ในยุคที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไข การหยิบยื่น “โอกาส” และ “ทักษะ” จึงเปรียบเสมือนการติดอาวุธให้กลุ่มเปราะบางสามารถยืนหยัดได้ด้วยขาของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ล่าสุดทางบริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตอกย้ำพันธกิจด้านสังคมครั้งสำคัญด้วยการขยายความร่วมมือกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ในโครงการ “Beauty for a Better Life” หรือโครงการฝึกทักษะอาชีพเสริมสวยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งก้าวเข้าสู่เฟสที่ 2 อย่างเต็มตัวเพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับสตรีและกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ
การลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง ลอรีอัล (ประเทศไทย) และกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) แบบผิวเผิน แต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มุ่งเน้นการสร้าง “อาชีพ” ที่สามารถทำได้จริงและยั่งยืน โดยมีการตั้งเป้าหมายใหญ่ในระยะ 5 ปีข้างหน้าเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เข้าร่วมโครงการอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านหลักสูตรการสอนที่เข้มข้นและการสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนจากผู้ที่ขาดโอกาสให้กลายเป็นช่างผมมืออาชีพที่ตลาดแรงงานมีความต้องการสูง ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงความสำเร็จในเฟสแรกที่ผ่านมา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าทักษะความงามสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง พร้อมสำรวจทิศทางใหม่ในเฟสที่ 2 ที่ลอรีอัลและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตั้งเป้าจะขยายผลให้ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ท่ามกลางบริบทโลกที่ความเท่าเทียมทางเพศยังคงต้องใช้เวลาอีกนับร้อยปีกว่าจะไปถึงจุดหมาย การขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่นเช่นนี้จึงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ในมิติของเศรษฐกิจระดับมหภาค
ความสำเร็จเฟสแรก: เมื่อทักษะความงามกลายเป็นต้นทุนชีวิตที่กินได้จริง
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2566 จุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) และลอรีอัล ประเทศไทย ได้สร้างแรงกระเพื่อมที่น่าสนใจในวงการพัฒนาอาชีพ โดยผลการดำเนินงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2569) พบว่าโครงการสามารถผลิตช่างเสริมสวยมืออาชีพได้ถึง 656 คน จากการจัดอบรมทั้งหมด 47 รุ่น ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติในหน้ากระดาษ แต่หมายถึง 656 ครอบครัวที่มีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นและมีความมั่นคงในชีวิตที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่น่าสนใจในเชิงเศรษฐกิจคือการกระจายตัวของผู้ที่จบการศึกษาจากโครงการ โดยมีถึง 246 คนที่เข้าสู่ระบบแรงงานในฐานะลูกจ้างของสถานเสริมสวยและสถาบันความงามชั้นนำ ขณะที่อีก 209 คนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) โดยการเปิดร้านเสริมสวยของตัวเองในชุมชน ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและสร้างวงจรรายได้หมุนเวียนภายในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีอีก 201 คนที่นำความรู้ไปใช้ดูแลสมาชิกในครอบครัว ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอก
หัวใจสำคัญที่ทำให้เฟสแรกประสบความสำเร็จอย่างสูงคือ “คุณภาพ” ของการฝึกอบรมที่ไม่ใช่แค่การสอนพื้นฐานทั่วไป แต่เป็นการถ่ายทอดทักษะขั้นสูง เช่น การทำสีผมแบบมืออาชีพและการให้บริการที่เน้น Soft Skills โดยลอรีอัลได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาคัดเลือกและฝึกอบรมผู้ที่จะมาเป็น “เทรนเนอร์” (Train the Trainer) ด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรฐานการสอนจะเท่าเทียมกันทั่วประเทศ การที่ผู้รับการอบรมได้ฝึกฝนกับอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงยังช่วยสร้างความมั่นใจในการประกอบอาชีพและเพิ่มมูลค่าให้กับงานบริการที่พวกเขามอบให้ลูกค้าในอนาคต
“ลอรีอัลเป็นเครือข่ายที่สำคัญมากในการขับเคลื่อนงานด้านสังคมตามภารกิจของกระทรวง พม. เราตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าใน 5 ปีนี้ จะต้องมีกลุ่มเป้าหมายที่ผ่านการอบรมอย่างน้อย 1,500 คน ซึ่งหากพวกเขาสามารถสร้างรายได้และอาชีพจากทักษะขั้นสูงนี้ได้ นั่นหมายความว่าคุณภาพชีวิตของสมาชิกในครอบครัวเขาก็จะดีขึ้นตามไปด้วย เรียกได้ว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะทวีคูณเป็น 3 เท่าของจำนวนผู้เข้าอบรม” — คุณจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว
กางแผนเฟส 2: ยกระดับสู่เป้าหมาย 1,500 ชีวิตและเครือข่ายงานทั่วไทย
