สถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในประเทศไทยกำลังทวีความรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ล่าสุดศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 ได้เปิดเผยตัวเลขสถิติที่น่าสะพรึงกลัวในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 พบว่ามีประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในโลกไซเบอร์ไปแล้วจำนวนมหาศาลถึง 106,381 คดี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า รูปแบบการหลอกลวงได้แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างแนบเนียน และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
มูลค่าความเสียหายรวมจากการถูกหลอกลวงในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ พุ่งสูงกว่า 6,000 ล้านบาท เม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้แทนที่จะได้หมุนเวียนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบ กลับต้องสูญเสียไปกับขบวนการมิจฉาชีพอย่างไร้ร่องรอย สร้างความเดือดร้อนให้แก่ภาคครัวเรือนและบั่นทอนความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกรรมบนแพลตฟอร์มดิจิทัลของประเทศเป็นอย่างมาก
พฤติกรรมหลัก ๆ ที่ทำให้ประชาชนสูญเงินในพริบตา มักเกิดจากความประมาทและการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง การกดลิงก์ปลอมที่ส่งมาทางข้อความ หรือการโอนเงินอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน ศูนย์ AOC 1441 จึงได้เร่งออกมาแจ้งเตือนพร้อมเปิดเผย “5 กลโกงออนไลน์ยอดฮิต” เพื่อให้ประชาชนตระหนักรู้และเท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของอาชญากรยุคดิจิทัล
เจาะลึก 5 กลโกงยอดฮิต หลอกขายสินค้าและบริการยังครองแชมป์อันดับหนึ่ง
ภัยออนไลน์อันดับ 1 ที่ยังคงระบาดหนักที่สุดและมีจำนวนคดีสูงอย่างต่อเนื่อง คือการหลอกขายสินค้าและบริการ โดยในช่วง 4 เดือนแรกนี้พบสูงถึง 72,532 คดี หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 70% ของคดีออนไลน์ทั้งหมด มิจฉาชีพมักจะสบช่องจากพฤติกรรมการชอบช้อปปิ้งออนไลน์ของคนไทย โดยสร้างเพจร้านค้าปลอมขึ้นมาบนสื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยม เช่น เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม แล้วนำรูปภาพสินค้ามาลงประกาศขายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดอย่างผิดปกติเพื่อเร่งเร้าให้เหยื่อรีบโอนเงิน นอกจากนี้ยังมีการแอบอ้างเป็นบริษัทขนส่งสินค้าชื่อดัง ส่งลิงก์ปลอมแจ้งว่ามีพัสดุตกค้างและต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการหลอกดูดเงินและขโมยข้อมูลส่วนบุคคล
กลโกงอันดับที่สองคือการหลอกจ้างงานหรือสร้างรายได้พิเศษ ซึ่งมีจำนวนคดีสูงถึง 16,910 คดี มิจฉาชีพกลุ่มนี้จะมุ่งเป้าไปที่ผู้ที่กำลังมองหารายได้เสริม โดยโฆษณาชวนเชื่อว่าทำงานง่าย ๆ ที่บ้านก็มีรายได้ดี เช่น งานกดไลก์สินค้า รีวิวสินค้า หรือแพ็กพัสดุ ในช่วงแรกมิจฉาชีพจะจ่ายเงินปันผลให้จริงเพื่อสร้างความไว้วางใจ ก่อนจะเริ่มหว่านล้อมให้เติมเงินหรือลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่สุดท้ายเมื่อเหยื่อต้องการถอนเงินกลับไม่สามารถทำได้และตัดการติดต่อหนีไป
สำหรับกลโกงอันดับสามและสี่ที่มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือการหลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัลที่มีจำนวน 6,673 คดี และการข่มขู่หลอกให้โอนเงินหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวน 6,324 คดี การหลอกรับรางวัลมักมาในรูปแบบของข้อความ SMS แจ้งว่าได้รับโชคใหญ่ทั้งที่ไม่เคยร่วมสนุก เพื่อล่อลวงให้กดลิงก์กรอกข้อมูลหรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอันตราย ส่วนแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะใช้วิธีโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ เจ้าหน้าที่ DSI หรือ ปปง. แล้วสร้างเรื่องราวให้น่าตกใจกลัวว่าเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินหรือสิ่งผิดกฎหมาย เพื่อบังคับให้โอนเงินมาตรวจสอบ ขณะที่อันดับที่ห้าคือการหลอกให้กู้เงินผ่านแอปพลิเคชันเถื่อน มีจำนวน 3,942 คดี ซึ่งจะเน้นโฆษณาว่าอนุมัติไวไม่เช็กเครดิตบูโร แต่กลับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมล่วงหน้าก่อนจะเชิดเงินหนี
แนวทางป้องกันตนเองด้วยหลัก “4 ไม่” และช่องทางการช่วยเหลือเร่งด่วน
เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนและลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ศูนย์ AOC 1441 ได้เน้นย้ำถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันตนเองขั้นพื้นฐานผ่านหลักการ “4 ไม่” ข้อแรกคือ “ไม่กดลิงก์แปลกปลอม” ที่ส่งมาจาก SMS หรือบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่รู้จัก ข้อต่อมาคือ “ไม่เชื่อคำโฆษณาเกินจริง” โดยเฉพาะกลุ่มงานที่อ้างว่าลงทุนน้อยแต่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติภายในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพในการล่อลวง
หลักการข้อที่สามคือ “ไม่รีบโอนเงิน” ทุกครั้งก่อนที่จะตัดสินใจทำธุรกรรมใด ๆ จะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลปลายทางอย่างละเอียดรอบคอบ และข้อสุดท้ายคือ “ไม่โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา” หากต้องการร่วมลงทุนหรือซื้อสินค้าจากบริษัทหรือองค์กรต่าง ๆ เนื่องจากมิจฉาชีพส่วนใหญ่มักจะใช้บัญชีม้าที่เป็นชื่อบุคคลธรรมดาในการรับโอนเงินเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
อย่างไรก็ตาม หากประชาชนท่านใดพลาดพลั้งตกเป็นเหยื่อหรือได้รับผลกระทบจากภัยออนไลน์เหล่านี้แล้ว สามารถติดต่อแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือเพื่อระงับบัญชีธนาคารของมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงทีที่สายด่วนAOC 1441 ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง การประสานงานที่รวดเร็วผ่านช่องทางนี้จะช่วยลดความเสียหายทางกระแสเงินสด และเพิ่มโอกาสให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามเงินจำนวนดังกล่าวกลับคืนมาให้แก่เจ้าของบัญชีได้ทันเวลา
#ภัยออนไลน์ #AOC1441 #มิจฉาชีพไซเบอร์ #หลอกโอนเงิน #กระทรวงดิจิทัล

