังจำกัดอยู่ในเฉพาะโรงพยาบาลระดับตติยภูมิและโรงเรียนแพทย์ขนาดใหญ่เท่านั้น ข้อจำกัดนี้ไม่เพียงแต่สร้างความลำบากให้กับผู้ป่วยในต่างจังหวัด แต่ยังรวมถึงภาระค่าใช้จ่ายที่สูงซึ่งระบบสุขภาพหลักของประเทศยังไม่ครอบคลุม ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการรักษา (Diagnostic Odyssey) ซึ่งหากพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ความล่าช้านี้นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและค่าใช้จ่ายในการรักษาที่บานปลายในอนาคต

โรค XLH หรือ X-linked hypophosphatemia เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน PHEX ซึ่งส่งผลให้ร่างกายสูญเสียฟอสเฟตทางปัสสาวะมากผิดปกติเนื่องจากระดับ FGF 23 ที่สูงขึ้น อาการที่เด่นชัดคือ ขาโก่งผิดรูป ตัวเตี้ย ปวดกระดูกเรื้อรัง และปัญหาทางทันตกรรมที่รุนแรง ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ผู้ป่วยจะสูญเสียโอกาสในการเจริญเติบโตตามวัย ดังนั้น การผลักดันให้การตรวจทางพันธุกรรมเข้าไปอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของรัฐจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดภาระทางการเงินของครัวเรือนและเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษา

การแก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำนี้มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการทำระบบลงทะเบียนผู้ป่วย (XLH registration) และการนำเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกลหรือ Telemedicine มาใช้เพื่อเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญในกรุงเทพฯ กับผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล ยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการเดินทางของผู้ป่วย แต่ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อในภูมิภาคต่างๆ สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญของการปฏิรูประบบริการสุขภาพสำหรับโรคหายากในยุคดิจิทัล


นวัตกรรมยาปี 2569: พลิกโฉมการรักษาและการขยายตลาดของ DKSH

ก้าวกระโดดที่สำคัญของการรักษาโรค XLH ในปี 2569 คือการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาแบบดั้งเดิมสู่การใช้นวัตกรรมยาที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยมีการนำยาฟอสเฟตชนิดเม็ดเข้ามาทดแทนยาน้ำ ความเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงคลินิกและพฤติกรรมผู้บริโภค เนื่องจากยาน้ำแบบเดิมมีรสชาติที่รับประทานยากและต้องรับประทานบ่อยครั้งต่อวัน ทำให้ความร่วมมือในการรักษา (Compliance) ต่ำ การนำยาเม็ดที่รับประทานสะดวกกว่าเข้ามาจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือดและส่งผลดีต่อการพัฒนากระดูกของเด็กในระยะยาว

นอกจากยาพื้นฐานแล้ว การมาถึงของยามุ่งเป้าที่มีฤทธิ์ต้าน FGF 23 ยังถือเป็นความหวังใหม่ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์การรักษาโรคนี้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยผลลัพธ์จากการใช้งานจริงชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น ความหนาแน่นของกระดูกกลับสู่ระดับปกติ และร่างกายกลับมามีรูปร่างที่สมส่วนมากขึ้น ในเชิงธุรกิจ เฮลท์แคร์ของ DKSH ได้ใช้ความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำการขยายตลาดที่มีรายได้สุทธิในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพสูงถึง 5.8 พันล้านฟรังก์สวิสในปี 2568 มาเป็นกลไกในการนำนวัตกรรมเหล่านี้เข้าสู่ตลาดไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

บทบาทของDKSH ในปีที่ 160 ของการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพียงแค่การกระจายสินค้า แต่คือการสร้างการเข้าถึงการรักษาที่ครอบคลุมและเท่าเทียม ด้วยการสนับสนุนการจัดงานสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้และการทำงานร่วมกับสมาคมวิชาชีพ DKSH ได้ช่วยลดอุปสรรคในการนำยาใหม่ๆ เข้าสู่ระบบสาธารณสุขไทย การเชื่อมโยงนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลกเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่งของบริษัท เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพที่มุ่งเน้น “คุณค่า” (Value-based Healthcare) มากกว่าเพียงแค่การขายผลิตภัณฑ์


เสียงสะท้อนจากผู้นำและผู้ป่วย: มุ่งสู่มาตรฐานใหม่แห่งการรักษา

การขับเคลื่อนนโยบายโรคหายากจะประสบความสำเร็จไม่ได้หากขาดวิสัยทัศน์จากผู้เชี่ยวชาญและเสียงสะท้อนจากผู้ป่วยตัวจริง ซึ่ง ศ. นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ นายกสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย ได้ให้มุมมองที่สำคัญต่อความก้าวหน้าในครั้งนี้:

“ความก้าวหน้าในการวินิจฉัยและการรักษา XLH ได้เปลี่ยนแปลงการดูแลผู้ป่วยอย่างมาก นำมาซึ่งความหวังใหม่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สมาคมฯ มุ่งมั่นที่จะสานต่อความก้าวหน้านี้ ด้วยการขยายทางเลือกการรักษาและสร้างการเข้าถึงการดูแลที่ครอบคลุมและเท่าเทียมยิ่งขึ้น”

ทางด้านภาคประชาชน นางสาวนัยน์ภัค คุณาวิริยะสิริ ประธานชมรมผู้ป่วยโรค XLH แห่งประเทศไทย ได้สะท้อนถึงผลกระทบที่ลึกซึ้งกว่าเพียงแค่อาการทางกาย แต่รวมถึงมิติด้านจิตใจและสังคม:

“โรคนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ความผิดรูปของกระดูกทำให้รูปร่างของร่างกายเสียไป ผู้ป่วยสูญเสียความมั่นใจ ในฐานะผู้ป่วยคนหนึ่ง อยากให้กำลังใจผู้ป่วย XLH ทุกคนให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและรับประทานยาอย่างสม่เสมอ ที่สำคัญที่สุดคือการมีทัศนคติเชิงบวก”

บทสรุปของการยกระดับมาตรฐานการรักษาในประเทศไทยถูกเน้นย้ำโดย ศ. พญ. สมจิตร์ จารุรัตนศิริกุล อุปนายกสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย ซึ่งมองไปถึงอนาคตของการจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติและการผลักดันยามุ่งเป้าให้เป็นมาตรฐานสากล:

“ทุกส่วนยังมีสิ่งที่ต้องกลับไปทำเพิ่มเติม ซึ่งเราจะได้เห็นพัฒนาการในปีหน้าและปีถัด ๆไปในเรื่องของการจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติของโรค XLH และในเรื่องของยามุ่งเป้าที่เราต้องช่วยกันผลักดันให้ออกมา ยามุ่งเป้าตัวนี้ควรเป็นมาตรฐานของการรักษาทุกคนที่เป็นโรคนี้”


ความยั่งยืนของระบบสุขภาพไทยผ่านความร่วมมือข้ามภาคส่วน

ความร่วมมือระหว่างสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย และDKSH ประเทศไทย ในการสร้างความตระหนักรู้และขยายการเข้าถึงการรักษาโรค XLH คือโมเดลความสำเร็จของการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับอุตสาหกรรม การมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ป่วยโรคหายากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษา (Unmet Needs) สะท้อนถึงทิศทางของธุรกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับหลักการความยั่งยืนและการปฏิบัติตามแนวทางสหประชาชาติ (UN Global Compact) ที่DKSH ยึดถือ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการบริหารจัดการโรคที่ซับซ้อนได้อย่างมีมาตรฐาน

ในระยะยาว การขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อให้ครอบคลุมทั้งการตรวจทางพันธุกรรมและยามุ่งเป้า จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของเศรษฐกิจสาธารณสุขไทย การลดภาระการเดินทางผ่านเทคโนโลยีการส่งต่อผู้ป่วยและการเพิ่มความสะดวกในการรักษาด้วยยาชนิดเม็ด จะช่วยลดต้นทุนแฝงในระบบเศรษฐกิจได้มหาศาล นอกจากนี้ การสร้างสังคมที่เปิดกว้างและเข้าใจผู้ป่วยโรคหายากยังเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีโลก ในฐานะประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่แข็งแกร่งและก้าวหน้า

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของโครงการนี้จะวัดได้จากรอยยิ้มและความมั่นใจของผู้ป่วยโรค XLH ที่สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของชาติได้โดยปราศจากข้อจำกัดทางร่างกาย พลังของความร่วมมือในวันนี้คือรากฐานของความหวังในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงโรคหายากที่น่ากังวล สู่ความสำเร็จทางการแพทย์ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ไทยและพันธมิตรทางธุรกิจระดับสากลอย่างDKSH

#XLH, #โรคหายาก, #DKSH, #สมาคมต่อมไร้ท่อเด็ก, #นวัตกรรมการแพทย์, #เศรษฐกิจสุขภาพ, #การตรวจพันธุกรรม, #สุขภาพไทย2026

Related Posts