ซีพีแรม ประกาศรายสุดท้ายขึ้นราคา พร้อมดันปูม้าไชยาจด GI ตัวที่แปด

ซีพีแรม ประกาศรายสุดท้ายขึ้นราคา พร้อมดันปูม้าไชยาจด GI ตัวที่แปด

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปี 2569 ที่เต็มไปด้วยความท้าทายจากการขยับตัวของต้นทุนการผลิตในทุกมิติ บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน ยังคงยืนหยัดเคียงข้างผู้บริโภคด้วยการประกาศจุดยืนสำคัญในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการรับมือกับราคาพลังงานและวัตถุดิบที่ผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารของประเทศ ทำให้แนวทางการดำเนินธุรกิจขององค์กรในขณะนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การผลักภาระให้กับผู้บริโภค แต่เป็นการมองหาช่องทางในการเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรท้องถิ่นควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางราคา

ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ ซีพีแรม ได้เป็นอย่างดี ผ่านโครงการ “ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย” ที่เดินทางเข้าสู่ปีที่ 14 อย่างสง่างาม การจัดกิจกรรมปล่อยลูกพันธุ์ปูม้าจำนวนกว่า 2 แสนตัว ณ บริเวณเกาะเสร็จ อำเภอไชยา ไม่เพียงแต่เป็นการเติมเต็มระบบนิเวศทางทะเลให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ในการยกระดับ “ปูม้าไชยา” ให้กลายเป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication) ลำดับที่ 8 ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับชาวประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืน

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐโดยจังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมประมง และภาคเอกชนอย่างซีพีแรม รวมถึงบริษัท วิยะเครป โปรดักส์ จำกัด ในครั้งนี้ คือภาพสะท้อนของโมเดลเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การบูรณาการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรปูม้าในธรรมชาติ แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความมั่นคงทางอาหารในระดับสากล ภายใต้ปณิธาน Food 3S ขององค์กร ที่กลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างมีดุลยภาพท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน


วิกฤตต้นทุนพุ่ง: ซีพีแรมย้ำจุดยืนรายสุดท้ายที่จะปรับขึ้นราคาสินค้า

ในห้วงเวลาที่ผู้ประกอบการหลายรายต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์การบริหารจัดการราคาที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด โดยระบุว่านโยบายหลักของซีพีแรมไม่ใช่การปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนที่ขยับขึ้นในทันที แต่คือการมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและการลดค่าใช้จ่ายส่วนเกินภายในองค์กรเป็นอันดับแรก เพื่อให้ผู้บริโภคยังคงเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนในปัจจุบันประกอบด้วยสองส่วนหลัก คือ ด้านโลจิสติกส์ที่ผูกติดกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และด้านบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากพลาสติกซึ่งเป็นอนุพันธ์ของปิโตรเลียม แม้ว่าต้นทุนเหล่านี้จะขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ซีพีแรมได้เตรียมแผนรับมือร่วมกับคู่ค้าและผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยมีการประเมินสถานการณ์แบบเดือนต่อเดือน และมุ่งใช้แนวทางการทำงานรูปแบบใหม่เพื่อลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นการสะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของประเทศ

คำมั่นสัญญาที่ว่า “ซีพีแรมจะเป็นรายสุดท้ายที่จะขึ้นราคา” ไม่ใช่เพียงคำกล่าวอ้าง แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ต้องการช่วยเหลือและประคับประคองค่าครองชีพของประชาชนให้ได้นานที่สุด องค์กรเชื่อมั่นว่าการต่อสู้กับปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ด้วยการปรับปรุงภายในให้แข็งแกร่ง จะช่วยให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้โดยไม่ทิ้งภาระไว้กับผู้บริโภค ซึ่งแนวคิดนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจที่ต้องควบคู่ไปกับความผาสุกของสังคม โดยซีพีแรมพร้อมที่จะกัดฟันสู้กับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดสุดก่อนจะมีการพิจารณาเรื่องราคาในลำดับท้ายที่สุด


