ท่ามกลางกระแสความผันผวนของสถานการณ์โลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ด้านพลังงานที่เป็นผลพวงมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เซ็นทรัล รีเทล (CRC) ผู้นำแห่งวงการค้าปลีกและค้าส่งของไทย ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการประกาศโรดแมปเชิงรุกเพื่อรับมือกับความท้าทายนี้อย่างเต็มตัว การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมให้แก่ภาคธุรกิจและสังคมไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน
คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายความยั่งยืน ของบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน โดยระบุว่าความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจและสงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลักที่สั่นคลอนเสถียรภาพด้านพลังงานของทุกประเทศทั่วโลก ในฐานะที่เซ็นทรัล รีเทล มีเครือข่ายร้านค้ากระจายอยู่ถึง 63 จังหวัดทั่วประเทศไทย บริษัทจึงตระหนักถึงภารกิจในการเป็นฟันเฟืองหลักที่ต้องเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและเพื่อปกป้องวิถีชีวิตของผู้บริโภคชาวไทย
กลยุทธ์ของเซ็นทรัล รีเทล ในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การนำนวัตกรรมล้ำสมัยมาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน โดยมีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนในมิติด้านไฟฟ้า แหล่งน้ำ และระบบขนส่ง ซึ่งถือเป็นเสาหลักของการดำเนินงาน เป้าหมายหลักคือการลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงลงให้ได้นับล้านลิตร พร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าสะอาดเพื่อใช้เองภายในองค์กรให้สูงถึงร้อยละ 23 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่เป็นรูปธรรมที่สุดครั้งหนึ่งในอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับภูมิภาค
ยุทธศาสตร์พลังงานสะอาดและระบบอัจฉริยะ: กุญแจสำคัญสู่การลดต้นทุนและปกป้องโลก
หัวใจสำคัญของแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของเซ็นทรัล รีเทล คือการรุกคืบติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาของสถานประกอบการในเครืออย่างกว้างขวาง โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทสามารถดำเนินการติดตั้งไปแล้วรวมทั้งสิ้น 181 แห่ง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งอย่างยิ่ง เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้สูงถึง 204,818 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ปริมาณไฟฟ้ามหาศาลนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของบริษัทลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้มากกว่า 102,389 ตันต่อปี นอกจากนี้ในปี 2569 ไทวัสดุยังเตรียมเดินหน้าขยายการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพิ่มอีก 18 สาขา เพื่อเสริมกำลังการผลิตอีก 12.2 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง
นอกจากแหล่งกำเนิดพลังงานแล้ว การบริหารจัดการการใช้งานอย่างชาญฉลาดก็เป็นสิ่งที่เซ็นทรัล รีเทล ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดยมีการนำระบบ Chiller Plant Manager System (CPMS) และ Energy Management Information System (EMIS) เข้ามาติดตั้งในศูนย์การค้า 15 แห่ง ทั้งในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม ระบบอัจฉริยะเหล่านี้ทำหน้าที่เปรียบเสมือนสมองกลที่คอยติดตามข้อมูลการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถตรวจพบความผิดปกติหรือจุดที่มีการสูญเสียพลังงานได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในการควบคุมเครื่องทำความเย็นและระบบไฟฟ้าภายในอาคาร ช่วยให้บริษัทสามารถปรับแต่งการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริงในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในส่วนของระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้า เซ็นทรัล รีเทล ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ “Green Logistics” อย่างเต็มรูปแบบ โดยปัจจุบันมีการเปลี่ยนมาใช้รถบรรทุกและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แล้วจำนวน 144 คัน ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลได้มหาศาลถึง 1,023,209 ลิตรต่อปี ไม่เพียงเท่านั้น ภายในคลังสินค้ายังได้ยกเลิกการใช้รถยกก๊าซ LPG และเปลี่ยนมาเป็นรถยกไฟฟ้า (Electric Forklift) ทั้งหมด เพื่อลดมลพิษในพื้นที่ทำงานและลดต้นทุนเชื้อเพลิง ความสำเร็จเหล่านี้ได้รับการรับรองด้วยมาตรฐาน ISO 50001 สำหรับศูนย์กระจายสินค้าประเภท Non-food ซึ่งส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทสามารถลดการใช้พลังงานลงได้มากกว่า 5% และได้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในการลดการใช้พลังงานต่อเนื่องอีกไม่ต่ำกว่า 2% ในทุก ๆ ปีหลังจากนี้
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและการผนึกกำลังคู่ค้าเพื่อก้าวข้ามวิกฤตค่าครองชีพ
นอกจากการจัดการพลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงแล้ว เซ็นทรัล รีเทล ยังให้ความสำคัญกับ “น้ำ” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าและจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะในส่วนของศูนย์การค้า บริษัทได้ดำเนินแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดน้ำในศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ 9 สาขานำร่อง ซึ่งสามารถลดการใช้น้ำลงได้ถึง 3,000 ลิตรต่อเดือนต่อหนึ่งสาขา ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการนำนวัตกรรมรีไซเคิลน้ำเสียจากคูลลิ่งทาวเวอร์และน้ำฝนกลับมาใช้ใหม่ในระบบรดน้ำต้นไม้และระบบสุขภัณฑ์ภายในอาคาร ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ช่วยลดการดึงทรัพยากรน้ำจากธรรมชาติมาใช้เกินความจำเป็น พร้อมทั้งมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งอย่างเข้มงวดเพื่อให้มั่นใจว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
พลังแห่งความร่วมมือเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่เซ็นทรัล รีเทล ใช้ในการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นทั่วทั้งระบบนิเวศธุรกิจ ผ่านโครงการ “CRC Supply Chain Networking” ที่เชิญชวนคู่ค้าทางธุรกิจมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) โครงการนี้เน้นการสร้างความเข้าใจในเรื่องการจัดการขยะและพลังงานอย่างถูกวิธี เพื่อให้พันธมิตรทุกรายสามารถเติบโตไปพร้อมกับเซ็นทรัล รีเทล ได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้ บริษัทยังเข้าร่วมแคมเปญระดับโลกอย่าง Earth Hour โดยการปิดไฟ 1 ชั่วโมงพร้อมกันในสาขาทั่วประเทศ ซึ่งกิจกรรมนี้เพียงอย่างเดียวสามารถช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้มากกว่า 0.12 ล้านหน่วยต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยแต่ทำร่วมกันสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้
ในมิติด้านสังคมเซ็นทรัล รีเทล ไม่ได้มองเพียงแค่ตัวเลขกำไรขององค์กร แต่ยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้บริโภคท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน บริษัทได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” โดยท็อปส์ และโก โฮลเซลล์ ได้นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นกว่า 2,300 รายการมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ขณะที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ก็ได้ผนึกกำลังกับร้านค้าพันธมิตรลดราคาสินค้าอีกกว่า 1,000 รายการ นอกจากนี้ยังมีบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี 38 รายการที่ศูนย์บริการ Auto 1 เพื่อช่วยให้ยานพาหนะของประชาชนอยู่ในสภาพที่ประหยัดน้ำมันที่สุด และมอบสิทธิพิเศษสำหรับสินค้าประหยัดไฟเบอร์ 5 ผ่านเพาเวอร์บายและไทวัสดุ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีประหยัดพลังงานได้ง่ายขึ้น
วิสัยทัศน์ค้าปลีกสีเขียวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวน
ความสำเร็จในการดำเนินงานของเซ็นทรัล รีเทล นั้นสะท้อนผ่านโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งและครอบคลุมใน 2 ประเทศหลักคือไทยและเวียดนาม โดยมีเครือข่ายร้านค้าทั้งหมดกว่า 3,723 แห่ง (ข้อมูล ณ สิ้นปี 2568) การที่องค์กรขนาดใหญ่ที่มีพอร์ตโฟลิโอธุรกิจหลากหลาย ทั้งกลุ่มฟู้ด ฮาร์ดไลน์ แฟชั่น และพร็อพเพอร์ตี้ สามารถขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืนได้อย่างพร้อมเพรียงกันนั้น ถือเป็นแบบอย่างที่สำคัญให้กับภาคธุรกิจอื่น ๆ การปรับตัวเข้าสู่ระบบ Omnichannel ที่เชื่อมโยงการช้อปปิ้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ยังช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายสินค้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดใช้พลังงานในภาพรวมขององค์กร
การก้าวไปข้างหน้าของเซ็นทรัล รีเทล ภายใต้การนำของคุณจริยา จิราธิวัฒน์ ยังรวมถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างการขายกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเตในอิตาลีเมื่อช่วงปลายปี 2568 เพื่อให้บริษัทสามารถมุ่งเน้นการเติบโตและการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างเต็มที่ ทิศทางการดำเนินธุรกิจต่อจากนี้จะมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “Green Store” และ “Green Logistics” ที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายไม่เพียงแต่เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและลูกค้าว่า เซ็นทรัล รีเทล คือองค์กรที่มีความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงทุกรูปแบบ และพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับโลกใบนี้
คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ได้กล่าวสรุปถึงเจตนารมณ์ขององค์กรไว้อย่างน่าประทับใจว่า “เราไม่ได้มองเพียงแค่ผลประกอบการ แต่จะเดินหน้าเป็นผู้นำที่กล้าขยับ ลงมือทำ พร้อมอยู่เคียงข้างให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์” คำกล่าวนี้ตอกย้ำว่า เซ็นทรัล รีเทล พร้อมที่จะเป็นต้นแบบในการฝ่าวิกฤตพลังงานและมุ่งสร้างโลกที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน โดยใช้ความยั่งยืนเป็นเข็มทิศนำทาง การเดินทางครั้งนี้ของ CRC จึงเป็นมากกว่าการทำธุรกิจ แต่คือการสร้างมรดกทางความคิดและนวัตกรรมที่จะส่งต่อความมั่งคั่งและความมั่นคงทางทรัพยากรไปสู่คนรุ่นหลังอย่างแท้จริง
#CentralRetail #CRC #Sustainability #GreenEnergy #ESG #EconomicNews #ThaiRetail #EnergyCrisis #CleanEnergy #FutureOfRetail #SustainableBusiness

