อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) ประกาศก้าวสำคัญในการเป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนระบบนิเวศเทคโนโลยีระดับโลก เผยยุทธศาสตร์ “Future Forward — The Business Behind the World’s Brands” เพื่อยกระดับบทบาทจากผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอที สู่การเป็น Solution Aggregator อย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งเน้นการส่งมอบนวัตกรรม AI Stack แบบครบวงจร ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานระดับดาต้าเซ็นเตอร์ไปจนถึงซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันและอุปกรณ์ปลายทางอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนให้องค์กรธุรกิจในไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืนและเข้าถึงศักยภาพของเทคโนโลยีระดับโลกที่ครอบคลุมประชากรกว่า 90% ทั่วโลก
ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยกลยุทธ์ Solution Aggregator แห่งอนาคต
ภายใต้การบริหารงานของนายศุภกิจ ติยะวัชรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับบทบาทผู้ให้บริการโซลูชันด้านไอทีครบวงจรที่ได้รับความไว้วางใจในระดับสากล บริษัทได้กำหนดทิศทางใหม่ที่เรียกว่า Future Forward ซึ่งเป็นการมองไปข้างหน้าเพื่อปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยหัวใจสำคัญคือการทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงนวัตกรรมจากผู้ผลิตเทคโนโลยีชั้นนำกว่า 80 แบรนด์ สู่เครือข่ายพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่มีความหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้งในระดับองค์กรและการใช้งานส่วนบุคคลอย่างไร้รอยต่อ
แนวคิด Solution Aggregator ของอินแกรม ไมโคร ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การซื้อมาขายไป แต่เป็นการทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิดและที่ปรึกษาทางด้านไอทีโซลูชัน บริษัทมุ่งเน้นการผสานรวม AI Stack ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ไปจนถึงอุปกรณ์ปลายทาง เพื่อให้พาร์ทเนอร์สามารถนำเทคโนโลยีไปต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง การปรับตัวครั้งนี้ยังรวมถึงการพัฒนาทักษะของบุคลากรภายในให้มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านเทคนิคและทักษะการให้คำปรึกษา เพื่อระบุปัญหา (Pain Point) ของลูกค้าได้อย่างแม่นยำและส่งมอบโซลูชันที่สร้างมูลค่าสูงสุด
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าในระยะยาวให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม นายศุภกิจย้ำว่าในยุคปัจจุบัน “ความเร็วชนะความช้า” มากกว่า “คนใหญ่ชนะคนเล็ก” ดังนั้นอินแกรม ไมโคร จึงปรับกระบวนการทำงานให้มีความยืดหยุ่นสูง (Flexibility) และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการหลังบ้านอย่างเข้มข้น เพื่อให้สามารถสนับสนุนพาร์ทเนอร์ร่วม 2,000 รายทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวนสูงในปัจจุบัน
“เป้าหมายของเรา คือการสนับสนุนให้องค์กรไทยสามารถนำเทรนด์เทคโนโลยีระดับโลก มาต่อยอดให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้ โดยอาศัยความเชี่ยวชาญระดับสากลและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในระบบนิเวศของตลาดประเทศไทย เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่คู่ค้าและสังคมไทย ภายใต้มาตรฐานเดียวกับสาขาอื่นใน 57 ประเทศทั่วโลก” — นายศุภกิจ ติยะวัชรพงศ์
เจาะลึกเทรนด์ไอทีปี 2569 กับโอกาสมหาศาลของไทย
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของหน่วยงานวิจัยระดับโลก พบว่าในปี 2569 ยอดใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งแตะระดับ 6.15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นหัวหอกสำคัญที่มีมูลค่าการลงทุนกว่า 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับประเทศไทยนั้น ยอดใช้จ่ายด้านไอทีคาดว่าจะแตะระดับ 1.1 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนในกลุ่ม Data Center เพื่อรองรับการประมวลผล AI ซึ่งคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 27.9% สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการประมวลผล AI ที่สำคัญในภูมิภาค

เทรนด์ที่น่าจับตามองอีกประการคือการอัปเกรดฮาร์ดแวร์ครั้งใหญ่ หรือ The Great Refresh เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่จัดซื้อในช่วงปี 2563 เริ่มเข้าสู่รอบการเปลี่ยนเครื่องใหม่ ประกอบกับการมาถึงของเทคโนโลยี AI PC และอุปกรณ์ที่รองรับ AI ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนถึง 40% ของยอดจำหน่ายใหม่ทั้งหมด สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงวาระ แต่เป็นการเติมฟังก์ชัน AI เพื่อเพิ่มผลผลิต (Productivity) ในการทำงาน เช่น การสรุปเนื้อหา การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มความรวดเร็วในการสื่อสารทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล
ในภาคอุตสาหกรรมไทย เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Key Growth Sectors) อย่าง Cloud Infrastructure และเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลอัตโนมัติ (AIDC) กำลังเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในภาคโลจิสติกส์และคลังสินค้าอัจฉริยะที่เติบโตถึง 15.5% ความต้องการ Digital Transformation ในวงกว้างทำให้เกิดการย้าย Workload สู่ Sovereign Cloud และ AI-Ready Cloud มากขึ้น พฤติกรรมผู้ซื้อยุคใหม่ยังเปลี่ยนไปสู่ระบบ Self-Service อัจฉริยะ โดยกว่า 75% ของผู้ซื้อระดับองค์กรต้องการประสบการณ์การซื้อผ่านช่องทางดิจิทัลโดยไม่ต้องผ่านพนักงานขาย ซึ่งอินแกรม ไมโคร ได้เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายนี้ผ่านแพลตฟอร์มอัจฉริยะของบริษัท
พลิกโฉมซัพพลายเชนอัจฉริยะผ่านแพลตฟอร์ม Xvantage™
เพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ Digital-First อินแกรม ไมโคร ได้พัฒนาและเริ่มทยอยเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม Ingram Micro Xvantage™ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อระดับโลก แพลตฟอร์มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การทำธุรกิจแบบ B2B ที่มีความสะดวกสบายคล้ายกับ B2C โดยรวมการจัดการฮาร์ดแวร์และการสมัครใช้บริการคลาวด์ไว้ในที่เดียว ช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถเข้าถึงการแสดงราคาแบบเรียลไทม์ การติดตามคำสั่งซื้อ และระบบอัตโนมัติสำหรับการเรียกเก็บเงินที่มีความแม่นยำสูง
การนำ Xvantage™ มาใช้ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จในการสร้าง Digital Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล (Personalized Insights) แก่พาร์ทเนอร์ ช่วยให้ธุรกิจสามารถรับรู้เทรนด์การซื้อขายและวางแผนสต็อกสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยุทธศาสตร์นี้สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทแม่ที่มุ่งเน้นการผสาน “เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก” เข้ากับ “ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์” เพื่อทลายขีดจำกัดเดิมๆ ในระบบนิเวศ B2B และส่งมอบบริการที่รวดเร็วตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน
นอกจากเครื่องมือดิจิทัลแล้ว อินแกรม ไมโคร ยังคงให้ความสำคัญกับการให้บริการที่ครอบคลุมในด้านอื่นๆ เช่น การจัดการด้านการเงิน การตลาดเฉพาะทาง และการบริหารวงจรผลิตภัณฑ์ รวมถึงการมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยสนับสนุนทางเทคนิคทั้งก่อนและหลังการขาย การผสานกันระหว่างแพลตฟอร์มอัจฉริยะและความเชี่ยวชาญของบุคลากรนี้เอง ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) ยังคงเป็นผู้นำที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นในยุค AI ต่อไป
เสริมแกร่งพาร์ทเนอร์ 2,000 รายด้วยความเชี่ยวชาญระดับโลก
กลยุทธ์ของอินแกรม ไมโคร ในปีนี้มุ่งเน้นการเติบโตในเชิงลึก (Deep Growth) กับฐานพาร์ทเนอร์เดิมที่มีอยู่กว่า 2,000 รายทั่วประเทศไทย มากกว่าการขยายฐานในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว นายศุภกิจระบุว่าบริษัทต้องการเป็น “เพื่อนคู่คิด” ที่ทำงานใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Add) ให้กับทุกดีลการค้า โดยการนำองค์ความรู้ระดับสากลจากเครือข่ายที่มีฐานปฏิบัติการใน 57 ประเทศ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตลาดประเทศไทย เพื่อช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถปิดการขายโซลูชันที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความเชี่ยวชาญของบริษัทครอบคลุมทุกหมวดหมู่ธุรกิจ ตั้งแต่ภาครัฐ โรงงานอุตสาหกรรม สุขภาพ การศึกษา ไปจนถึงการค้าปลีก โดยเฉพาะในกลุ่มโครงการระดับเอนเตอร์ไพรส์และพาณิชย์ที่มีสัดส่วนรายได้ที่สมดุลกันแบบ 50:50 อินแกรม ไมโคร ได้จัดเตรียมทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้าน AI โดยเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่ประกอบร่างโซลูชัน (Solution Integration) จากเทคโนโลยีที่หลากหลายให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และวัดผลความสำเร็จจากความพึงพอใจและการใช้งานได้จริงของลูกค้าเป็นสำคัญ
ในด้านการบริหารจัดการ บริษัทได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความท้าทายในซัพพลายเชนโลก โดยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิต (Vendors) เพื่อคาดการณ์สถานการณ์และวางแผนการส่งมอบสินค้าให้มีความต่อเนื่องที่สุด การสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสและการวางแผนการเงินร่วมกับพาร์ทเนอร์ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อินแกรม ไมโคร ให้ความสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงจากการจมของเงินทุนในสต็อกสินค้า ทั้งหมดนี้เพื่อตอกย้ำถึงความพร้อมของอินแกรม ไมโคร ในการเป็นฟันเฟืองที่ช่วยให้ธุรกิจไทยก้าวข้ามทุกข้อจำกัดและเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต
#IngramMicroThailand #FutureForward #AISstack #SolutionAggregator #DigitalTransformation #ITSpending2026 #TechTrends #B2BEcosystem #Xvantage #AIInBusiness #ThailandAIHub

