ท่ามกลางกระแสลมเปลี่ยนทิศของเศรษฐกิจโลกที่ถูกซ้ำเติมด้วยความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอุตสาหกรรมไทยอย่าง เอสซีจี (SCG) กลับโชว์ฟอร์มแกร่งในไตรมาสแรกของปี 2569 ด้วยการประกาศผลประกอบการที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถทำกำไรและกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นท่ามกลางปัจจัยลบที่รุมเร้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถในการปรับตัวและการวางกลยุทธ์เชิงรุกที่แม่นยำเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้อย่างทันท่วงที
ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เป็นผลจากการดำเนินกลยุทธ์ที่เรียกว่า “กลยุทธ์เชิงรุก” ซึ่งแบ่งออกเป็นแผนระยะสั้นผ่านศูนย์บัญชาการ ‘Daily War Room’ เพื่อควบคุมต้นทุนและดูแลซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับแผนระยะยาว 2 ปีในการยกระดับโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ GC เพื่อศึกษาการร่วมทุนในธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จะสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมไทยในระดับสากล
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 เอสซีจีมีรายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 123,327 ล้านบาท และมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 6,223 ล้านบาท ขณะที่ตัวเลข Adjusted Cash EBITDA ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดกระแสเงินสดที่สะท้อนการดำเนินงานจริง พุ่งสูงถึง 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าเอสซีจีสามารถ “ตั้งรับแรงกระแทก” และรักษาเสถียรภาพทางการเงินไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แม้ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Daily War Room’ ศูนย์บัญชาการสู้วิกฤตพลังงานและวัตถุดิบผันผวน
การเผชิญหน้ากับความผันผวนของราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เอสซีจีต้องยกระดับการบริหารจัดการขึ้นสู่ระดับสูงสุดด้วยการจัดตั้ง ‘Daily War Room’ ศูนย์กลางแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นสมองกลในการรวบรวมข้อมูลรายวันจากทั่วโลกเพื่อนำมาวิเคราะห์และหาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งใหม่ๆ นอกพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว และเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการผลิตจะไม่หยุดชะงัก
นอกจากการบริหารต้นทุนวัตถุดิบแล้ว การจัดการด้านพลังงานยังเป็นหัวใจสำคัญที่เอสซีจีให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก โดยมีการเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในโรงงานและเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น รวมไปถึงการขยายการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) ในการขนส่งสินค้าเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงและผันผวน กลยุทธ์ดังกล่าวยังได้รับอานิสงส์จากการที่มีฐานการผลิตกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญในสภาวะวิกฤต
ในส่วนของการรักษาวินัยทางการเงิน เอสซีจีได้ดำเนินการอย่างเข้มงวดด้วยการหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไรในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 4,300 ล้านบาทในปี 2569 นี้ แม้ว่าเงินทุนหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นจากการสำรองสินค้าคงคลังเพื่อรองรับความไม่แน่นอน แต่บริษัทยังสามารถควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและลดหนี้สินสุทธิลงได้ถึง 2,813 ล้านบาท ความแข็งแกร่งนี้สะท้อนผ่านอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ที่ลดลงเหลือ 5.0 เท่า และมีเงินสดคงเหลือในมือสูงถึง 67,137 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส
ผนึกกำลังข้ามค่าย SCGC จับมือ GC ศึกษาดีลประวัติศาสตร์ปั้นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย
หนึ่งในข่าวใหญ่ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่วงการอุตสาหกรรมคือ การที่เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ GC ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ผ่านการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจรและมีประสิทธิภาพสูงสุดร่วมกัน
กระบวนการศึกษาการร่วมทุนในครั้งนี้จะดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเน้นการตรวจสอบสภาพกิจการ (due diligence) และต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการของทั้งสองบริษัท รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง คาดการณ์ว่าผลการศึกษาจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 ซึ่งในระหว่างนี้ ทั้งสองบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจแยกจากกันอย่างเป็นอิสระ แต่เป้าหมายปลายทางคือการสร้างโมเดลธุรกิจปิโตรเคมีที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานความผันผวนของตลาดโลกได้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของ “แผนระยะ 2 ปี” (2569-2570) ที่เอสซีจีมุ่งเน้นการสร้างกล้ามเนื้อให้แก่ธุรกิจ การผนึกกำลังกับ GC ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความซ้ำซ้อนของการลงทุน แต่ยังเป็นการดึงจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาสร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ ท่ามกลางภาวะที่ผู้ผลิตในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลางต้องลดกำลังการผลิตลงเนื่องจากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งจะช่วยให้เอสซีจีสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดและตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศได้อย่างยั่งยืน
รุกตลาดอาเซียนด้วย Robotics & Automation และโครงการ LSPE เวียดนามที่คืบหน้าเกินครึ่ง
เอสซีจีมุ่งเน้นการบริหารความได้เปรียบจากการมีฐานการผลิตที่หลากหลายในอาเซียน (Regional Optimization) โดยใช้กลยุทธ์การรวมศูนย์การผลิตและนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics) รวมถึงระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การปรับเปลี่ยนนี้คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตทั่วทั้งอาเซียนได้มากกว่าปีละ 3,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวท่ามกลางภาวะต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นในทุกพื้นที่
