เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย ได้ประกาศผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 อย่างเป็นทางการ โดยแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งและมั่นคงอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างเด่นชัด บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิในไตรมาสแรกนี้ได้สูงถึง 4,971 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ความสำเร็จอันยอดเยี่ยมในครั้งนี้เป็นผลสัมฤทธิ์โดยตรงจากการดำเนินกลยุทธ์ “Festival & Experience Economy” ที่สามารถดึงดูดปริมาณผู้เข้าใช้บริการหรือทราฟฟิกให้พุ่งสูงขึ้นอย่างถล่มทลายในศูนย์การค้าทุกแห่งทั่วประเทศ
ในส่วนของรายได้รวมในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 นั้น เซ็นทรัลพัฒนาสามารถกวาดรายได้ไปได้ทั้งสิ้น 13,352 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งของทุกกลุ่มธุรกิจในเครือที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากผลงานทางการเงินที่โดดเด่นแล้ว บริษัทยังได้ตอกย้ำทิศทางธุรกิจในระยะยาวด้วยการประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ภายใต้แนวคิด ‘A Future-Led Ecosystem’ โดยมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าลงทุนระยะยาวด้วยงบประมาณมหาศาลมากกว่า 110,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า นับตั้งแต่ปี 2569 ไปจนถึงปี 2573 เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน แผนการลงทุนเชิงรุกนี้มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่และแผนแม่บทแลนด์มาร์กเพื่อสร้าง “ย่าน เมือง และอนาคต” พร้อมทั้งยกระดับกรุงเทพมหานครและประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกอย่างแท้จริง
การเติบโตในไตรมาสแรกนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพความมั่นคงทางการเงินขององค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงบทบาทสำคัญของเซ็นทรัลพัฒนาในการเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ ผ่านการสร้างสรรค์ปรากฏการณ์ระดับโลกตลอดทั้งปีเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง การผสมผสานระหว่างการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกภูมิภาค ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เซ็นทรัลพัฒนาสามารถครองใจผู้บริโภคและพันธมิตรคู่ค้าได้อย่างยั่งยืน ความสำเร็จในก้าวแรกของปี 2569 นี้จึงเปรียบเสมือนสปริงบอร์ดสำคัญที่จะส่งผลให้โครงการเมกะโปรเจกต์และแผนงานในอนาคตทั้งหมดขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่นและทรงพลังตามเป้าหมายที่วางไว้
เจาะลึกผลประกอบการและปัจจัยขับเคลื่อนหลัก
เมื่อพิจารณารายละเอียดเชิงลึกของตัวเลขทางการเงิน จะพบว่าเซ็นทรัลพัฒนาสามารถทุบสถิติรายได้ค่าเช่าและบริการของธุรกิจศูนย์การค้าได้อย่างแข็งแกร่งที่สุดเป็นประวัติการณ์ ปัจจัยหลักมาจากจำนวนผู้มาใช้บริการและยอดขายของร้านค้าพันธมิตรภายในศูนย์การค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง จนสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจให้เช่าและบริการได้สูงถึง 62% และมีอัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 61% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทเลยทีเดียว ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมในเครือ โดยเฉพาะแบรนด์ Centara และ GO! Hotel ก็มีการเติบโตที่โดดเด่นและต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจหรือ Ecosystem ของเซ็นทรัลพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินการบัญชี และกลุ่มธุรกิจโรงแรมและสำนักงาน บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ได้กล่าวถึงปัจจัยบวกและทิศทางความสำเร็จในครั้งนี้ไว้ว่า “การบริโภคภายในประเทศในไตรมาส 1 ปี 2569 มีสัญญาณฟื้นตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยการสนับสนุนจากการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจากจีนและอินเดียที่กลับมาเติบโต ซึ่งช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยทั่วประเทศ” คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปัจจัยภายนอกทั้งด้านเสถียรภาพทางการเมืองและการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวล้วนเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เดินหน้าอย่างเต็มกำลัง
นอกจากนี้ นางสาวนภารัตน์ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากกลยุทธ์ภายในองค์กร โดยระบุว่าการเติบโตอันมั่นคงนี้เป็นผลมาจากกลยุทธ์ Retail-Led Mixed-Use Development และการสร้าง Festival & Experience Economy ผ่านการจัดอีเวนต์และเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ตลอดทั้งปี แนวคิดดังกล่าวสามารถกระตุ้นทราฟฟิกและการใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด การเชื่อมโยงธุรกิจค้าปลีกเข้ากับโครงการมิกซ์ยูสที่ประกอบด้วยที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรม ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความหลากหลายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร แต่ยังช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับบริษัทในระยะยาว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
แผนลงทุนห้าปีและเมกะโปรเจกต์ระดับโลก
ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘A Future-Led Ecosystem’ เซ็นทรัลพัฒนาพร้อมเดินหน้าลงทุนระยะยาวด้วยเม็ดเงินกว่า 110,000 ล้านบาท ภายในกรอบระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2569 ถึงปี 2573 เพื่อพัฒนาโครงการระดับ Mega-Scale Projects และ Landmark Masterplans ทั่วประเทศ โดยหนึ่งในไฮไลต์ที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ โครงการเมืองแห่งอนาคตย่านรังสิต บนพื้นที่ขนาดใหญ่ยักษ์กว่า 750 ไร่ ซึ่งถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การพัฒนาของเซ็นทรัลพัฒนา นอกเหนือจากนั้น บริษัทยังมีแผนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสระดับแม็กเน็ตอย่าง “Central GR9” ใจกลางย่านธุรกิจสำคัญหรือ CBD พระราม 9 รวมถึงโครงการ “The Central District” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างเซ็นทรัล ลาดพร้าว และ The Central พหลโยธิน เพื่อสร้างอาณาจักรธุรกิจแห่งใหม่