ยุทธศาสตร์ GI: ปั้น “ปูม้าไชยา” สู่สัญลักษณ์เศรษฐกิจท้องถิ่นตัวที่แปด

นอกเหนือจากการบริหารจัดการราคาสินค้าแล้ว การมองหาโอกาสในการยกระดับวัตถุดิบพื้นถิ่นให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่ซีพีแรมให้ความสำคัญ แนวคิดการผลักดัน “ปูม้าไชยา” ให้เป็นสินค้า GI เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นถึงอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของปูม้าในพื้นที่อ่าวพุมเรียง-เกาะเสร็จ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนพื้นที่อื่น ทั้งในเรื่องของสีสันที่ออกโทนเหลืองนวล เนื้อสัมผัสที่แน่น และรสชาติที่หวานอร่อยตามธรรมชาติ เนื่องจากอาศัยอยู่ในบริเวณอ่าวที่มีความอุดมสมบูรณ์ของหญ้าทะเลและระดับความเค็มของน้ำที่เหมาะสมต่อการอนุบาลลูกปู

กระบวนการผลักดันสู่การเป็นสินค้า GI ตัวที่ 8 ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อจากสินค้าขึ้นชื่ออย่างไข่เค็มไชยา หอยนางลม และเงาะโรงเรียนนาสาร จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบและรับรองที่เข้มงวดใน 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับกระทรวง คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณหนึ่งปีเศษในการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการและอัตลักษณ์ทางสายพันธุ์เพื่อยื่นต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งความสำเร็จในอนาคตจะช่วยให้ปูม้าไชยามีราคาสูงขึ้น สร้างชื่อเสียงระดับสากล และป้องกันการแอบอ้างชื่อเสียงของปูม้าในพื้นที่อ่าวพุมเรียงได้เป็นอย่างดี

การจดทะเบียน GI ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาชื่อเสียงของแหล่งผลิต แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการอนุรักษ์พันธุกรรมของปูม้าท้องถิ่นไม่ให้เกิดภาวะ “เลือดชิด” ซึ่งอาจส่งผลต่อความแข็งแรงและคุณภาพของเนื้อปูในอนาคต การที่ซีพีแรมร่วมกับกรมประมงและกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้าเข้ามาดูแลตั้งแต่การเพาะฟักจนถึงการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ จึงเป็นการวางรากฐานด้านคุณภาพให้กับสินค้า GI อย่างครบวงจร หากโครงการนี้บรรลุผล ปูม้าไชยาจะกลายเป็นหัวหอกใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้อย่างมหาศาล

แนวคิดที่เกิดขึ้นจากศักยภาพของพื้นที่และอัตลักษณ์ที่โดดเด่น

นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เปิดเผยว่าแนวคิดการผลักดันปูม้าไชยาให้เป็นสินค้า GI นั้น เป็นความคิดที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในระหว่างการลงพื้นที่ทำกิจกรรมปล่อยลูกปูม้า เนื่องจากท่านได้เล็งเห็นถึงอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของปูม้าในพื้นที่อ่าวพุมเรียงซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์สูง ท่านมองว่าการส่งเสริมให้เป็นสินค้า GI จะช่วยสร้างชื่อเสียงและสะท้อนภาพลักษณ์ที่เป็นอัตลักษณ์พื้นถิ่นได้อย่างแท้จริง

ในมุมมองของรองผู้ว่าราชการจังหวัด ปูม้าไชยามีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากปูจากแหล่งอื่น โดยเฉพาะสีของกระดองที่จะออกโทนสีเหลืองนวล ไม่ได้เป็นสีขาวแววเหมือนปูที่จับจากเรืออวนลากในทะเลลึก อีกทั้งในด้านคุณภาพของเนื้อยังมีรสชาติที่หวานอร่อยเป็นพิเศษ ซึ่งความโดดเด่นเหล่านี้คือต้นทุนทางธรรมชาติที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล

การผลักดันในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการพัฒนา โดยท่านแสดงความกังวลถึงความแข็งแรงของสายพันธุ์ปูม้าในอนาคต หากไม่มีการจัดการและการรับรองที่เหมาะสม การจด GI จึงเป็นเสมือนเครื่องมือในการคุ้มครองชื่อเสียงและรักษามาตรฐานของคุณภาพอาหารทะเลจากไชยาให้คงอยู่ยั่งยืน เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในแหล่งที่มาและคุณค่าของสินค้า

ซีพีแรม


ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสู่ GI รายที่ 8 ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

เป้าหมายสำคัญที่นายบันดาลมุ่งหวังคือการทำให้ปูม้าไชยากลายเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 8 ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งปัจจุบันจังหวัดมีสินค้าที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 7 รายการ ได้แก่ ไข่เค็มไชยา, มะพร้าวเกาะพะงัน, กระท้อนคลองน้อย, ปลาเม็ง, หอยนางลม, และเงาะโรงเรียนนาสาร การเพิ่มปูม้าเข้าไปในบัญชีสินค้า GI จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับยุทธศาสตร์ด้านการเกษตรและอาหารของจังหวัด

