กรุงเทพมหานครกำลังกลายเป็นศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยระดับภูมิภาค เมื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง OpenAI ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับมูลนิธิ Gates, ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) และ DataKind เพื่อยกระดับความสามารถในการรับมือกับมหันตภัยทางธรรมชาติในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความร่วมมือนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เท่านั้น แต่คือการสร้างรากฐานใหม่ในการจัดการวิกฤตผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการ “AI Skills Jam” ซึ่งดึงดูดผู้นำและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติจาก 13 ประเทศทั่วภูมิภาคมาที่ประเทศไทย เพื่อเรียนรู้วิธีการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานแบบเดิมไปสู่ระบบอัจฉริยะที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภูมิภาคเอเชียยังคงครองตำแหน่งพื้นที่ที่เผชิญภัยพิบัติมากที่สุดในโลก โดยมีประชากรถึงร้อยละ 75 ของผู้ที่ได้รับผลกระทบทั่วโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ โครงการนี้จึงเป็นการต่อยอดจากวิสัยทัศน์ “OpenAI for Countries” ที่เริ่มประกาศบนเวทีโลก ณ กรุงดาวอส เมื่อปี 2568 โดยมุ่งเน้นการใช้ปัญญาประดิษฐ์มาแก้ข้อจำกัดในการดำเนินงานขององค์กรภาครัฐและพหุภาคี ตั้งแต่การสังเคราะห์ข้อมูลมหาศาลไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารระหว่างเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในยามวิกฤต
ความสำคัญของโครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การจัดฝึกอบรม แต่คือการสร้างนิเวศวิทยาใหม่ของการกู้ภัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างเป็นระบบ ในขณะที่พายุไต้ฝุ่นและพายุรุนแรงเริ่มซัดถล่มเอเชียในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ความเร่งด่วนในการเตรียมความพร้อมได้กลายเป็นวาระระดับชาติของทุกประเทศที่เข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นไทย บังกลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย หรือเวียดนาม การมีตัวแทนจากหลากหลายประเทศสะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่านวัตกรรม AI จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นและลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ
วิกฤตเศรษฐกิจจากภัยธรรมชาติและความเปราะบางของลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เมื่อพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์ ภัยพิบัติไม่ใช่เพียงเรื่องของมนุษยธรรมแต่คืออุปสรรคสำคัญในการเติบโตของภูมิภาค โดยธนาคารโลกได้ระบุตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศสมาชิกอาเซียนรวมกันสูงกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับประเทศไทยเอง สถานการณ์ถือว่าน่ากังวลอย่างยิ่งเนื่องจากถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศที่เสี่ยงต่ออุทกภัยมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจชาติ เพราะเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่าร้อยละ 40 และเป็นพื้นที่ที่สร้างรายได้มหาศาลคิดเป็นร้อยละ 66 ของ GDP ของประเทศ
ข้อจำกัดเดิมที่ทีมตอบสนองภัยพิบัติเคยเผชิญคือการทำงานภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ข้อมูลที่กระจัดกระจายไม่เป็นเอกภาพ และกระบวนการที่ยังต้องพึ่งพามนุษย์ในการจัดการด้วยมือ ซึ่งมักทำให้การตัดสินใจล่าช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว AI จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวทวีคูณประสิทธิภาพ ที่จะช่วยเปลี่ยนข้อมูลมหาศาลให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน การเปลี่ยนผ่านนี้จะช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่และเพิ่มความเร็วในการตอบสนองต่อชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สถิติจาก OpenAI เผยให้เห็นแนวโน้มที่น่าสนใจว่า ประชาชนทั่วไปเริ่มหันมาพึ่งพา AI ในยามวิกฤตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่นในช่วงที่เกิดไซโคลน Ditwah ในศรีลังกา การใช้งาน ChatGPT และข้อความที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติพุ่งสูงขึ้นถึง 17 เท่า ขณะที่ในไทยช่วงเกิดไซโคลน Senyar เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ปริมาณการใช้งานก็เพิ่มขึ้นถึง 3.2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่เป็นที่พึ่งพาในชีวิตจริงของคนทั่วไป ซึ่งภาครัฐและองค์กรกู้ภัยจำเป็นต้องปรับตัวตามความต้องการนี้ให้ทันท่วงที
ถอดบทเรียน AI Skills Jam จากการสร้าง Custom GPTs สู่การใช้งานจริง
