ประเทศไทยได้ตอกย้ำภาพจำของการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สำคัญอีกครั้ง เมื่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ หน่วยงานหลักที่มีบทบาทอันยาวนานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้ประกาศข่าวดีครั้งประวัติศาสตร์ที่สร้างความตื่นตัวให้กับแวดวงการลงทุนและกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอย่างเป็นทางการ โดยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจและสิทธิ์ขาดโดยตรงจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บอร์ดบีโอไอ ได้ร่วมกันลงมติเห็นชอบและอนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่จากกลุ่มทุนข้ามชาติ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการก้าวเดินที่ถูกทิศทางของนโยบายภาครัฐในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่มีมูลค่าสูงและใช้เทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาตั้งฐานกำลังการผลิตในประเทศ เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่ยั่งยืน
การตัดสินใจครั้งสำคัญในรอบนี้เป็นการอนุมัติคำขอขยายแผนงานและการลงทุนในเฟสสองของผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Printed Circuit Board (PCB) ชั้นนำระดับโลกจำนวน 3 ราย ซึ่งประกอบไปด้วย บริษัท คอมเปค เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์ (ไทยแลนด์) จำกัด. กลุ่มผู้ประกอบการชั้นนำเหล่านี้ล้วนเป็นยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศจีนและไต้หวัน ซึ่งได้เข้ามาปักธงและเริ่มต้นลงทุนในเฟสแรกในผืนแผ่นดินไทยไปแล้วในช่วงเวลา 1 ถึง 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยเม็ดเงินลงทุนเริ่มต้นรวมกันมหาศาลกว่า 35,000 ล้านบาท พร้อมทั้งช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่บุคลากรและแรงงานฝีมือชาวไทยไปแล้วมากกว่า 7,000 คน
สำหรับการอนุมัติขยายการลงทุนระลอกใหม่ในเฟสสองครั้งนี้ คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมไหลทะลักเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอีกกว่า 22,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจเต็มร้อยของกลุ่มทุนต่างชาติที่มองว่าไทยเป็นทำเลทองสำหรับการเติบโตในระยะยาว
ความสำคัญของการขยายการลงทุนมูลค่ากว่าสองหมื่นล้านบาทในเฟสสองนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การขยายโรงงานหรือเพิ่มปริมาณเครื่องจักรเท่านั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์หลักในการเชื่อมโยงและรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคตอย่าง ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Data Center โดยแผงวงจร PCB ที่จะผลิตจากโรงงานเฟสใหม่นี้จะถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์ล้ำสมัยอย่าง AI Server ที่ใช้ใน Data Center, ระบบสื่อสารโทรคมนาคมความเร็วสูง ตลอดจนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะนานาชนิด
สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่จะช่วยผลักดันและยกระดับภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคอาเซียน พร้อมกันนี้ยังก่อให้เกิดการจ้างงานและพัฒนาทักษะของบุคลากรทางเทคโนโลยีชาวไทยเพิ่มเติมอีกกว่า 5,000 คน ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ทัดเทียมระดับสากล
เจาะลึกรายโครงการลงทุนไทย
เมื่อพิจารณารายละเอียดเชิงลึกของแต่ละโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในครั้งนี้ โครงการแรกที่โดดเด่นและน่าสนใจอย่างยิ่งคือ โครงการของ บริษัท คอมเปค เทคโนโลยี (Compeq Technology) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกที่มีชื่อเสียงยาวนานจากสาธารณรัฐประชาชนจีน. การขยายการลงทุนในเฟสสองนี้ คอมเปค จะมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดอ่อนตัวได้ หรือ Flexible PCB ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมแผงวงจรที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถบิดโค้งงอได้ตามความต้องการ มีข้อดีที่เด่นชัดในเรื่องการประหยัดพื้นที่ภายในตัวเครื่อง มีน้ำหนักที่เบามาก และมีความทนทานต่อการดัดงอซ้ำๆ ได้เป็นอย่างดี
คุณสมบัติพิเศษเหล่านี้ทำให้ Flexible PCB กลายเป็นชิ้นส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ที่มีขนาดกะทัดรัด เช่น คอมพิวเตอร์พกพา แล็ปท็อป สมาร์ตโฟนเรือธง สมาร์ตวอตช์ หูฟังไร้สาย ตลอดจนอุปกรณ์เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง หรือ IoT
ทั้งนี้ จากเดิมที่คอมเปคได้ใส่เงินลงทุนในเฟสแรกไปแล้วถึง 13,000 ล้านบาท ในเฟสสองนี้บริษัทได้เตรียมเพิ่มงบประมาณการลงทุนอีกถึง 9,170 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานบนทำเลเชิงยุทธศาสตร์ภายในนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ) จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งหลักของประเทศ
สำหรับโครงการที่สองที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเม็ดเงินลงทุนในครั้งนี้คือ บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์ (Multi-Fineline Electronics) ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทในเครือข่ายของ Dongshan Precision หรือ DSBJ ยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติจีน. มัลติ-ฟายน์ไลน์ ถือเป็นผู้นำและผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพสูงในการผลิตแผงวงจร PCB ทั้งประเภทหลายชั้น หรือ Multilayer PCB และประเภทแผ่นวงจรโค้งงอได้ หรือ Flexible PCB เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่กำลังเติบโตอย่างรุนแรง
ความน่าสนใจสูงสุดของบริษัทนี้อยู่ตรงที่เป็นซัพพลายเออร์รายสำคัญที่ผลิตและป้อนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงให้แก่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกที่เป็นผู้เปลี่ยนโลกในฝั่งอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น Apple, META, Microsoft รวมถึงบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะอย่าง Tesla
