บอร์ดบีโอไอ เคาะมาตรการอุ้มลงทุน-ไฟเขียว 4 โครงการ 2.6 หมื่นล้าน

บอร์ดบีโอไอ เคาะมาตรการอุ้มลงทุน-ไฟเขียว 4 โครงการ 2.6 หมื่นล้าน

บอร์ดบีโอไอ ไฟเขียวมาตรการพิเศษช่วยนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดทางย้ายฐานผลิตกลับไทย รับสิทธิประโยชน์ภาษีเต็มสูบ พร้อมอนุมัติ 4 โครงการลงทุนขนาดใหญ่ มูลค่ารวมกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท ตอกย้ำความเชื่อมั่นและรักษาไทยเป็นฐานการผลิตหลักของภูมิภาค

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มีมติสำคัญในการออกมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นการลงทุนระลอกใหม่ โดยเห็นชอบ “มาตรการส่งเสริมการลงทุนกรณีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” เพื่อบรรเทาผลกระทบและสนับสนุนให้นักลงทุนสามารถย้ายฐานการผลิตกลับมายังประเทศไทยได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนแก่ 4 โครงการขนาดใหญ่ มูลค่าการลงทุนรวมสูงถึง 26,891 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย

ชูประเด็นเด่น: มาตรการพิเศษอุ้มลงทุน-แก้เกมปัญหาชายแดน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า สถานการณ์การปิดด่านพรมแดนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมสำคัญหลายประเภท โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่มีฐานการผลิตเชื่อมโยงกันระหว่างสองประเทศ

“จากการหารือกับกลุ่มนักลงทุน เราพบว่ามีบริษัทจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบโดยตรง” นายนฤตม์กล่าว “โมเดลธุรกิจของพวกเขาคือการส่งวัตถุดิบจากโรงงานในไทยไปยังกัมพูชาเพื่อประกอบชิ้นส่วนเบื้องต้น ก่อนจะส่งกลับมายังไทยเพื่อผลิตเป็นชิ้นส่วนที่ซับซ้อนขึ้นหรือประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูป และกระจายสินค้าจากไทยไปยังตลาดโลก เมื่อการขนส่งทางบกผ่านแดนทำไม่ได้ พวกเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางไปผ่านประเทศเวียดนามและลาว หรือหันไปใช้การขนส่งทางเรือและทางอากาศ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่ามหาศาลและใช้เวลานานขึ้นหลายเท่าตัว”

ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงแต่เพิ่มภาระต้นทุนด้านโลจิสติกส์ แต่ยังสร้างความยุ่งยากในการบริหารจัดการสต็อกวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่พึ่งพาชิ้นส่วนจากโรงงานเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนหลายรายจึงแสดงความจำนงค์ต่อบีโอไอว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องวางแผนย้ายฐานการผลิตหรือเครื่องจักรบางส่วนกลับมายังประเทศไทย

บอร์ดบีโอไอ

เพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวและรักษาความต่อเนื่องของภาคการผลิต บีโอไอจึงได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนเป็นการเฉพาะ โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

  • ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรใช้แล้ว: นักลงทุนที่ย้ายฐานการผลิตจากกัมพูชากลับมาไทย จะได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรที่ใช้แล้วทุกกรณี
  • นับมูลค่าเครื่องจักรเป็นวงเงินลงทุน: เงินลงทุนในเครื่องจักรใช้แล้วที่มีอายุไม่เกิน 10 ปี สามารถนำมาคำนวณเป็นวงเงินเพื่อรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้สูงสุดถึง 100% ของมูลค่าเครื่องจักรดังกล่าว
  • ขยายเวลานำเข้าเครื่องจักร: ในกรณีที่นักลงทุนต้องการย้ายเครื่องจักรเข้ามาเสริมในโครงการเดิมที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้วและสิทธิ์การนำเข้าเครื่องจักรได้สิ้นสุดลง บีโอไอจะอนุญาตให้ขยายเวลานำเข้าเครื่องจักรเฉพาะส่วนที่ย้ายมาจากกัมพูชาได้อีก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ยื่นขอแก้ไขโครงการ

ทั้งนี้ นักลงทุนที่สนใจจะต้องเสนอแผนการย้ายฐานการผลิตจากกัมพูชาและยื่นคำขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการนี้ภายในสิ้นปี 2569

นายนฤตม์กล่าวสรุปว่า “บีโอไอเล็งเห็นถึงอุปสรรคที่นักลงทุนต้องเผชิญจากการปิดด่านชายแดน ทั้งต้นทุนโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงและผลกระทบต่อซัพพลายเชนในวงกว้าง การออกมาตรการนี้จึงเป็นการดำเนินการเชิงรุก เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนสามารถย้ายฐานกลับมายังไทยได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาความต่อเนื่องของการผลิต แต่ยังเป็นการตอกย้ำและสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักที่แข็งแกร่งของภูมิภาคต่อไป

ประเด็นรอง: ไฟเขียว 4 โครงการใหญ่ ตอกย้ำความเชื่อมั่น

นอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอยังได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการขนาดใหญ่ 4 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวม 26,891 ล้านบาท อันเป็นการส่งสัญญาณบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  1. บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด: ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่ ภายใต้แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักอย่าง สมาร์ทฮาร์ท และ มี-โอ โครงการนี้มีมูลค่าลงทุน 3,536 ล้านบาท ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของบริษัท เอ็ม. ไทย เอสเตท จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ
  2. บริษัท วายุ เพาเวอร์ จำกัด: ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม (พลังงานสะอาด) ด้วยมูลค่าลงทุน 3,834 ล้านบาท โครงการตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ มีกำลังการผลิต 78 เมกะวัตต์ และจะจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
  3. บริษัท อีสานพลังงานสะอาด จำกัด: อีกหนึ่งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมที่ได้รับการอนุมัติ ด้วยเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 6,504 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดมุกดาหาร มีกำลังการผลิต 90 เมกะวัตต์ และจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. เช่นกัน
  4. บริษัท ซิง ต๋า สตีล คอร์ด (ไทยแลนด์) จำกัด: โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดในครั้งนี้ ด้วยมูลค่าสูงถึง 13,017 ล้านบาท เป็นการผลิตลวดเหล็กทนแรงดึงสูง (Ultimate Tensile Strength) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตยางล้อรถยนต์ บริษัทแม่ Xingda เป็นผู้ผลิตลวดเสริมยางล้อรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก โครงการนี้จะตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดชลบุรี และคาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานแรงงานไทยมากกว่า 1,400 คน

การอนุมัติโครงการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง พลังงานสะอาด และชิ้นส่วนยานยนต์ขั้นสูง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบีโอไอในการส่งเสริมการลงทุนที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ และตอกย้ำคำมั่นที่ว่า “บีโอไอส่งเสริมการลงทุน ทั้งคนไทยและต่างชาติ ทุกขนาดการลงทุน” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

#บีโอไอ #BOI #ส่งเสริมการลงทุน #เศรษฐกิจไทย #ย้ายฐานการผลิต #ชายแดนไทยกัมพูชา #การลงทุน #ซัพพลายเชน #พลังงานสะอาด #อุตสาหกรรมยานยนต์ #ข่าวเศรษฐกิจ

Related Posts