โครงการ “AI Skills Jam” ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ คือเวทีทดลองที่เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานจริงได้สัมผัสกับโมเดลและเครื่องมือขั้นสูงของ OpenAI อย่างใกล้ชิด หัวใจสำคัญของงานนี้คือการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ โดยผู้เข้าร่วมได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้าง “Custom GPTs” ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับงานด้านภัยพิบัติ เครื่องมือเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับภารกิจสำคัญ เช่น การรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ การประเมินความต้องการความช่วยเหลือในพื้นที่ และการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปยังสาธารณชน
นอกเหนือจากด้านเทคนิคแล้ว การประชุมครั้งนี้ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับจริยธรรมในการใช้ AI และการสร้างความเชื่อมั่นในระดับสถาบัน เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีในการตัดสินใจที่มีชีวิตของประชาชนเป็นเดิมพัน จำเป็นต้องมีความโปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อสังคมสูง การสร้างความมั่นใจให้แก่องค์กรภาครัฐในการนำ AI มาบูรณาการเข้ากับกระบวนการทำงานเดิมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้อย่างยั่งยืนและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ความสำเร็จเบื้องต้นของการใช้ AI ในภูมิภาคนี้มีให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว เช่นใน สปป.ลาว ที่มีการใช้ AI สร้างชุดข้อมูลอาคารและสิ่งปลูกสร้าง แบบเปิดเพื่อระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม หรือในเมือง Padang Panjang ประเทศอินโดนีเซีย ที่มีการทดลองใช้เทคนิค dasymetric mapping เพื่อแปลงข้อมูลสำมะโนประชากรให้เป็นข้อมูลความเปราะบางระดับอาคาร กระบวนการเหล่านี้ล้วนใช้ข้อมูลแบบเปิด และซอฟต์แวร์รหัสเปิด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถขยายผลการใช้งานไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้โดยมีต้นทุนต่ำที่สุด
วิสัยทัศน์ผู้นำ: เมื่อ AI ไม่ใช่แค่ความฉลาด แต่คือความเท่าเทียมในการเข้าถึง
ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย ได้ให้มุมมองที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการขับเคลื่อนเทคโนโลยีในระดับนโยบาย ท่านเน้นย้ำว่าเทคโนโลยีที่มีพลังที่สุดอาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ฉลาดที่สุดในแง่ของอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการมันจริงๆ การที่ประเทศไทยมุ่งสู่โครงการ “AI for All” จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะทำให้ประชาชนทุกระดับชั้นสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการยกระดับชีวิต ตั้งแต่ภาคการเกษตร สาธารณสุข ไปจนถึงการจัดการภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก
“ในอนาคต AI ที่ทรงพลังที่สุดอาจไม่ใช่ AI ที่ฉลาดที่สุด แต่ต้องเป็น AI ที่เข้าถึงได้มากที่สุด เทคโนโลยีจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการใช้มากที่สุด ศักยภาพในการแก้ไขปัญหามีอยู่แล้วในปัจจุบัน และความร่วมมือระหว่าง OpenAI, ADPC และมูลนิธิ Gates แสดงให้เห็นว่าการรวมความเชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนสามารถเปลี่ยนศักยภาพดังกล่าวให้กลายเป็นวิธีการที่ใช้งานได้จริงและขยายผลได้” — ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในมุมมองของผู้พัฒนาระดับโลก คุณ Sandy Kunvatanagarn หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ OpenAI ระบุว่าความท้าทายที่แท้จริงคือการลดช่องว่างระหว่างศักยภาพของ AI กับการนำไปใช้งานจริงในภาคสนาม การทำงานร่วมกับผู้ปฏิบัติงานโดยตรงช่วยให้มั่นใจได้ว่าเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นจะตอบโจทย์ความต้องการในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีในห้องทดลอง เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนความตื่นตัวด้าน AI ในเอเชียให้กลายเป็นศักยภาพที่จับต้องได้และพร้อมใช้งานทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
“สิ่งสำคัญคือการลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่ AI สามารถทำได้ กับการนำไปใช้งานจริงในภาคสนาม ทั่วเอเชียมีความสนใจและแรงขับเคลื่อนด้าน AI อย่างมาก แต่โอกาสที่แท้จริงคือการเปลี่ยนความสนใจนั้นให้เป็นศักยภาพที่ใช้งานได้จริง การทำงานโดยตรงกับผู้ปฏิบัติงานด้านการตอบสนองต่อภัยพิบัติจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเครื่องมือเหล่านี้มีประโยชน์ เข้าถึงได้ และตอบโจทย์ความต้องการในโลกแห่งความเป็นจริง” — คุณ Sandy Kunvatanagarn หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ OpenAI
จากข้อมูลดาวเทียมสู่ข้อมูลเชิงลึก: บทบาทของ ADPC และความหวังจากมูลนิธิ Gates
ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) ได้นำ AI มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีอวกาศอย่างลึกซึ้ง โดยการแปลงข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลการสังเกตการณ์โลกให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ตัดสินใจได้จริง เครื่องมืออย่าง LHASA-Mekong ที่ใช้ประเมินความเสี่ยงดินโคลนถล่ม หรือ HYDRAFloods สำหรับการวิเคราะห์น้ำท่วม เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า AI สามารถช่วยยกระดับระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้แม่นยำขึ้นได้อย่างไร การผสานความเชี่ยวชาญในท้องถิ่นเข้ากับเครื่องมือระดับโลกจะช่วยให้รัฐบาลและชุมชนมีความพร้อมในการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
“AI กำลังเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการทำความเข้าใจและตอบสนองต่อภัยพิบัติ ADPC ได้นำ AI มาผสานเข้ากับเครื่องมือด้านภูมิสารสนเทศและการวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อแปลงข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลการสังเกตการณ์โลกให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง AI Skills Jam สามารถช่วยยกระดับความรู้ด้าน AI และเสริมพลังให้ผู้คนค้นหาแนวทางแก้ไขความท้าทายด้านภัยพิบัติ เราสามารถผสานเครื่องมือ AI เข้ากับความเชี่ยวชาญและความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อเสริมระบบเตือนภัยล่วงหน้า ปรับปรุงการทำแผนที่ความเสี่ยง และสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีข้อมูลรองรับสำหรับชุมชนและรัฐบาลในภูมิภาค” — คุณ Aslam Perwaiz ผู้อำนวยการบริหาร ADPC
ด้านมูลนิธิ Gates มองว่าการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้ชิดชุมชนมากที่สุด คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ ดร. Valerie Nkamgang Bemo เชื่อว่าการมอบทักษะด้านเครื่องมือดิจิทัลและ AI ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ คือการสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนที่สุด เมื่ออาสาสมัครและหน่วยงานกู้ภัยท้องถิ่นมีความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี พวกเขาจะสามารถตอบโต้กับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที ซึ่งส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิตและการฟื้นตัวของชุมชนในระยะยาว
“การเสริมศักยภาพให้กับผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด ด้วยความรู้และทักษะในการใช้เครื่องมือดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI เป็นหนึ่งในการลงทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับการเตรียมพร้อมและการตอบสนองต่อภัยพิบัติ เราภูมิใจที่ได้รวบรวมพันธมิตรจากทั่วภูมิภาค และเห็นการพัฒนาสู่เครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทันที” — ดร. Valerie Nkamgang Bemo รองผู้อำนวยการด้านการตอบสนองเหตุฉุกเฉินจากมูลนิธิ Gates
อนาคตของ AI ในเอเชีย: ก้าวต่อไปสู่การใช้งานจริงในระยะที่สอง
ความสำเร็จของการประชุม “AI Skills Jam” ในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนการที่ยิ่งใหญ่กว่า โดย OpenAI และพันธมิตรกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการระยะที่สองซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ในระยะต่อไป ความมุ่งเน้นจะขยับจากการฝึกอบรมทักษะไปสู่การทดลองใช้งานจริงในสถานการณ์จำลองและพื้นที่นำร่อง เพื่อให้แน่ใจว่าโซลูชัน AI ที่พัฒนาขึ้นสามารถบูรณาการเข้ากับกระบวนการทำงานจริงขององค์กรต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ
ADPC ได้วางเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจนใน 15 พื้นที่สำคัญที่จะนำ AI เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง ครอบคลุมตั้งแต่การปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้า การวิเคราะห์ความเปราะบางของพื้นที่ ไปจนถึงการประเมินความเสียหายหลังเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว การมีโรดแมปที่ชัดเจนเช่นนี้จะช่วยให้หน่วยงานราชการและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรสามารถจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณได้อย่างถูกจุด เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นับวันจะรุนแรงขึ้น
ในท้ายที่สุด พันธกิจของ OpenAI คือการทำให้ AI เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติทุกคนอย่างเท่าเทียม การสนับสนุนให้องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยพันธกิจทางสังคมสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้นั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสังคมที่ยืดหยุ่นและเข้มแข็ง ความร่วมมือระหว่าง OpenAI, ADPC, มูลนิธิ Gates และ DataKind ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยดับไฟหรือกู้ภัยเท่านั้น แต่เป็นการจุดประกายความหวังใหม่ให้แก่ภูมิภาคเอเชียในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างอนาคตที่ปลอดภัยและมั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน
#เศรษฐกิจ, #AI, #OpenAI, #ภัยพิบัติ, #ประเทศไทย, #เทคโนโลยี, #ADPC, #นวัตกรรม