โดยหลังจากที่มัลติ-ฟายน์ไลน์ ได้ลงทุนในเฟสแรกด้วยวงเงินสูงถึง 14,000 ล้านบาท การขยายการลงทุนเฟสสองในรอบนี้ได้รับการอนุมัติเม็ดเงินเพิ่มเติมอีก 5,800 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิต ณ โรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC
ในส่วนของโครงการที่สามซึ่งเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เติมเต็มความยิ่งใหญ่ของการอนุมัติครั้งนี้คือ บริษัท โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์ (Gold Circuit Electronics) ยอดผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกที่มีฐานการดำเนินงานหลักมาจากเกาะไต้หวัน โกลด์ เซอร์คิท ถือเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงมากในการดำเนินกิจการแบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการผลิตแผงวงจร PCB ทั้งชนิด Multilayer และนวัตกรรมชั้นสูงที่เรียกว่า High Density Interconnect หรือ HDI
แผงวงจรชนิด HDI PCB นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและเป็นหัวใจหลักของอุปกรณ์ดิจิทัลยุคใหม่ เนื่องจากเป็นแผงวงจรชนิดพิเศษที่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมให้สามารถรองรับการติดตั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมหาศาลลงบนพื้นที่ขนาดจำกัด ส่งผลให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปลายทางมีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบา สามารถส่งสัญญาณข้อมูลได้อย่างรวดเร็วด้วยความหน่วงต่ำ และมีการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
โกลด์ เซอร์คิท ซึ่งเคยลงทุนในเฟสแรกไปแล้ว 8,000 ล้านบาท ได้ตัดสินใจทุ่มทุนขยายเฟสสองเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนเงินถึง 7,230 ล้านบาท โดยเลือกตั้งฐานการผลิตขยายตัวอยู่ที่เขตอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าทั่วโลก
เจาะลึกความเชื่อมั่นกลไก Thailand FastPass และสถิติแสนล้านดันไทยสู่ท็อป 5 ของโลก
เบื้องหลังความสำเร็จในการดึงดูดทุนข้ามชาติให้เข้ามาขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วในครั้งนี้ ได้รับการตอกย้ำผ่านมุมมองของผู้นำองค์กรอย่าง นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ได้เปิดเผยและให้ข้อคิดเห็นเชิงลึกอันสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ระดับโลกทั้ง 3 รายนี้ ได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตขนาดใหญ่ ในไทยช่วงปี 2567-2568 หลังจากนั้นไม่ถึง 2 ปี ก็ขยายการลงทุนต่อเนื่องครั้งใหญ่ในเฟสสอง แสดงถึงการเติบโตของตลาด และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทย ทั้งในด้านระบบนิเวศอุตสาหกรรม ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนความสะดวกในการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ อนุญาตต่าง ๆ โดยการขยายการลงทุนครั้งนี้ มีความสำคัญต่อการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและดิจิทัลของภูมิภาค”
ถ้อยแถลงดังกล่าวชี้ให้เห็นชัดเจนว่า กลไกความร่วมมือและการอำนวยความสะดวกอย่าง Thailand FastPass ของรัฐบาลไทยสามารถทลายข้อจำกัดทางราชการเดิมๆ และสร้างแรงดึงดูดใจจนทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจขยายการลงทุนขนาดใหญ่ในเวลาไม่ถึงสองปี
เมื่อลองพิจารณาข้อมูลและสถิติการลงทุนในภาพรวม ยิ่งทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างรุนแรงและมีเสถียรภาพสูง สถิติย้อนหลังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2566 ถึง พ.ศ. 2568 ระบุอย่างชัดเจนว่า มีผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และผู้ผลิตวัตถุดิบรวมถึงชิ้นส่วนต้นน้ำที่เกี่ยวเนื่องสำหรับ PCB ได้พากันตบเท้าเข้ามายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้นสูงถึง 222 โครงการ
ตัวเลขโครงการที่มากมายขนาดนี้สะท้อนถึงการเกิดกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ Cluster ที่แข็งแกร่งในไทย โดยมีมูลค่าเงินลงทุนสะสมรวมกันทั้งหมดสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 320,078 ล้านบาท เม็ดเงินแสนล้านเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากประเทศและเขตเศรษฐกิจที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ซึ่งต่างเล็งเห็นว่าไทยคือชัยภูมิที่ดีที่สุดในการกระจายความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของตน
จากการหลั่งไหลเข้ามาของเม็ดเงินลงทุนมูลค่ามหาศาลตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อันดับและศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกก้าวกระโดดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ในปัจจุบัน ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PCB เป็นอันดับที่หนึ่งในภูมิภาคอาเซียน และครองตำแหน่งอันดับที่ 5 ของโลกได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่พลิกโฉมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมไทย
ยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จนี้ยังสอดคล้องกับเจตนารมณ์และบทบาทหน้าที่ของบีโอไอที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 ซึ่งมุ่งมั่นส่งเสริมการลงทุนที่สร้างคุณค่าและประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศชาติมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี การขยายการลงทุนรอบใหม่ของ 3 ยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางบัญชี แต่เป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจไทยให้ก้าวเข้าสู่ “เศรษฐกิจใหม่” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และนวัตกรรมที่ยั่งยืนในอนาคตได้อย่างมั่นคงและถาวร
#บีโอไอ #BOI #อุตสาหกรรมPCB #AI #DataCenter #เทคโนโลยีขั้นสูง #การลงทุนต่างประเทศ #เศรษฐกิจใหม่ #ThailandFastPass

