ดีอี ฮึ่ม ขู่สั่งหยุดธุรกิจแพลตฟอร์มเรียกรถ หากปล่อยสวมไอดี

ดีอี ฮึ่ม ขู่สั่งหยุดธุรกิจแพลตฟอร์มเรียกรถ หากปล่อยสวมไอดี

เมื่อความปลอดภัยของประชาชนถูกแขวนอยู่บนเส้นด้ายจากการสวมรอยไอดีผู้ขับขี่ กระทรวงดีอีผนึกกำลังหน่วยงานหลักเร่งล้อมคอกธุรกิจRide Sharing ออกมาตรการคุมเข้มสั่งยืนยันตัวตนทุกครั้งก่อนรับงาน พร้อมงัดไม้ตายสั่งหยุดประกอบธุรกิจทันทีหากแพลตฟอร์มยังนิ่งเฉยต่อกฎเหล็กความปลอดภัย


วิกฤตความเชื่อมั่น Ride Sharing เมื่อ “ไอดีสวมรอย” กลายเป็นภัยเงียบ

เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันทำการสวมรอยไอดีผู้อื่นเพื่อก่อเหตุไม่คาดฝันต่อผู้โดยสาร ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้หน่วยงานรัฐต้องขยับตัวครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และ พล.ต.ต. ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. ได้ร่วมกันแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเพื่อชี้แจงมาตรการดูแลแพลตฟอร์ม Ride Sharing อย่างเข้มข้น โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกขั้นตอนของการให้บริการ

กระทรวงดีอีมองว่าปัญหาการสวมรอยบัญชีผู้ขับขี่ไม่ใช่เพียงแค่ความบกพร่องทางเทคนิค แต่เป็นช่องโหว่ร้ายแรงที่เปิดโอกาสให้อาชญากรแฝงตัวเข้ามาในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล การเร่งรัดมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มรถสาธารณะในครั้งนี้จึงเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก โดยย้ำชัดว่าหากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุร้ายย่อมลดลงอย่างมีนัยสำคัญและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการในวงกว้าง

ในฟากของเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบเส้นทางดิจิทัลและกระบวนการคัดกรองของผู้ขับขี่ การบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงดีอี ETDA และกรมการขนส่งทางบกในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ประกอบการทุกรายว่า ยุคของการปล่อยปละละเลยข้อมูลผู้ขับขี่ได้สิ้นสุดลงแล้ว และจากนี้ไปทุกการเคลื่อนไหวบนแพลตฟอร์มจะต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างชัดเจนที่สุดเพื่อความปลอดภัยของสาธารณชน

“เหตุลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้น หากแพลตฟอร์มปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยผู้ขับต้องจดทะเบียน รย.17/รย.18 และต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะ จากนี้จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ และยืนยันจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดกับแพลตฟอร์มที่ไม่ปฏิบัติตามหรือปล่อยปละละเลย” — นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าว


กางข้อบังคับประกาศฉบับใหม่ ยกระดับมาตรฐานแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย

หัวใจสำคัญของการล้อมคอกในครั้งนี้คือ “ประกาศRide Sharing” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ ประกาศ คธอ. เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มบริการรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้ได้เปลี่ยนบทบาทของแพลตฟอร์มจากเดิมที่เป็นเพียง “ตัวกลาง” ในการจับคู่คนขับกับผู้โดยสาร ให้กลายเป็น “ผู้กำกับดูแล” ที่ต้องรับผิดชอบระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยเฉพาะการตรวจสอบและคัดกรองคุณสมบัติของผู้ขับขี่และสภาพรถที่นำมาให้บริการอย่างละเอียด

ภายใต้ประกาศฉบับใหม่ แพลตฟอร์มมีหน้าที่เพิ่มเติมที่ต้องทำอย่างเคร่งครัดคือการจัดตั้งระบบรองรับการยืนยันตัวตนที่ทรงประสิทธิภาพ ระบบดังกล่าวจะต้องครอบคลุมถึงการตรวจสอบใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ การตรวจสอบการจดทะเบียนรถให้ถูกประเภทตามกฎหมาย (รย.17 สำหรับรถจักรยานยนต์ และ รย.18 สำหรับรถยนต์) รวมถึงการแสดงข้อมูลการเดินทางและค่าโดยสารที่โปร่งใสแก่ผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ยังต้องมีช่องทางการช่วยเหลือและกลไกการจัดการข้อร้องเรียนที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

ทางด้าน ETDA ได้กำชับให้ผู้ให้บริการทุกรายต้องดำเนินการยืนยันตัวตนผู้ขับขี่ให้ตรงกับผู้ที่ลงทะเบียนไว้ในทุกครั้งก่อนจะเริ่มให้บริการ มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายวงจรการสวมรอยไอดีโดยเฉพาะ โดยแพลตฟอร์มต้องพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าบุคคลที่อยู่หลังพวงมาลัยหรือผู้ที่ขี่รถจักรยานยนต์นั้น คือบุคคลเดียวกับที่มีชื่อในระบบและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดไว้ทุกประการ


