ศรีจันทร์ สหโอสถ จำกัด เดินหน้าประกาศแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดพลิกวิกฤติความขัดแย้งทั่วโลกให้เป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่น โดยชู 3 กลยุทธ์หลักในการผลักดันอัตลักษณ์ความงามไทยหรือ T-Beauty สู่ระดับสากลอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการพัฒนานวัตกรรมสินค้าเพื่อผิวคนไทย การใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรม และการรุกขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรไทยที่เติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน
ผลประกอบการที่แข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทาย
ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนทางเศรษฐกิจและวิกฤติระดับโลก บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ยังคงสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำยอดขายได้สูงถึง 2,055.50 ล้านบาท ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 274.78 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการเติบโตที่สูงถึง 34 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ตัวเลขการเติบโตเหล่านี้เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคชาวไทยและต่างชาติมีต่อผลิตภัณฑ์ของศรีจันทร์และศศิอย่างชัดเจน นอกจากนี้บริษัทยังมีการเปิดตัวสินค้าใหม่มากกว่า 150 รายการในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย
ความสำเร็จที่โดดเด่นประการหนึ่งมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิว โดยเฉพาะ ศรีจันทร์ สกิน มอยส์เจอร์ เบิร์ส เจล ครีม ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถครองตำแหน่งยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวหน้าในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากผลสำรวจของ NielsenIQ Thailand ในช่วงเดือนมกราคม 2567 ถึงพฤษภาคม 2569 การที่ผู้บริโภคให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยมนี้เป็นผลมาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจสภาพผิวของคนไทยอย่างแท้จริง ตลอดจนการปรับตัวเข้าสู่ตลาดสกินแคร์อย่างเต็มตัวตั้งแต่ช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา
เพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ใหม่และการก้าวสู่ระดับสากล ศรีจันทร์สหโอสถได้ทำการเปิดตัวโลโก้องค์กรแบบใหม่ โลโก้ใหม่นี้มีความโดดเด่นโดยการชูตัวอักษรไทย “ศ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจในความเป็นไทย การออกแบบได้ซ่อนลูกเล่นรูปพระจันทร์เสี้ยวไว้ตรงกลางตัวอักษร เพื่อสะท้อนถึงชื่อและเอกลักษณ์ของแบรนด์ นอกจากการปรับภาพลักษณ์แล้ว บริษัทยังได้รับรางวัลที่สะท้อนถึงการเป็นองค์กรที่ครองใจคนรุ่นใหม่ถึง 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลบริษัทที่คนอยากร่วมงานด้วยมากที่สุด QMAC 2026 ในอันดับที่ 13 และรางวัลสุดยอดแบรนด์ครองใจ Gen Z แห่งปี หรือ GEN Z TOP BRAND 2026
การบริหารจัดการวิกฤติสงครามและห่วงโซ่อุปทาน
วิกฤติสงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ทางบริษัทศรีจันทร์สหโอสถได้ตระหนักถึงปัญหานี้และมองเห็นผลกระทบในเรื่องความไม่แน่นอนของการขนส่งและราคาวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม องค์กรมองว่าช่วงเวลานี้คือบททดสอบสำคัญที่จะพิสูจน์ความแข็งแกร่งของบริษัทในการเตรียมแผนสำรองเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน บริษัทเลือกที่จะไม่มุ่งความกังวลไปยังปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่หันมาโฟกัสกับการปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในและการบริหารจัดการสิ่งที่ควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การปรับลดกระบวนการที่ไม่จำเป็นและการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่จึงถูกนำมาใช้เพื่อรับมือกับวิกฤตินี้
ในด้านผลกระทบต่อผู้บริโภค ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนทำให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้นและรู้สึกกังวลกับความไม่แน่นอน บริษัทจึงมีนโยบายที่ชัดเจนในการตรึงราคาต้นทุนและไม่ปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระและส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้บริโภคในช่วงเวลาที่ยากลำบาก การปรับตัวของผู้บริโภคที่เห็นได้ชัดคือการหันมานิยมผลิตภัณฑ์ในรูปแบบครีมซองมากขึ้น เนื่องจากเป็นการลดค่าใช้จ่ายต่อบิลและทำให้รู้สึกสบายใจในการจับจ่าย ตลาดครีมซองจึงมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะศรีจันทร์ที่มีอัตราการเติบโตในกลุ่มสินค้านี้สูงถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของภาพรวมตลาดอย่างมาก
