SCGD กำไรพุ่ง 14% ฝ่าวิกฤตโลก รุกหนักเวียดนาม-ไทย ปั้นฐานผลิต

SCGD กำไรพุ่ง 14% ฝ่าวิกฤตโลก รุกหนักเวียดนาม-ไทย ปั้นฐานผลิต

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยากจะคาดเดา เอสซีจี เดคคอร์ หรือ SCGD โชว์ศักยภาพผู้นำอาเซียนด้วยกำไรไตรมาสแรกปี 2569 ที่เติบโตอย่างน่าทึ่ง พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์เขย่าฐานการผลิตใหม่เพื่อครองตลาดระยะยาว

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGD กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงแข็งแกร่ง มีความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญภาวะตลาดที่ผันผวนและท้าทาย เรามุ่งบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพิ่มความสามารถในการทำกำไรและศักยภาพการแข่งขันในตลาด ผ่านการบริหารจัดการฐานการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้า


เจาะงบไตรมาสแรก SCGD กำไรโตแกร่งสวนกระแสความผันผวนทั่วโลก

ผลประกอบการของ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 กลายเป็นจุดสนใจของตลาดทุนอย่างมาก เมื่อบริษัทสามารถทำกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นได้ถึง 247 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยลบจากตลาดโลกที่รุมเร้า ทั้งปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าขนส่งที่ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนที่มีวินัยและประสิทธิภาพสูง ทำให้บริษัทสามารถรักษาความแข็งแกร่งของตัวเลขกำไรเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม

หากพิจารณาในเชิงลึกจะพบว่าตัวเลข EBITDA หรือกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย อยู่ที่ 780 ล้านบาท โดยมีอัตรา EBITDA on Sales อยู่ที่ร้อยละ 14.1 ซึ่งถือเป็นระดับที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และมีความใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารายได้จากการขายรวมจะอยู่ที่ 5,552 ล้านบาท ซึ่งลดลงร้อยละ 7 จากปีก่อน แต่เมื่อพิจารณาโดยไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน จะพบว่ารายได้ลดลงเพียงร้อยละ 4 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรที่ยังคงเหนียวแน่น แม้ปริมาณยอดขายจะได้รับผลกระทบบ้างจากสภาวะตลาดที่ชะลอตัวในบางพื้นที่

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงรายได้ไม่ให้ทรุดตัวลงแรงคือ ผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมในประเทศเวียดนามที่มียอดขายเติบโตสวนกระแสตลาดอื่น การที่ SCGD สามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดและขยายตัวได้ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างอาเซียน เป็นเครื่องยืนยันว่ากลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงและการเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคเริ่มส่งผลลัพธ์ที่ชัดเจน ผู้บริหารระดับสูงมองว่าความท้าทายจากสถานการณ์ตะวันออกกลางมีผลกระทบต่อธุรกิจในวงจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกไปยังภูมิภาคดังกล่าวน้อยกว่าร้อยละ 1 ของยอดขายรวม อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าศักยภาพในการทำกำไรจะยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจตลอดทั้งปี


ยกระดับเวียดนามเป็นเสาหลัก ดันโรงงาน Pho Yen สู่ฐานส่งออกโลก

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ SCGD กำลังเร่งดำเนินการคือการยกระดับธุรกิจภายใต้แบรนด์ PRIME ในเวียดนามให้กลายเป็นเสาหลักของการเติบโตในอนาคต โดยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา PRIME สามารถทำยอดขายกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนได้สูงถึง 11.8 ล้านตารางเมตร ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือความนิยมในกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่พุ่งสูงขึ้น โดยมียอดขายทั้งในเวียดนามและส่งออกรวมกว่า 3.9 ล้านตารางเมตร หรือเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการสินค้าคุณภาพสูงในตลาดอาเซียนและตลาดโลกยังคงมีอยู่มาก และ SCGD ก็สามารถตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้อย่างตรงจุด