จากการเล็งเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงกับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งลอรีอัลและกรมกิจการสตรีฯ จึงได้ตัดสินใจขยายระยะเวลาความร่วมมือออกไปอีก 5 ปี โดยตั้งเป้าผลิตช่างผมมืออาชีพเพิ่มอีกอย่างน้อย 1,500 คน แผนงานในระยะที่ 2 นี้จะไม่ได้เน้นเพียงแค่การฝึกอบรมในศูนย์เรียนรู้ที่มีอยู่เดิม แต่จะมีการขยายความร่วมมือไปยังศูนย์เรียนรู้และพัฒนาอาชีพสตรีและครอบครัวในพื้นที่ใหม่ๆ เช่น จังหวัดลำปาง นนทบุรี และนครศรีธรรมราช เพื่อให้การเข้าถึงโอกาสกระจายตัวไปยังภูมิภาคต่างๆ ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้นและสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำ

ความพิเศษของเฟส 2 คือการมุ่งเน้นการปรับปรุงหลักสูตรให้ “เข้มข้น” และ “ทันสมัย” ยิ่งขึ้นตามความต้องการของตลาดงานในแต่ละพื้นที่ โดยจะมีการแบ่งระดับหลักสูตรตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ทางโครงการยังให้ความสำคัญกับการ “ติดตามผล” อย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงแค่อบรมแล้วจบไป แต่มีการประเมินว่าผู้เรียนสามารถนำทักษะไปสร้างรายได้ได้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการทำโครงการพัฒนาฝีมือแรงงานของภาครัฐร่วมกับเอกชน
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะถูกนำมาใช้ในเฟสนี้คือการเชื่อมโยงกับ “เครือข่ายร้านซาลอน” ที่เป็นพันธมิตรของลอรีอัลทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจ้างงานให้กับผู้ที่สำเร็จการศึกษา การสร้าง Matching System นี้จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีฝีมือในอุตสาหกรรมความงาม ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้รับการอบรมมั่นใจได้ว่าจะมีตลาดรองรับทันทีหลังเรียนจบ เป็นการปิดช่องว่างระหว่างการศึกษาและการจ้างงาน (Skill Gap) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความยั่งยืนให้กับวงจรอาชีพในระยะยาว
ทำไม “ความงาม” ถึงเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความยากจน
หากมองในระดับมหภาค ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่าโลกเราต้องใช้เวลาอีกถึง 123 ปี กว่าที่ความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชายจะเกิดขึ้นจริง ความเหลื่อมล้ำนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักต้องแบกรับภาระงานบ้านที่ไม่ได้ค่าจ้างมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า โครงการ “Beauty for a Better Life” จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ ด้วยการมอบทักษะที่สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ได้ทันทีและมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง ช่วยให้ผู้หญิงสามารถบริหารจัดการทั้งงานและครอบครัวไปพร้อมกันได้
สำหรับลอรีอัล โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาความยั่งยืน “L’Oréal for the Future” ที่มุ่งหวังจะใช้ความเชี่ยวชาญด้านความงามมาสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยในระดับโลกโครงการนี้ได้เปลี่ยนชีวิตผู้คนมาแล้วกว่า 100,000 คนในหลายประเทศ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาค SAPMENA (เอเชียแปซิฟิกใต้, ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ) ที่มีการดำเนินงานอย่างแข็งแกร่งและมีตัวเลขผู้รับผลประโยชน์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของบุคลากรไทยในอุตสาหกรรมบริการ
ในท้ายที่สุด การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านทักษะอาชีพเสริมสวยไม่ได้เป็นเพียงการสอนให้คนทำผมเป็น แต่เป็นการมอบ “อำนาจในการตัดสินใจ” และ “อิสรภาพทางการเงิน” ให้กับกลุ่มเปราะบาง เมื่อสตรีและสมาชิกในครอบครัวมีรายได้ที่มั่นคง ปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น หนี้สินครัวเรือน หรือความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดจากความกดดันทางเศรษฐกิจก็จะมีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย นี่คือมิติของเศรษฐกิจที่ผสานเข้ากับงานสังคมสงเคราะห์ได้อย่างลงตัว เพื่อเป้าหมายในการสร้างสังคมไทยที่ “อยู่ดี มีโอกาส” สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
“เราเชื่อในพลังของความงามที่สามารถเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้ โครงการนี้ใช้ความเชี่ยวชาญที่เรามีมาเสริมทักษะให้กับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้เขามีต้นทุนที่แข็งแรงในการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะในวันที่ตัวเลขความเหลื่อมล้ำทางเพศยังเป็นเรื่องที่น่ากังวล เราจึงมุ่งมั่นที่จะขยายผลความร่วมมือนี้ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมและส่งเสริมศักยภาพที่พวกเขามีอยู่แล้วให้เปล่งประกายออกมา” — คุณอรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด
#LorealThailand #BeautyForABetterLife #กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว #สร้างอาชีพ #พลังหญิง #ความเท่าเทียม #เศรษฐกิจไทย #TheReporterAsia