สำหรับโครงการสำคัญที่เป็นความหวังของธุรกิจปิโตรเคมีในภูมิภาค คือโครงการ LSPE ที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ก๊าซอีเทนเป็นวัตถุดิบในโรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ปัจจุบันโครงการนี้มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 54% และเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปลายปี 2570 ซึ่งเมื่อโรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ จะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มหาศาลถึงปีละกว่า 6,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
ในส่วนของเอสซีจี เดคคอร์ (SCG Decor) ก็มีการรุกตลาดเวียดนามอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน เพื่อใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของภูมิภาค ขณะเดียวกันในประเทศไทยก็ได้มีการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและเปิดสายการผลิตเกลซพอร์ซเลนใหม่เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า กลยุทธ์การขยายฐานในอาเซียนนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการหาตลาดใหม่ แต่เป็นการสร้างเครือข่ายการผลิตที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงสุดในระดับภูมิภาค
นวัตกรรมกรีนและสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ตัวแปรสำคัญชิงส่วนแบ่งตลาดคนรักรักษ์โลก
ภายใต้แผนงานระยะ 2 ปี เอสซีจีได้ผลักดันสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ “Green Products” พร้อมด้วยสินค้าคุณภาพดีราคาคุ้มค่า (SVP) และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) เป็นหัวหอกหลักในการทำตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการรักษ์โลกควบคู่ไปกับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ” ที่ปัจจุบันมียอดจำหน่ายเข้าถึงตลาดในประเทศแล้วกว่า 80% และยังสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากกลุ่มปูนซีเมนต์แล้ว เอสซีจียังได้พัฒนานวัตกรรมในกลุ่มผลิตภัณฑ์ก่อสร้างอื่นๆ เช่น คอนกรีตซีแพค (CPAC) รุ่นพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อพื้นที่เฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตทนดินเค็มสำหรับภาคอีสาน หรือคอนกรีตทนน้ำเค็มสำหรับสิ่งปลูกสร้างริมชายฝั่งทะเล นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความทนทานและยืดอายุการใช้งานของสิ่งปลูกสร้าง แต่ยังช่วยลดระยะเวลาในการทำงานของช่างก่อสร้าง ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าเพิ่มที่ลูกค้ายินดีจ่ายและคู่แข่งตามได้ยาก
ในฝั่งของเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และเอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการจำหน่ายสินค้ากลุ่ม SVP เช่น หลังคาและบอร์ดไม้สังเคราะห์ ซึ่งทำรายได้รวมกว่า 993 ล้านบาทในไตรมาสเดียว รวมถึงการเปิดตัวนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความเป็นอยู่ เช่น ระบบหลังคากันความร้อน และกระเบื้องปูพื้นรุ่นคอมฟอร์ทที่ช่วยลดการสะสมความร้อน การมุ่งเน้นสินค้า HVA และ Green Products จึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มอัตรากำไรต่อรายได้ให้สูงขึ้น แม้จะเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตก็ตาม
ส่องทิศทางพลังงานสะอาดและธุรกิจแพคเกจจิ้งที่กลับมาสดใสในตลาดอาเซียน
ธุรกิจพลังงานสะอาดภายใต้ชื่อ ‘SCG Cleanergy’ กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตสะสมจากโครงการที่ดำเนินการแล้วรวม 141 เมกะวัตต์ จากการปรับกระบวนการพัฒนาโครงการให้รวดเร็วขึ้น ทำให้สามารถเปิดโครงการซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ทั้งกับภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง ธุรกิจนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ใหม่ แต่ยังช่วยให้เอสซีจีและลูกค้าลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ได้จริง
ด้านธุรกิจแพคเกจจิ้ง หรือ SCGP ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกกลับมามีทิศทางที่สดใส โดยมีกำไร 1,566 ล้านบาท ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอินโดนีเซียและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อลดต้นทุน นอกจากนี้ ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วทั้งอาเซียนยังคงขยายตัวดีต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของการบริโภคในภูมิภาค ส่งผลให้ SCGP สามารถรักษาการเติบโตและปรับสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคได้ตามเป้าหมาย
เอสซีจีปียังคงยึดถือแนวทาง Customer Centricity หรือการมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง พร้อมกับการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management) เพื่อเตรียมความพร้อมต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน การปรับสมดุลระหว่างการใช้พลังงานและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเหมาะสม ทำให้ SCGP เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยพยุงผลประกอบการรวมของกลุ่มเอสซีจีให้เติบโตอย่างมั่นคง
“แม้ความผัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบผันผวน กระทบเศรษฐกิจโลก ไทย และหลายภาคธุรกิจ ซึ่งคาดว่าสถานการณ์นี้จะยืดเยื้อต่อ แต่การที่เอสซีจีตัดสินใจดำเนิน ‘กลยุทธ์เชิงรุก’ อย่างทันท่วงทีตั้งแต่ระยะต้น ทำให้สามารถ ‘ตั้งรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้ก่อน’ และ ‘คุมสถานการณ์ได้จริง’ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพต่อเนื่อง”
— นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี
นายธรรมศักดิ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจถึงสถานะทางการเงินของบริษัทว่ายังมีความแข็งแกร่งอย่างมาก ด้วยการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวดและการเร่งเสริมแกร่งขีดความสามารถทางการแข่งขันในทุกกลุ่มธุรกิจ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าและการปรับตัวเชิงรุกทำให้เอสซีจีมั่นใจว่าจะมีกระแสเงินสดเพียงพอสำหรับการลงทุนในโครงการสำคัญ และพร้อมสู้ทุกความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อการเติบโตในระยะยาว
#SCG #เอสซีจี #ผลประกอบการ #เศรษฐกิจไทย #ปิโตรเคมี #GC #นวัตกรรมกรีน #พลังงานสะอาด #อาเซียน #ข่าวเศรษฐกิจ