เพื่อเป็นการรองรับดีมานด์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงได้ตัดสินใจลงทุนครั้งสำคัญด้วยงบประมาณ 660 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนเพิ่มอีก 6.6 ล้านตารางเมตร โดยการขยายสายการผลิตนี้จะเกิดขึ้นที่โรงงาน PRIME Pho Yen ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเวียดนาม เมื่อโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ในปี 2570 จะส่งผลให้ PRIME มีกำลังการผลิตเกลซพอร์ซเลนรวมทั้งหมด 33.4 ล้านตารางเมตร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตทั้งหมดของเครือ การขยายฐานการผลิตในเวียดนามไม่เพียงแต่เพื่อป้อนตลาดในประเทศที่กำลังเติบโตเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้เวียดนามเป็น Hub สำหรับการส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกด้วย

การมุ่งเน้นที่เวียดนามถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Regional Optimization ที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุนในระยะยาว เนื่องจากเวียดนามมีข้อได้เปรียบทั้งในด้านต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้และทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมต่อการส่งออก นอกจากนี้ บริษัทยังไม่หยุดเพียงแค่การขยายกำลังผลิต แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เช่น กระเบื้องที่สามารถดูดซับแสงในเวลากลางวันและคายแสงในสภาพแสงน้อย ซึ่งพัฒนาโดยทีมงานในเวียดนาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าของ SCGD และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน


รวมศูนย์การผลิตในไทย เพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนและปั้น Hub นวัตกรรม

ในส่วนของการดำเนินงานภายในประเทศไทย SCGD ได้วางแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ด้วยการรวมศูนย์สายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน การปรับเปลี่ยนนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และเดินกำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการแล้ว การรวมศูนย์การผลิตยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการติดตั้งสายการผลิตใหม่ที่จะรองรับความต้องการกระเบื้องขนาดใหญ่และรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มหลักของตลาดวัสดุตกแต่งในปัจจุบัน

โครงการรวมศูนย์การผลิตในประเทศไทยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2570 โดยจะมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 44.5 ล้านตารางเมตรต่อปี ตัวเลขนี้ถือว่าเพียงพอต่อความต้องการของตลาดและจะช่วยให้บริษัทรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดในไทยได้อย่างมั่นคง แม้ว่าการปรับโครงสร้างในครั้งนี้จะทำให้บริษัทต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องประมาณ 679 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด แต่จากการพิจารณาผลตอบแทนในระยะยาวพบว่า โครงการนี้มีอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) และระยะเวลาคืนทุนที่คุ้มค่าและสอดคล้องกับเกณฑ์การลงทุนของบริษัทอย่างเข้มงวด

ความเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการลดต้นทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นการตั้งไทยเป็น Hub of Innovation หรือศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ การย้ายสายการผลิตมาอยู่รวมกันจะช่วยให้การพัฒนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ทำได้รวดเร็วและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้หลากหลายยิ่งขึ้น สิ่งนี้จะสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยใช้จุดแข็งในด้านคุณภาพ ดีไซน์ และนวัตกรรมที่เหนือกว่าเป็นตัวดึงดูดลูกค้า การควบรวมเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเข้ากับความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ทำให้SCGD เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในตลาดบ้านเกิด


รุกตลาด HVA และ Smart Value พร้อมเดินหน้าพลังงานสะอาดลดภาระต้นทุน

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้SCGD สามารถฝ่าฟันมรสุมเศรษฐกิจมาได้คือ การปรับพอร์ตสินค้าให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์ลูกค้าครบทุกเซกเมนต์ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงหรือ HVA ที่ยังคงเป็นตัวสร้างรายได้หลัก คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 36 ของรายได้รวม ขณะเดียวกันในช่วงที่ตลาดมีการชะลอตัว บริษัทได้รุกตลาดกลุ่ม Smart Value (SVP) ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพดีตามมาตรฐานในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยปัจจุบันมียอดขายจากกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18 การเข้าถึงความต้องการที่แตกต่างกันของผู้บริโภคผ่านกลยุทธ์ “Deep Customer Insight” ทำให้บริษัทสามารถรักษายอดขายและส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

