บีโอไอ แก้เกมภาษีโลก ดัน ‘เครดิตภาษี’ ดูดลงทุน-อุ้มสตาร์ตอัป

บีโอไอ แก้เกมภาษีโลก ดัน ‘เครดิตภาษี’ ดูดลงทุน-อุ้มสตาร์ตอัป

บีโอไอ พลิกเกมสู้กติกาภาษีโลก เปิดหน้าไพ่ใหม่ “เครดิตภาษี” (QRTC) แก้กฎหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ หวังเป็นเครื่องมือสำคัญดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่ รักษาฐานการผลิตเดิม พร้อมบรรเทาผลกระทบ Global Minimum Tax ควบคู่กับการอัดฉีดเงินทุนผ่าน Matching Fund เสริมแกร่งสตาร์ตอัป Deep Tech ไทยให้ทะยานสู่เวทีโลก

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จุดพลุมาตรการส่งเสริมการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ หลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย มีมติเห็นชอบให้เดินหน้าแก้ไขพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศฯ พ.ศ. 2560 เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “เครดิตภาษีที่ขอคืนได้” หรือ Qualified Refundable Tax Credit (QRTC) ซึ่งนับเป็นเครื่องมือเชิงรุกชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทชั้นนำของโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์ด้านภาษีระหว่างประเทศครั้งใหญ่ พร้อมกันนี้ ยังได้อนุมัติมาตรการใหม่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับสตาร์ตอัปไทยกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) โดยเฉพาะ

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ซึ่งมี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นก้าวที่สำคัญอย่างยิ่งในการปรับยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนของประเทศ

“การปรับปรุง พ.ร.บ. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ ครั้งนี้ จะทำให้บีโอไอมีเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั่วโลก ในยุคที่กติกาการเก็บภาษีขั้นต่ำของ OECD เข้ามามีอิทธิพลกับการตัดสินใจลงทุนระหว่างประเทศของบริษัทยักษ์ใหญ่” นายนฤตม์กล่าว

เผชิญหน้าความท้าทาย “ภาษีโลกขั้นต่ำ”

การเคลื่อนไหวของบีโอไอครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อกติกาภาษีใหม่ของโลก หรือ Global Minimum Tax ที่ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งกำหนดให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีรายได้รวมของทั้งเครือข่ายตั้งแต่ 750 ล้านยูโรต่อปี (ประมาณ 28,000 ล้านบาท) ขึ้นไป ต้องเสียภาษีในอัตราที่แท้จริง (Effective Tax Rate) ไม่ต่ำกว่า 15%

กติกาดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการแข่งขันด้านภาษีระหว่างประเทศที่อาจนำไปสู่การที่บริษัทข้ามชาติจ่ายภาษีในอัตราที่ต่ำเกินไป โดยเปิดช่องให้ประเทศที่บริษัทแม่ตั้งอยู่ หรือประเทศที่เข้าไปลงทุน สามารถเรียกเก็บ “ภาษีส่วนเพิ่ม” (Top-up Tax) เพื่อให้ครบตามเกณฑ์ขั้นต่ำ 15% ได้ สถานการณ์นี้ส่งผลให้สิทธิประโยชน์ด้านการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เคยเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนของหลายประเทศ รวมถึงไทย อาจมีประสิทธิภาพลดลง

สำหรับประเทศไทย กระทรวงการคลังได้ออกพระราชกฤษฎีกาภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 โดยคาดว่าจะมีบริษัทข้ามชาติที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในไทยและเข้าข่ายตามกฎหมายนี้ประมาณ 1,500 ราย และบริษัทขนาดใหญ่ของไทยอีกราว 100 ราย ซึ่งทำให้ทุกฝ่ายต้องปรับตัวครั้งใหญ่

เปิดตัว “เครดิตภาษี” (QRTC) อาวุธใหม่ในการแข่งขัน

เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง บีโอไอจึงได้เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่ม “เครดิตภาษี” หรือ QRTC ซึ่งเป็นเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับแนวทางที่ OECD ยอมรับ

หลักการทำงานของ QRTC:

เครดิตภาษี คือ การอนุญาตให้นักลงทุนสามารถนำเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ มาคำนวณเป็นเครดิตภาษีได้ โดยค่าใช้จ่ายสำคัญเหล่านี้ประกอบด้วย:

  • การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการสร้างนวัตกรรม: เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ภายในประเทศ
  • การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง: สนับสนุนการจ้างงานและการฝึกอบรมแรงงานที่มีคุณภาพ
  • การลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ: ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะและอุตสาหกรรม 4.0
  • การยกระดับมาตรฐานและความยั่งยืน: ส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

เครดิตที่คำนวณได้นี้ จะมีความยืดหยุ่นสูง โดยผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ชำระภาษีประเภทต่างๆ ได้เสมือนเงินสด เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล, ภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) หรือภาษีอากรอื่น ๆ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด

บีโอไอ

จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือ หากใช้เครดิตภาษีไม่หมดภายในปีภาษีนั้นๆ ผู้ได้รับการส่งเสริมสามารถขอคืนส่วนที่เหลือเป็น “เงินสด” ได้ภายในระยะเวลา 4 ปีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งกลไกนี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากการต้องจ่ายภาษีส่วนเพิ่มได้อย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญคือช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจได้โดยตรงและทันที ทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดหมุนเวียนเพื่อนำไปลงทุนต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง

นายนฤตม์ย้ำว่า “เครดิตภาษีหรือ QRTC จะเป็นเครื่องมือที่สอดคล้องกับกฎของ OECD และจะช่วยดึงดูดการลงทุนคุณภาพ โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา การสร้างบุคลากรทักษะสูง และการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ”

อัดฉีดทุนเสริมแกร่ง “สตาร์ตอัป Deep Tech”

นอกจากการปรับทัพเพื่อรับมือกับกติกาภาษีโลกแล้ว คณะกรรมการฯ ยังได้อนุมัติมาตรการใหม่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศสตาร์ตอัปของไทย โดยเป็นการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพสูง ให้ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจที่อยู่ในช่วงกำลังเติบโต (Growth Stage) มากขึ้น

มาตรการใหม่นี้จะใช้กลไกการให้เงินสนับสนุนจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ ของบีโอไอ ในลักษณะของ Matching Fund โดยมีเงื่อนไขและเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนี้:

  • เงื่อนไขการรับทุน: สตาร์ตอัปจะต้องได้รับเงินร่วมลงทุน (Co-investment) มาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท จากกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital: VC) ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) หรือ VC ที่จัดตั้งโดยสถาบันการเงินในประเทศ
  • วงเงินสนับสนุน: บีโอไอจะพิจารณาให้เงินสนับสนุนสมทบในวงเงินไม่เกินมูลค่าที่ได้รับจาก VC แต่สูงสุดไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย
  • กลุ่มเป้าหมาย: มุ่งเน้นสตาร์ตอัปที่พัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ ได้แก่
    1. เกษตรและอาหาร (Agri-Food)
    2. เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech)
    3. การแพทย์ (Medical)
    4. หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotics & Automation)
    5. การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI)
    6. เศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG)
  • เงื่อนไขความเป็นเจ้าของ: เพื่อให้ประโยชน์ตกถึงผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง ผู้ขอรับการส่งเสริมจะต้องมีบุคคลหรือนิติบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า 51% และกลุ่มผู้ก่อตั้ง (Founder) ต้องถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า 60%

“มาตรการส่งเสริมสตาร์ตอัปที่บอร์ดอนุมัติครั้งนี้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสและสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ตอัปไทย โดยเฉพาะในกิจการที่มีเทคโนโลยีสูงและเป็นจุดแข็งของประเทศ” นายนฤตม์สรุป

ทั้งนี้ ข้อเสนอการแก้ไขกฎหมายและมาตรการใหม่ทั้งหมด จะถูกนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเพื่อพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วนต่อไป การปรับทัพครั้งใหญ่นี้ของบีโอไอจึงนับเป็นย่างก้าวเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามอง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์และความน่าสนใจของประเทศไทยในฐานะหมุดหมายด้านการลงทุนแห่งอนาคตในระยะยาว

#บีโอไอ #BOI #เครดิตภาษี #QRTC #GlobalMinimumTax #ภาษีโลก #สตาร์ตอัป #DeepTech #ส่งเสริมการลงทุน #เศรษฐกิจไทย #เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน #BCG

Related Posts