สำหรับแผนการดำเนินงานระยะสั้นในปี 2569 นี้ เซ็นทรัลพัฒนาเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่และสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นี้ บริษัทพร้อมเปิดตัวโครงการ “เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส” ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่ที่ยิ่งใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบไปด้วยศูนย์การค้าที่ทันสมัย โครงการคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์พรีเมียมแบรนด์ ‘PHYLL’ สูง 33 ชั้นแห่งแรกในอีสาน และโรงแรม ‘GO! Hotel’ แห่งแรกในภูมิภาคเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นในช่วงต้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 บริษัทจะทำการเปิดตัว “เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์” โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่สุดใจกลางจังหวัดนนทบุรี เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและตอบสนองความต้องการของกลุ่มประชากรที่มีกำลังซื้อสูงในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพมหานคร
ในขณะเดียวกัน เซ็นทรัลพัฒนาไม่เคยหยุดนิ่งในการยกระดับและปรับโฉมศูนย์การค้าเดิมทั่วประเทศผ่านแผนงาน Landmark Transformation เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ทันสมัยและตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 บริษัทได้ประกาศการพลิกโฉมครั้งยิ่งใหญ่ของ “เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า” แลนด์มาร์กสำคัญของฝั่งธนบุรี ด้วยงบลงทุนกว่า 1,700 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่ 3.6 แสนตารางเมตรสู่แนวคิด ‘The New Soul of Pinklao’ คัดสรรกว่า 500 แบรนด์ดังมาร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว “Market Place ทองหล่อ” แฟล็กชิปคอมมูนิตี้มอลล์โมเดลใหม่ใจกลางเมือง และมีแผนปรับโฉมครั้งใหญ่ของ ‘The New Central Bangna’ ในช่วงปลายปี 2569 การพลิกโฉมเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี ตลอดจนการขยายและปรับโฉมเซ็นทรัล ภูเก็ต เพื่อมุ่งสู่การเป็นจุดหมายปลายทางสินค้าหรูหราระดับโลกหรือ ‘The World’s Luxury Destination’ ที่ดีที่สุดนอกเขตกรุงเทพมหานคร
บทสรุปการเติบโตและรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ
อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนผลประกอบการของเซ็นทรัลพัฒนาให้เติบโตอย่างโดดเด่นคือ ความสำเร็จในการสร้างสรรค์กิจกรรมระดับโลกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในประเทศ เห็นได้จากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของแคมเปญ “Thailand’s Songkran Festival 2026” ที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกด้วยการดึงดูดผู้เข้าร่วมงานรวมกันมากกว่า 15 ล้านคนทั่วประเทศ และสร้างกระแสความนิยมอันดับ 1 บนทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วยยอดเอ็นเกจเมนต์ที่สูงกว่า 33 ล้านครั้ง บริษัทยังคงต่อยอดความคึกคักอย่างต่อเนื่องผ่านแคมเปญ “Summer Fest 2026” เพื่อต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวระดับพีค และแคมเปญ “The Great Chinese New Year 2026” ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กแห่งการเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ช่วยสร้างกระแสเงินหมุนเวียนและการใช้จ่ายให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรในทุกมิติส่งผลให้เซ็นทรัลพัฒนากวาดรางวัลเกียรติยศทั้งในระดับประเทศและระดับสากลมาครองได้อย่างมากมาย ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารงาน แบรนด์ การตลาด และความยั่งยืน ในเวทีระดับโลก บริษัทได้รับการยอมรับให้อยู่ในกลุ่ม Dow Jones Best-in-Class Indices จากการประเมินบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ 332 บริษัททั่วโลก โดยได้รับการคัดเลือกให้ติดอันดับใน DJSI World ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 และใน DJSI Emerging Market ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 อีกทั้งยังติดอันดับ TOP 10% ใน S&P Global Sustainability Yearbook พร้อมคว้าเกียรติยศในประเทศ อาทิ Future Trends Awards 2026, รางวัลใหญ่จาก Thailand Social Awards 2026 จำนวน 4 รางวัล และรางวัล Thailand’s Most Admired Company 2025-2026 ซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ครองใจผู้บริโภคเป็นอันดับ 1 อย่างมั่นคง
เมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 เซ็นทรัลพัฒนา มีโครงการภายใต้การบริหารจัดการที่แข็งแกร่งและครอบคลุมทั่วประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยประกอบไปด้วยศูนย์การค้าทั้งหมด 44 โครงการ ซึ่งแบ่งเป็นศูนย์การค้าเซ็นทรัล 42 แห่ง ครอบคลุมเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 17 โครงการ ต่างจังหวัด 24 โครงการ และในประเทศมาเลเซียอีก 1 โครงการ รวมถึงศูนย์การค้าเอสพละนาด และศูนย์การค้าเมกา บางนา นอกจากนี้ยังมีคอมมูนิตี้ มอลล์ อีก 16 โครงการ คิดเป็นพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวมกันสูงถึง 2.3 ล้านตารางเมตร ควบคู่ไปกับอาคารสำนักงาน 11 อาคาร โรงแรม 11 แห่ง และโครงการที่พักอาศัยทั้งแนวสูงและแนวราบรวมอีก 51 โครงการ ระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจรและยิ่งใหญ่นี้ พร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนอนาคตของเมืองและเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลกต่อไป
#CentralPattana #CPN #CPN1Q26 #FutureLedEcosystem #MegaProjects #ThaiEconomy #RealEstateThailand #GlobalDestination #TheReporterAsia


