จับตาไทยโอกาสทอง ครัวของโลก ท่ามกลางวิกฤตสงคราม พลังงานพุ่ง

จับตาไทยโอกาสทอง ครัวของโลก ท่ามกลางวิกฤตสงคราม พลังงานพุ่ง

วิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ไม่เพียงแต่จะส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความมั่นคงทางการเมืองโลกเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็น “พายุสมบูรณ์แบบ” ที่พัดถล่มห่วงโซ่อุปทานอาหารตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยที่ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ ทั้งในมิติของต้นทุนการผลิตที่พุ่งทะยานตามราคาพลังงานและความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญอย่างปุ๋ยเคมีและบรรจุภัณฑ์พลาสติก

ทว่าในวิกฤตที่ดูเหมือนจะมืดมนนี้ กลับมี “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สามารถปรับตัวได้ทันท่วงที เนื่องจากความต้องการสินค้าอาหารบางประเภทพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารในยามฉุกเฉิน ซึ่งนี่อาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญของไทยในการตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น “ครัวของโลก” ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน


พายุต้นทุนพัดถล่มต้นน้ำ เกษตรกร-ปศุสัตว์-ประมง กระอักราคาปุ๋ยและพลังงาน

สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตและส่งออกปุ๋ยยูเรียรายใหญ่ของโลกที่มีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีสูงถึง 95% ของความต้องการใช้ทั้งหมด และเป็นการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลางมากกว่า 70% เมื่ออุปทานจากแหล่งผลิตหลักหยุดชะงัก ดัชนีราคาปุ๋ยยูเรียโลกจึงพุ่งสูงขึ้นกว่า 70% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม ส่งผลให้ต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรไทยพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากสถานการณ์ราคายังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง อาจกดดันให้เกษตรกรลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลง จนนำไปสู่ปัญหาผลผลิตต่อไร่ที่ลดลงและคุณภาพของผลผลิตที่ด้อยประสิทธิภาพลงในฤดูกาลถัดไป

ไม่เพียงแต่ภาคการเพาะปลูกเท่านั้น แต่ห่วงโซ่การผลิตในภาคปศุสัตว์ยังได้รับผลกระทบเป็น Domino Effect จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่แพงขึ้นตามราคาปุ๋ยและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “ถั่วเหลือง” ซึ่งไทยต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด โดยมีบราซิลเป็นแหล่งนำเข้าหลัก วิกฤตครั้งนี้ทำให้ค่าระวางเรือและค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงครามพุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังต้องใช้เวลาขนส่งนานขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง นอกจากนี้ ต้นทุนภายในของบราซิลเองก็เพิ่มขึ้นตามราคาปุ๋ยที่นำเข้าจากตะวันออกกลางเช่นกัน ซึ่งแรงกดดันทั้งหมดนี้ได้สะท้อนมายังราคาอาหารสัตว์ในไทยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกลายเป็นภาระหนักหน่วงของผู้ประกอบการปศุสัตว์ไทยในปัจจุบัน

ขณะที่ภาคประมงไทยก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากไม่แพ้กัน เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นต้นทุนหลักที่มีสัดส่วนสูงถึง 70% ของต้นทุนการออกเรือทั้งหมด ข้อมูลจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า “ราคาน้ำมันเขียว” หรือดีเซลสำหรับเรือประมง พุ่งก้าวกระโดดจาก 30 บาทต่อลิตรไปแตะระดับ 50 บาทต่อลิตรในช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือนหลังเกิดสงคราม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบีบให้ชาวประมงพื้นบ้านหลายรายต้องหยุดออกเรือ ขณะที่บางส่วนต้องลดระยะทางในการเดินเรือลง ส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำที่ป้อนเข้าสู่ตลาดลดลงอย่างมาก ปัญหานี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อรายได้ของชาวประมงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจแพปลา ตลาดสด ห้องเย็น อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ ไปจนถึงราคาอาหารทะเลในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


วิกฤตบรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ชะงักงัน แรงกดดันใหม่ที่ผู้ผลิตอาหารต้องเผชิญ

อีกหนึ่งมิติที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มอย่างรุนแรงคือ วิกฤตขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งเป็นผลมาจากการโจมตีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติและคลังส่งออกโพรเพนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภาวะ Supply Shock ที่เกิดขึ้นทำให้ราคาเม็ดพลาสติกประเภท Food Grade เช่น PE, PP และ LDPE ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ในไทยหลายรายต้องเผชิญกับต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่แพงขึ้นและเริ่มมีสต็อกวัตถุดิบในมืออย่างจำกัด จนผู้ประกอบการบางรายจำเป็นต้องปรับแผนการผลิตด้วยการลดกำลังการผลิตลง หรือหันไปผลิตเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ขายดีเพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและสภาพคล่องทางการเงิน

