เปิดศึกซักฟอกเดือดโครงการ Thailand AI Passport แจกสิทธิ์ AI 5 ล้านคน มูลค่า 1,621 ล้านบาท พรรคประชาชนกางหลักฐานฉะยับส่อล็อกสเปกกลุ่มทุนใหญ่-กระบวนการรวบรัด ด้านกระทรวงดีอีลุกโต้เดือด ยันโปร่งใสนาน 5 เดือน มุ่งยกระดับผลิตภาพแรงงานไทยรับมือสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
เจาะปมร้อน Thailand AI Passport บิ๊กโปรเจกต์พันล้านที่ถูกตั้งคำถาม
โครงการ “Thailand AI Passport” กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันทีหลังจากการเปิดอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนในสภาผู้แทนราษฎร โดยบิ๊กโปรเจกต์นี้มีเป้าหมายหลักคือการแจกสิทธิการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้แก่ประชาชนคนไทยจำนวน 5 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าเม็ดเงินงบประมาณรวมสูงถึงกว่า 1,621 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลภายใต้การดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่หวังจะใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนประเทศ
อย่างไรก็ตาม สส. ภาวุฒิ พงษ์วิทยานุภักดิ์ จากพรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นมาเปิดฉากตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับความโปร่งใสและที่มาที่ไปของโครงการนี้อย่างดุเดือด โดยฝ่ายค้านมองว่าโครงการระดับพันล้านบาทดังกล่าวมีข้อสงสัยหลายประการ ตั้งแต่การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริง ไปจนถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ
ขณะที่ทางฝั่งของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ลุกขึ้นชี้แจงเพื่อปกป้องโครงการอย่างเต็มที่ โดยระบุว่าโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแจกของฟรีตามที่ฝ่ายค้านเข้าใจ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านกำลังคนและการรับมือกับวิกฤตประชากรศาสตร์ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งทำให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์และติดตามจากสังคมอย่างกว้างขวาง
ฝ่ายค้านกางหลักฐานฉะเดือด บดขยี้ปม “ล็อกสเปก-ชงเองกินเอง”
สส. ภาวุฒิ พงษ์วิทยานุภักดิ์ จากพรรคประชาชน ได้จำแนกข้อพิรุธของโครงการนี้ออกเป็นหลายประเด็น โดยเริ่มจากการตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิ์ 5 ล้านคนนั้น ไม่ได้มาจากผลการสำรวจความต้องการใช้งานจริงของภาคประชาชนเลยแม้แต่น้อย แต่เกิดจากการคำนวณแบบย้อนกลับ โดยการนำเอาเม็ดเงินงบประมาณที่เหลืออยู่ของกองทุน DE ในปีล่าสุดประมาณ 1,500 กว่าล้านบาท มาหารกับราคาแพ็กเกจเฉลี่ยที่ตั้งไว้ราว 300 บาทต่อคน จนเคาะออกมาเป็นตัวเลขกลมๆ และที่สำคัญโครงการนี้กินรวบงบประมาณของกองทุน DE สูงถึง 60-70%
นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังได้เปิดแผลใหญ่ในเรื่องความรวดเร็วของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยชี้ว่าโครงการระดับพันล้านบาทเช่นนี้ กลับใช้เวลาดำเนินการนับตั้งแต่การประกาศไปจนถึงวันสิ้นสุดการยื่นข้อเสนอเพียงแค่ 34 วันเท่านั้น ซึ่งตามแนวทางปฏิบัติปกติทั่วไปของภาครัฐควรใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ทำให้เกิดข้อกังขาว่ามีบริษัทเอกชนบางแห่งล่วงรู้ข้อมูลภายในล่วงหน้าหรือไม่ อีกทั้งสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สช.) ยังควบหมวกสองใบ เป็นทั้งผู้ขอรับงบประมาณและทำหน้าที่เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนเองในลักษณะ “ชงเอง กินเอง”
ประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือการตรวจพบเงื่อนไขการล็อกสเปก (Lock Spec) ที่ระบุใน TOR อย่างแปลกประหลาด เช่น การบังคับให้ผู้ชนะต้องทำการประชาสัมพันธ์โครงการผ่าน “จออัจฉริยะในร้านสะดวกซื้อจำนวน 100 สาขา” ซึ่งในประเทศไทยมีกลุ่มทุนสื่อเพียงรายเดียวเท่านั้นที่ผูกขาดสิทธิ์นี้ และกลุ่มทุนดังกล่าวก็เป็นหนึ่งในกิจการร่วมค้าที่ชนะการประมูลครั้งนี้ด้วย โดยผู้ชนะสามารถเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงแค่ 1.5% เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทที่รับจ้างทำราคากลางยังเชื่อมโยงกับกลุ่มที่ทำราคากลางให้โครงการหมื่นล้านในกระทรวงอื่นที่พรรคของรัฐมนตรีบริหารอยู่ และกลุ่มผู้ชนะยังเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ได้รับงานจัดการแข่งขันรถ Moto GP ที่จังหวัดบุรีรัมย์อีกด้วย