การจัดการต้นทุนด้านพลังงานเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่SCGD ให้ความสำคัญอย่างมากเพื่อสร้างความยั่งยืน บริษัทได้เร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก ทั้งพลังงานชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก ปัจจุบันมีการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลไปแล้วกว่าร้อยละ 25 ของการใช้พลังงานทั้งหมด โดยมีการติดตั้งหน่วยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่มเติมที่นิคมอุตสาหกรรมหนองแค นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อีกร้อยละ 13.6 การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมขององค์กรให้ก้าวไปสู่ระดับสากลอีกด้วย

นอกจากธุรกิจพื้นผิวแล้ว ธุรกิจสุขภัณฑ์ในอาเซียนก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตที่น่าจับตามอง ในไตรมาสแรกมียอดขายสุขภัณฑ์ในต่างประเทศสูงถึง 141 ล้านบาท พร้อมกับการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็น 212 ราย ขณะที่กลุ่มสินค้าเกี่ยวเนื่อง (Complementary Products) เช่น ปูนกาวยาแนว และแผ่นท็อปเคาน์เตอร์ ก็มียอดขายเติบโตขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อน ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์สะท้อนให้เห็นว่า SCGDไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตกระเบื้องเท่านั้น แต่คือผู้นำโซลูชันด้านการตกแต่งครบวงจรที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับความเจริญของภูมิภาคอาเซียน


ความแข็งแกร่งทางการเงินคือกุญแจสู่การลงทุนระยะยาว

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGDได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของบริษัทที่มาจากการปรับตัวเชิงรุก โดยระบุว่าผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาสนี้เกิดจากการบริหารจัดการฐานการผลิตแบบองค์รวมและการพัฒนานวัตกรรมสินค้าอย่างต่อเนื่อง แม้โลกจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่การที่บริษัทเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอาเซียนทำให้มีโอกาสและจุดแข็งที่เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่น ความมุ่งมั่นในการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัยควบคู่ไปกับการเพิ่มความสามารถในการทำกำไร จะเป็นรากฐานที่ส่งผลให้SCGD สามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันและส่วนแบ่งการตลาดในระยะยาวได้อย่างมั่นคง

ด้านฐานะทางการเงินของบริษัทในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสำรองไว้กว่า 9 พันล้านบาท ขณะที่โครงสร้างหนี้สินยังคงได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA คงอยู่ที่เพียง 1.1 เท่าเท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงสภาพคล่องที่ล้นเหลือและความพร้อมในการขยายการลงทุนตามแผนงานที่วางไว้ บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญของงบลงทุนอย่างรอบคอบ โดยจะมุ่งเน้นไปที่โครงการที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต

นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน ได้เสริมทัพข้อมูลถึงการขยายตัวของธุรกิจสุขภัณฑ์และความสำเร็จในการนำเสนอนวัตกรรมในเวทีโลก การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและอีเวนต์ระดับโลกทำให้SCGD ได้พบกับพันธมิตรใหม่ๆ และนำเสนอโซลูชันที่ทันสมัยให้กับตลาดโลกได้โดยตรง ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพรวมขององค์กรที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และพร้อมที่จะปรับโครงสร้างธุรกิจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ ด้วยพื้นฐานทางการเงินที่ปึ้กและยุทธศาสตร์การรุกตลาดที่ชัดเจน SCGDจึงเป็นหนึ่งในบริษัทที่น่าจับตามองที่สุดในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่งของภูมิภาคนี้

“สำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเห็นการเติบโตต่อเนื่องในธุรกิจสุขภัณฑ์ โดยเฉพาะในอาเซียน ทั้งจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มผู้แทนจำหน่ายในต่างประเทศ… มียอดขายสุขภัณฑ์ในต่างประเทศกว่า 141 ล้านบาท พร้อมเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเป็น 212 ราย” นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD

#SCGD #เอสซีจีเดคคอร์ #ผลประกอบการ2569 #การลงทุนเวียดนาม #นวัตกรรมกระเบื้อง #พลังงานสะอาด #อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง #เศรษฐกิจอาเซียน

Related Posts