ในส่วนของแผนการดำเนินงานนั้น ท่านระบุว่าทางจังหวัดจะมอบหมายให้กรมประมงเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนโครงการ โดยจะเริ่มดำเนินการเขียนโครงการเพื่อเสนอตามขั้นตอนอย่างเร่งด่วนตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและต่อเนื่องในการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับขั้นตอนและกรอบระยะเวลานั้น นายบันดาลอธิบายว่าจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาถึง 3 ระดับ คือ ระดับพื้นที่ที่ต้องมีการเสนอเรื่องขึ้นมา ระดับจังหวัดที่จะเป็นผู้กลั่นกรอง และสุดท้ายคือระดับกระทรวงเพื่อรับรองอย่างเป็นทางการ โดยคาดการณ์ว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 1 ปีเศษ ซึ่งท่านมีความตั้งใจที่จะเร่งรัดกระบวนการให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดเพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวประมงในพื้นที่

“ทางกระทรวงเกษตรฯ โดยร่วมกับกรมประมง ผลักดันปูม้าพุมเรียง จดทะเบียน GI ให้เป็นอัตลักษณ์พื้นถิ่น ผมอยากทำให้ไวที่สุดครับ” นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี


ปณิธาน Food 3S: หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหาร

ซีพีแรม ดำเนินธุรกิจภายใต้เข็มทิศที่เรียกว่า Food 3S ซึ่งประกอบด้วย Food Safety (ความปลอดภัยทางอาหาร), Food Security (ความมั่นคงทางอาหาร) และ Food Sustainability (ความยั่งยืนทางอาหาร) ปณิธานนี้ไม่ใช่เพียงกรอบแนวคิดในการผลิตอาหารพร้อมรับประทานเท่านั้น แต่เป็นรากฐานของโครงการ “ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย” ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง การที่องค์กรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่แหล่งวัตถุดิบ คือการสะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงทางอาหารจะเกิดขึ้นไม่ได้หากฐานทรัพยากรในธรรมชาติถูกทำลายจนหมดสิ้น

ในด้านความปลอดภัย (Food Safety) ซีพีแรมทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างบริษัท วิยะเครป โปรดักส์ จำกัด เพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อปูที่นำมาเป็นวัตถุดิบนั้นมีคุณภาพสูง ปราศจากสารปนเปื้อน และผ่านกระบวนการจัดการที่ได้มาตรฐานสากล ขณะที่ด้านความมั่นคง (Food Security) การปล่อยลูกพันธุ์ปูม้าสะสมกว่า 1.8 ล้านตัวตลอด 14 ปีที่ผ่านมา คือหลักประกันว่าจะมีทรัพยากรปูม้าเพียงพอต่อการบริโภคและการประกอบอาชีพของชาวประมงในระยะยาว การกระทำเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนอาหารทะเลในอนาคตที่ประชากรโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนด้านความยั่งยืน (Food Sustainability) เป็นการมองถึงผลประโยชน์ของคนรุ่นหลัง โดยการสร้างระบบนิเวศทางทะเลที่สมดุลและเข้มแข็ง ซีพีแรมมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจตามปรัชญา “3 ประโยชน์” ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ คือ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กรตามลำดับ การสนับสนุนโครงการอนุรักษ์นี้จึงเป็นการคืนกำไรสู่สังคมและธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารของไทยมีความยืดหยุ่นและสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง


พลิกฟื้นทะเลไทย: บทเรียนความสำเร็จ 14 ปี กับการปล่อยปูม้า 1.8 ล้านตัว

โครงการ “ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย” เริ่มต้นขึ้นจากความร่วมมือเล็กๆ จนกลายเป็นโครงการอนุรักษ์ระดับจังหวัดที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในพื้นที่อ่าวพุมเรียง ตลอดระยะเวลา 14 ปี ซีพีแรมได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายปล่อยลูกพันธุ์ปูม้าในระยะ “Young Crab” ซึ่งเป็นระยะที่มีอัตราการรอดชีวิตในธรรมชาติสูงกว่าการปล่อยไข่นอกกระดองแบบทั่วไป การเลือกพื้นที่เกาะเสร็จเป็นจุดปล่อยเป็นยุทธศาสตร์ที่ผ่านการศึกษามาอย่างดี เนื่องจากมีความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ มีแนวป่าชายเลนและหญ้าทะเลที่เป็นแหล่งหลบภัยและหาอาหารของลูกปู