นอกจากต้นทุนวัตถุดิบแล้ว ต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ยังเป็นความท้าทายที่สำคัญ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อค่าขนส่งในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหารสดและอาหารแช่เย็นแช่แข็งที่ต้องพึ่งพาระบบขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติ การที่เส้นทางเดินเรือหลักถูกจำกัดและการต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ (Rerouting) เพื่อความปลอดภัย ทำให้ Lead Time ในการส่งมอบสินค้าคาดเดาได้ยากขึ้นและมีค่าธรรมเนียมแฝงเพิ่มขึ้นมากมาย ผู้ส่งออกไทยจึงจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างรัดกุม ทั้งการจองระวางเรือล่วงหน้าและการทำสัญญาประกันภัยความเสี่ยงสงคราม เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อคุณภาพสินค้าและรายได้จากการส่งออก

สถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารโลก (Global Food Security) ในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เปราะบางมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากหลายประเทศเริ่มออกมาตรการระงับการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อสำรองไว้ใช้ภายในประเทศยามฉุกเฉิน ตัวอย่างเช่น อิหร่านและคูเวตที่ระงับการส่งออกสินค้าอาหารทุกชนิด หรือรัสเซียและปากีสถานที่จำกัดการส่งออกธัญพืชหลัก การที่อุปทานอาหารในตลาดโลกลดลงท่ามกลางระบบโลจิสติกส์ที่ติดขัด ยิ่งซ้ำเติมให้เกิดภาวะ “ข้าวยากหมากแพง” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในประเทศที่เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ อย่างไรก็ตาม ภาวะที่ประเทศคู่แข่งชะลอการส่งออกนี้ กลับกลายเป็นช่องว่างทางการตลาดที่สำคัญให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปเติมเต็มความต้องการได้

ครัวของโลก
โชติกา ชุ่มมี ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิต ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

โอกาสทองของไทยในฐานะ “ครัวของโลก” กลยุทธ์รุกตลาดส่งออกท่ามกลางสงคราม

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวและเงินเฟ้อจะกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคจนทำให้ความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง แต่สำหรับสินค้าอาหารพื้นฐานและสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษานานกลับมีความต้องการพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลกได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นเพื่อเร่งสะสมสต็อกสร้างความมั่นคงด้านอาหารในหลายประเทศ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทูน่ากระป๋องซึ่งไทยมีศักยภาพการแข่งขันสูงที่สุดในตลาดโลก รวมถึงผักและผลไม้กระป๋อง อาหารฮาลาลแปรรูป และอาหารกึ่งสำเร็จรูปอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารพร้อมทาน (Ready-to-eat) ที่ตอบโจทย์การบริโภคในยามวิกฤตได้ดีเยี่ยม

เพื่อคว้าโอกาสในวิกฤตครั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวเชิงรุกผ่านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยอาจพิจารณากระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนที่อยู่ใกล้และมีความปลอดภัยสูงกว่า รวมถึงการมองหาเส้นทางขนส่งทางเลือก เช่น Land Bridge หรือการส่งสินค้าไปยังท่าเรือที่อยู่นอกเขตความขัดแย้งเพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ (Packaging Innovation) โดยหันมาใช้พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) ที่ผลิตภายในประเทศ หรือวัสดุอื่น ๆ อย่างแก้วและกระดาษ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบและเม็ดพลาสติกจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยและสอดรับกับเทรนด์ความยั่งยืนของโลกอีกด้วย

บทสรุปของวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ แม้จะสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างต่อต้นทุนการผลิต แต่ก็นับเป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานอาหารฮาลาลและรุกตลาดส่งออกในฐานะ “ครัวโลก” ที่มีความมั่นคงและปลอดภัย การนำเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) มาประยุกต์ใช้เพื่อลดการใช้ปุ๋ยและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดต้นทุนอย่างยั่งยืน หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมืออาชีพ ไทยจะไม่เพียงแต่ก้าวข้ามผ่านวิกฤตนี้ไปได้เท่านั้น แต่จะสามารถสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในเวทีอุตสาหกรรมอาหารโลกได้อย่างภาคภูมิ


“อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบที่เป็น Domino Effect จากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการในการขยายตลาดส่งออกอาหารที่เก็บรักษาได้นานและอาหารพร้อมทาน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านความมั่นคงอาหารของโลก” โชติกา ชุ่มมี ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิต ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)


#SCBEIC #เศรษฐกิจโลก #สงครามอิหร่าน #อุตสาหกรรมอาหาร #ส่งออกไทย #ความมั่นคงด้านอาหาร #ครัวโลก #วิกฤตพลังงาน #ปุ๋ยเคมี #การวิเคราะห์อุตสาหกรรม

Related Posts