รัฐมนตรีดีอีโต้กลับยิบ ยันเดินหน้าสร้าง Ecosystem ช่วยเศรษฐกิจ
ทางด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ลุกขึ้นชี้แจงตอกกลับข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนทางเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Super Aging Society) ซึ่งส่งผลให้กำลังแรงงานในระบบลดลงอย่างน่าใจหาย เทคโนโลยี AI จึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและสำคัญที่สุดในปัจจุบันที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้หยุดชะงัก
รัฐมนตรียังได้อธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรูปแบบโครงการว่า ไม่ใช่เพียงแค่การนำเงินไปซื้อสิทธิ์ AI ระดับ Pro มาแจกให้ประชาชนใช้งานไปวันๆ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สมบูรณ์แบบภายใต้แพลตฟอร์ม “Learn to Earn” ซึ่งจะมีการจัดคอร์สเรียนรู้วิธีการป้อนคำสั่งอย่างมีประสิทธิภาพ (Prompting) พร้อมทั้งมีการมอบใบรับรอง (Certification) ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อให้คนไทยสามารถนำทักษะนี้ไปประกอบอาชีพและสร้างรายได้จริง
ส่วนกรณีที่มาของตัวเลข 5 ล้านคนนั้น รัฐมนตรีปฏิเสธว่าไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอย ๆ แต่มาจากการวิเคราะห์อัตราการเข้าถึง AI (AI Adoption/Diffusion Rate) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีตัวเลขนี้อยู่ที่ 10.7% ซึ่งถือว่าล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่มีอัตรา 23.5% และสิงคโปร์ที่นำโด่งไปถึง 60.9% การตั้งเป้าหมายที่ 5 ล้านคน จะช่วยผลักดันให้อัตราการเข้าถึง AI ของประชากรไทยขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 22-23% ซึ่งจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยขึ้นมาทัดเทียมกับประเทศเวียดนามได้ทันท่วงที
เคลียร์ปมซื้อผ่านคนกลาง ปัดเอื้อประโยชน์-ยินดีให้ตรวจสอบ
ในประเด็นที่ฝ่ายค้านตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลไทยจึงไม่เลือกซื้อลิขสิทธิ์โดยตรงจากบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง OpenAI เหมือนที่ประเทศสิงคโปร์ดำเนินการ หรือใช้วิธีการซื้อแบบเหมาจ่าย (Token) ในวงเงิน 100-200 ล้านบาทนั้น รัฐมนตรีดีอีได้ชี้แจงว่า การจัดซื้อตรงกับบริษัทต่างประเทศไม่สามารถทำได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านระเบียบพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐไทย และที่สำคัญคือขัดต่อโยบายเชิงพาณิชย์ของบริษัทแม่ในต่างประเทศด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ การเลือกใช้วิธีการเช่าใช้ (Subscription base) โดยตรงกับแพลตฟอร์มต่างชาติตามที่ฝ่ายค้านเสนอนั้น จะส่งผลเสียในระยะยาวเนื่องจากข้อมูลทั้งหมดของคนไทยจะถูกส่งไปจัดเก็บและประมวลผลที่ต่างประเทศ ซึ่งทำให้รัฐบาลไทยไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาต่อยอดระบบ Learn to Earn เพื่อคนไทยได้ พร้อมทั้งโชว์ตัวเลขเปรียบเทียบว่า โครงการของไทยมีต้นทุนเฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถูกกว่าโมเดลของประเทศสิงคโปร์ที่สูงถึง 700 บาทต่อคนต่อเดือน หรือต่างกันถึง 20 เท่า
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีระบุทิ้งท้ายว่า ตนเองทำหน้าที่ในฐานะผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ส่วนกระบวนการคัดเลือกผู้ชนะประมูลเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการตามกฎหมาย ตนไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง และหากมีหลักฐานว่าทุจริตก็ยินดีให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ สตง. หรือ ป.ป.ช. ได้ทันที พร้อมกล่าวขอบคุณฝ่ายค้านที่ช่วยอภิปรายเรื่องนี้ เพราะถือเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้และเตรียมมาลงทะเบียนร่วมโครงการตามเป้าหมาย
#ThailandAIPassport, #กระทรวงดีอี, #พรรคประชาชน, #งบประมาณแผ่นดิน, #ลักลอบล็อกสเปก, #เทคโนโลยีAI, #เศรษฐกิจดิจิทัล