จำนวนลูกพันธุ์ปูม้าที่สะสมกว่า 1.8 ล้านตัวไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการฟื้นฟูอาชีพประมงพื้นบ้านให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ชาวประมงในพื้นที่ยืนยันว่าสามารถจับปูม้าได้มากขึ้นและมีขนาดที่สม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของครัวเรือนและความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชน นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการทรัพยากรชายฝั่งให้กับชุมชนอื่นๆ ที่สนใจในการทำ “ธนาคารปู” และการอนุรักษ์สัตว์น้ำอย่างถูกวิธี

ผลพลอยได้ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาคใต้ เพราะเมื่อท้องทะเลมีความอุดมสมบูรณ์ ระบบนิเวศป่าชายเลนมีความหลากหลาย ย่อมดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติและอาหารทะเลสดคุณภาพสูงเข้ามาในพื้นที่ การร่วมปล่อยปูม้าของคณะผู้บริหารและเยาวชนในพื้นที่ในวันที่ 2 เมษายน 2569 จึงเป็นภาพลักษณ์ที่ตอกย้ำว่า การอนุรักษ์และการพัฒนาเศรษฐกิจสามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างกลมกลืน ความสำเร็จนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องยาวนานคือหัวใจสำคัญของการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน


พลังประชารัฐ: ความร่วมมือไร้รอยต่อจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำเพื่อความยั่งยืน

ความสำเร็จของโครงการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หรือที่เรียกว่า Supply Chain Management ที่มีประสิทธิภาพ นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ย้ำถึงความสำคัญของการรวมพลังกันระหว่างภาครัฐที่เป็นฝ่ายนโยบายและวิชาการ ภาคเอกชนที่สนับสนุนงบประมาณและเทคโนโลยี และภาคประชาชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นนี้ช่วยให้การแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรเป็นไปอย่างตรงจุดและมีความต่อเนื่องไม่ขาดช่วง

บทบาทของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 3 (สุราษฎร์ธานี) ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในด้านวิชาการที่ช่วยเพาะฟักและดูแลลูกปูม้าให้มีความแข็งแรงก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติ ในขณะที่กลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้า (ธนาคารปู) และชาวประมงพื้นบ้านทำหน้าที่เป็นยามฝากดูแลและบริหารจัดการพื้นที่อ่าวไม่ให้เกิดการจับสัตว์น้ำที่ผิดกฎหมาย การประสานงานอย่างไร้รอยต่อนี้ทำให้ปูม้าทุกตัวที่ปล่อยไปมีโอกาสรอดชีวิตและเติบโตจนสามารถขยายพันธุ์ต่อได้เองในธรรมชาติ ซึ่งเป็นการสร้างความยั่งยืนที่แท้จริงจากความรู้สึกเป็นเจ้าของทรัพยากรของคนในท้องถิ่น

ท้ายที่สุด ซีพีแรมในฐานะผู้รับปลายน้ำที่นำเนื้อปูมาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารพร้อมรับประทานส่งถึงมือผู้บริโภค ยังคงมุ่งมั่นที่จะขยายผลความสำเร็จนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ และเพิ่มนวัตกรรมใหม่ๆ ในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน การดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาลและการใส่ใจต่อพันธมิตรทุกฝ่าย ตั้งแต่เรือประมงเล็กๆ ไปจนถึงโรงงานผลิตขนาดใหญ่ คือกลยุทธ์ที่ทำให้องค์กรได้รับการยอมรับและไว้วางใจมาอย่างยาวนาน พลังแห่งความร่วมมือนี้เองที่จะเป็นเกราะป้องกันและโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามทุกวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างสง่างาม


“โครงการปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย หนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารของซีพีแรม ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 เป็นการผนึกกำลังตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจวบจนปลายน้ำที่เกิดผลตามปณิธาน Food 3S ขององค์กร… ซีพีแรมขอเป็นรายสุดท้ายที่จะขึ้นราคา เราจะพยายามช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพของประชาชนให้มีอาหารดีๆ รับประทานในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป” นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด


#ซีพีแรม #CPRAM #ปูม้าไชยา #ปูม้ายั่งยืนอยู่คู่ทะเลไทย #ความมั่นคงทางอาหาร #GIสุราษฎร์ธานี #เศรษฐกิจภาคใต้ #Food3S #ไม่ขึ้นราคา #ความยั่งยืน

Related Posts