การรับมือกับวิกฤติครั้งนี้ถูกสื่อสารผ่านแนวคิดหลักขององค์กรที่ว่า คืนที่มืดมิด พระจันทร์ยิ่งฉายแสง หรือ The Darkest Night Shines The Brightest Moon คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้สื่อสารเรื่องนี้อย่างจริงใจกับพนักงานภายในองค์กร โดยให้ข้อมูลสถานการณ์ตามความเป็นจริงพร้อมกับการสร้างความหวังและกำลังใจ ในขณะเดียวกัน องค์กรยังต้องการส่งมอบแนวคิดนี้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการไทยรายอื่น ๆ ในการร่วมกันพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส การฝ่าฟันอุปสรรคในครั้งนี้จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งของธุรกิจไทย และกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

สามยุทธศาสตร์หลักตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมความงาม
เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ศรีจันทร์ได้วางกลยุทธ์หลัก 3 ประการ โดยกลยุทธ์แรกคือการมุ่งพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ผิวแบบคนไทย หรือ T-SKIN อย่างแท้จริง บริษัทมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าผิวของคนไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้น แสงแดดที่รุนแรง และการใช้ชีวิตสลับระหว่างห้องแอร์ที่เย็นจัดกับอากาศร้อนภายนอก การพัฒนานวัตกรรมจึงมุ่งเน้นไปที่การทำงานได้จริงภายใต้สภาพแวดล้อมเหล่านี้ โดยมีการนำส่วนผสมอย่างสารสกัดจากดอกกุหลาบมอญจากภาคเหนือของไทย ที่ผ่านกระบวนการสกัดและทดสอบมาตรฐานระดับโลก รวมถึงการให้ความสำคัญกับการทดสอบประสิทธิภาพของสินค้าอย่างเข้มข้น เช่น การใช้แขนกลทดสอบกันแดดตามมาตรฐาน ISO 23675 เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพ
กลยุทธ์ที่สองคือการใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นสะพานเชื่อมทางวัฒนธรรม หรือ Cultural Bridge เพื่อนำพากระแสซอฟท์พาวเวอร์ของไทยก้าวสู่เวทีโลก ศรีจันทร์มองว่าพรีเซ็นเตอร์ไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการโปรโมทแบรนด์ แต่เป็นตัวแทนของประเทศไทยที่มีฐานแฟนคลับในหลายประเทศ บริษัทได้ดึงตัวศิลปินและนักแสดงชื่อดังถึง 13 ท่านมาร่วมงาน ทั้ง กันต์พิมุกต์ ภูวกุล, พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์, ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์ รวมถึงกลุ่มศิลปินวง PROXIE การทำงานร่วมกับพรีเซ็นเตอร์เหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความจริงใจ โดยผู้บริหารได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมและดูแลฐานแฟนคลับอย่างใกล้ชิดด้วยการเขียนการ์ดขอบคุณด้วยตัวเองนับพันใบ ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยสร้างความรักในตัวแบรนด์และยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กรไปพร้อมกับการเติบโตของศิลปินไทยบนเวทีสากล
กลยุทธ์ประการสุดท้ายคือการเดินหน้าขยายตลาดเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มกำลัง กลุ่มประเทศในอาเซียนถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงเนื่องจากมีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และมีสภาพผิวรวมถึงความต้องการสินค้าที่คล้ายคลึงกับคนไทย ในปีที่ผ่านมา ตลาดต่างประเทศของบริษัทมีสัดส่วนการเติบโตสูงถึง 135 เปอร์เซ็นต์ โดยมีความสำเร็จที่โดดเด่นในประเทศ สปป.ลาว ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ บริษัทยังได้วางแผนที่ชัดเจนในการรุกตลาดเพื่อนบ้าน โดยเตรียมขยายฐานเข้าสู่ประเทศเมียนมาในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026 จากนั้นจะทยอยเจาะตลาดเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียภายในปี 2027 เพื่อผลักดันยอดขายจากต่างประเทศให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้
การวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม
การเคลื่อนไหวของศรีจันทร์สหโอสถในครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมีความละเอียดอ่อนและต้องการความโปร่งใสมากขึ้น โดยพบว่าลูกค้ายุคใหม่ให้ความสำคัญกับการอ่านฉลากส่วนผสม และตั้งคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับนวัตกรรมและผลลัพธ์ของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนความปลอดภัยที่เกี่ยวกับวีแกนหรือการไม่ทดลองในสัตว์ การที่แบรนด์ระดับแนวหน้าออกมาเป็นผู้นำในการยกระดับมาตรฐานการทดสอบสินค้า จะเป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้คู่แข่งในตลาดต้องปรับตัวตามการเปิดเผยข้อมูล สิ่งนี้ส่งผลดีโดยตรงต่ออุตสาหกรรมในภาพรวมที่จะได้รับแรงกระตุ้นให้พัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ระดับสากล
ท่าทีของศรีจันทร์ในการเผชิญหน้ากับวิกฤติเศรษฐกิจและสงคราม ยังเป็นเสมือนกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับธุรกิจของไทย การยืนหยัดที่จะไม่ผลักภาระด้านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวและส่วนแบ่งทางการตลาดในช่วงเวลาที่กำลังซื้อหดตัว ตลอดจนข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายเกี่ยวกับการจัดการและบังคับใช้กฎระเบียบที่เป็นธรรมระหว่างบริษัทผู้ผลิตในประเทศกับสินค้านำเข้าจากต่างชาติ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่อุตสาหกรรมความงามไทยยังต้องได้รับการสนับสนุนและพิจารณาแก้ไขอย่างตรงจุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
อีกแง่มุมหนึ่งที่น่าจับตามองคือศักยภาพของ T-Beauty ในฐานะเครื่องมือทางเศรษฐกิจระดับสากล การใช้ศิลปินและนักแสดงเป็นแกนนำในการส่งผ่านวัฒนธรรมและสินค้าไทย ถือเป็นการทำงานสอดรับกับแนวโน้มความนิยมในซีรีส์และคอนเทนต์บันเทิงไทยที่กำลังขยายตัวอย่างมากในเอเชีย หากกลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จในกลุ่มตลาดเวียดนามที่มีประชากรวัยรุ่นจำนวนมากและเศรษฐกิจกำลังเติบโต ตลอดจนตลาดที่มีเป้าหมายชัดเจนอย่างลาวหรือญี่ปุ่น จะสามารถสร้างเครือข่ายทางการค้าใหม่สำหรับแบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทยอื่น ๆ ให้สามารถเจริญรอยตามเข้าสู่เวทีโลกและได้รับการยอมรับได้ง่ายยิ่งขึ้น
บทสรุปและก้าวต่อไป
คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ได้กล่าวถึงมุมมองต่อสถานการณ์ปัจจุบันอย่างชัดเจนว่า “แม้ว่าในปัจจุบันจะมีปัจจัยจากภาวะสงครามตะวันออกกลางที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งโลก แต่ศรีจันทร์สหโอสถมีความตั้งใจว่า จะใช้โอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤตินี้ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ไทยในสายตาของผู้บริโภค แบบเดียวกับ ‘คืนที่มืดมิด พระจันทร์ยิ่งฉายแสง’ ที่ผ่านมา ศรีจันทร์สหโอสถเคยพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้สำเร็จในวิกฤติโควิด-19” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของผู้บริหารในการขับเคลื่อนองค์กรฝ่าฟันคลื่นลมทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับแบรนด์ไทย
ก้าวต่อไปขององค์กรคือการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตภายในประเทศและการสยายปีกสู่ต่างประเทศ ภายในปีปัจจุบัน บริษัทมุ่งหวังที่จะรักษาการเติบโตให้ได้ในระดับ 15 เปอร์เซ็นต์ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเพื่อรักษาอัตรากำไรโดยไม่ต้องขึ้นราคาสินค้า ขณะเดียวกันเป้าหมายระยะไกลคือการขยับสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศให้เพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ในอนาคต เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และบริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เมคอัพ สกินแคร์ และกันแดดอย่างต่อเนื่องด้วยการลงทุนเชิงลึกในด้านการวิจัยและพัฒนา
ท้ายที่สุดแล้ว รากฐานสำคัญที่ศรีจันทร์สหโอสถยึดถือมาโดยตลอดตั้งแต่ยุคบุกเบิกคือการสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย การเดินทางจากร้านขายยาเล็ก ๆ ในอดีตเมื่อปี พ.ศ. 2491 มาสู่การเป็นแบรนด์ระดับอินเตอร์ ถือเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยบททดสอบมากมาย ภายใต้วิกฤติการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้ หากยุทธศาสตร์ทั้ง 3 ด้านถูกขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังตามที่วางแผนไว้ ย่อมมั่นใจได้ว่าความมุ่งมั่นในการนำพาอัตลักษณ์ความงามแบบไทย หรือ T-Beauty ไปปักธงบนเวทีโลก จะสามารถบรรลุผลสำเร็จและทำให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคงและเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยสืบไป
#ธุรกิจ, #ศรีจันทร์สหโอสถ, #เศรษฐกิจ, #T-Beauty, #เครื่องสำอางไทย, #กลยุทธ์ธุรกิจ, #อาเซียน