บทลงโทษขั้นสูงสุด จากการตักเตือนสู่การ “สั่งหยุดประกอบธุรกิจ”

มาตรการทางกฎหมายที่ถูกงัดออกมาใช้ในครั้งนี้ถือว่ามีความรุนแรงและเด็ดขาดอย่างไม่เคยมีมาก่อน หากพบว่าแพลตฟอร์มใดเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามประกาศ เช่น ปล่อยให้มีผู้ขับขี่ที่ใช้รถผิดประเภท ไม่มีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ หรือไม่มีระบบยืนยันตัวตนที่ได้มาตรฐาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจพิจารณาออกคำสั่ง “ห้ามประกอบธุรกิจ” ทันที และหากสถานประกอบการนั้นยังไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลา 90 วัน ก็อาจจะถูก “ถอนการรับแจ้ง” และต้องเผชิญกับกระบวนการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดหากยังคงฝืนให้บริการต่อไป

ในกรณีที่มีเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นแล้ว ETDA ได้วางมาตรการเร่งด่วนให้แพลตฟอร์มต้องระงับบัญชีผู้ขับขี่ที่เกี่ยวข้องทันที พร้อมทั้งต้องมีการแจ้งเตือนไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ ในเครือข่ายเพื่อตรวจสอบและป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่รายดังกล่าวย้ายไปให้บริการในระบบอื่นได้อีก นี่คือการสร้าง Blacklist ในระดับอุตสาหกรรมเพื่อกำจัดผู้ขับขี่ที่ไม่มีคุณภาพออกจากระบบอย่างถาวร ควบคู่ไปกับการเร่งปรับปรุงระบบคัดกรองให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศ Ride Sharing กำหนดไว้

กรมการขนส่งทางบกเองก็ได้เพิ่มความเข้มขวดในการบังคับใช้กฎหมายต่อทั้งตัวผู้ขับขี่และตัวแพลตฟอร์ม โดยจะมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในการ “ต่ออายุใบรับรองการให้บริการ” ของแต่ละแพลตฟอร์มในอนาคต หากตรวจสอบพบว่าผู้ให้บริการรายใดมีมาตรฐานที่ต่ำกว่าเกณฑ์หรือมีสถิติการปล่อยปละละเลยที่สูง อาจมีผลกระทบต่อการอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างถาวร ซึ่งถือเป็นเดิมพันที่สูงมากสำหรับผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลปัจจุบัน


ภารกิจร่วมสามประสาน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้บริการทุกคน

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสำเร็จลุล่วงอย่างยั่งยืน ความร่วมมือจากทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในส่วนของ “คนขับ” แม้ประกาศจะไม่ได้บังคับโดยตรง แต่ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องเตรียมความพร้อมก่อนให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็นการมีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะที่ถูกต้องและการนำรถไปจดทะเบียนประเภท รย.17 หรือ รย.18 ให้เรียบร้อย ที่สำคัญที่สุดคือ “ห้ามสวมรอยหรือใช้บัญชีแทนกัน” และห้ามรับงานนอกระบบแพลตฟอร์มอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้ระบบการคุ้มครองความปลอดภัยสูญเสียประสิทธิภาพทันที

ในส่วนของ “ผู้โดยสาร” เองก็มีบทบาทสำคัญในการเป็นหูเป็นตาและรักษาสิทธิ์ของตนเอง ก่อนการเดินทางทุกครั้งควรตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่ รถ และรายละเอียดการเดินทางที่ปรากฏในแอปพลิเคชันว่าตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ หากพบความผิดปกติหรือต้องการความช่วยเหลือ ควรใช้ช่องทางแจ้งเหตุที่แพลตฟอร์มจัดเตรียมไว้ให้ทันที และควรเลือกใช้บริการเฉพาะแพลตฟอร์มที่ได้แจ้งการประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องกับ ETDA เท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

บทสรุปของการยกระดับมาตรฐานRide Sharing ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การออกกฎหมายมาเพื่อบังคับใช้ แต่เป็นการสร้าง Ecosystem ของการเดินทางที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับคนไทยทุกคน การกวดขันอย่างหนักของกระทรวงดีอี ETDA และกรมการขนส่งทางบกในวันนี้ คือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจRide Sharing เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนบนพื้นฐานของความไว้วางใจจากประชาชน ซึ่งผู้สนใจสามารถศึกษาบทสรุปกติกาใหม่ได้จากเว็บไซต์ของ ETDA และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป

#RideSharing, #ความปลอดภัยทางดิจิทัล, #กระทรวงดีอี, #ETDA, #กรมการขนส่งทางบก, #กฎหมายรถสาธารณะ, #ความปลอดภัยของผู้โดยสาร, #สวมรอยไอดี

Related Posts