สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AIGC) ได้ร่วมเป็นภาคีเครือข่ายสำคัญในการผลักดันระบบสาธารณสุขไทยสู่อนาคต โดยจับมือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อจัดทำ “แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ระยะ 3 ปี” มุ่งสร้างระบบบริการสุขภาพดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และมีความปลอดภัยสูงสุด
สรุปประเด็นหลัก (Key Highlights)
-
การผนึกกำลังระดับชาติ: การประสานความร่วมมือระหว่าง ETDA, กระทรวงสาธารณสุข, สวทช. และเนคเทค เพื่อร่วมกันจัดทำและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้าน AI ทางการแพทย์ ระยะ 3 ปี
-
การประยุกต์ใช้งาน 4 มิติ: มุ่งเน้นการนำ AI มาใช้ในด้านการดูแลรักษาคลินิก, การวิจัยและพัฒนายา, การบริหารจัดการระบบสุขภาพ และการเฝ้าระวังโรคระบาด
-
ความสำคัญของธรรมาภิบาล: ยกระดับมาตรฐาน AI Governance ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
-
ก้าวสู่ศูนย์กลางภูมิภาค: ETDA และ AIGC เตรียมความพร้อมในการวางรากฐานนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เพื่อผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาล AI ของภูมิภาค
บริบทและรายละเอียดการขับเคลื่อน AI ทางการแพทย์
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันทำให้ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นกลไกสำคัญในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคสาธารณสุขและการแพทย์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญนี้ จึงมอบหมายให้ศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Center หรือ AIGC) เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นภาคีเครือข่ายหลักในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ระยะ 3 ปี การดำเนินการเชิงยุทธศาสตร์นี้เป็นความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ตลอดจนเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศ
สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้รับความสนใจและการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ภายในงานมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 100 คน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์จากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการและคณะทำงานที่ดูแลการจัดทำแผนปฏิบัติการด้าน AI ทางการแพทย์ รวมถึงผู้รับผิดชอบด้านระบบบริการสุขภาพดิจิทัลจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เพื่อสะท้อนภาพรวมของระบบสุขภาพทั่วประเทศ
จุดประสงค์หลักของการประชุมรวมตัวในครั้งนี้คือการเปิดเวทีเพื่อร่วมกันระดมความคิดเห็น วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน และกำหนดแนวทางที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อสุขภาพของประเทศไทยในระยะต่อไป นอกจากการประชุมกลุ่มใหญ่แล้ว ผู้แทนจากศูนย์ AIGC ยังได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการประชุมกลุ่มย่อยคณะที่ 1 ซึ่งเน้นหนักในเรื่อง “จริยธรรมและธรรมาภิบาลด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์” เพื่อร่วมวิเคราะห์ช่องว่างสำคัญ (Gap Analysis) และกำหนด Focus Area ที่จะเป็นกรอบหลักในการพัฒนาแผนปฏิบัติการด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
วิสัยทัศน์และการประยุกต์ใช้ในระบบสาธารณสุข
ในมุมมองของการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้นั้น นายธิติกร ตระกูลศิริศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ AIGC by ETDA ได้ร่วมอภิปรายในหัวข้อ “แนวโน้มการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขในประเทศไทย” ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วน โดยได้นำเสนอภาพรวมอันสำคัญของการนำ AI มาใช้ในระบบสาธารณสุขไทยผ่าน 4 มิติหลักที่จะเปลี่ยนโฉมวงการแพทย์ มิติเหล่านี้ประกอบด้วย การดูแลสุขภาพและการรักษาทางคลินิก, การวิจัยสุขภาพและการพัฒนายา, การบริหารจัดการและวางแผนระบบสุขภาพ และมิติสุดท้ายคือการสาธารณสุขและการเฝ้าระวังโรค
เพื่อให้เห็นภาพการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ภายในงานได้มีการยกตัวอย่างการใช้งาน AI ในสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน นวัตกรรมเหล่านี้รวมถึงระบบ Telemedicine หรือการแพทย์ทางไกลที่กำลังเติบโต การใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเชิงลึกเพื่อช่วยสนับสนุนกระบวนการวินิจฉัยโรคของแพทย์ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเฝ้าระวังโรคระบาด และการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่เข้ามาช่วยยกระดับการให้บริการทางการแพทย์อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม นายธิติกร ได้สะท้อนให้เห็นถึงข้อควรระวัง โดยกล่าวถึงความท้าทายสำคัญว่า “การใช้ AI ทางการแพทย์ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชน” ความท้าทายที่ต้องเผชิญนี้ครอบคลุมถึงความผิดพลาดของระบบที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้ป่วย ปัญหาอคติของข้อมูล (Bias) การขาดความโปร่งใสในการประมวลผลและตัดสินใจ ประเด็นความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนความท้าทายด้านความรับผิดชอบหากเกิดผลกระทบเชิงลบจากการใช้ AI ในระบบบริการสุขภาพ
ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์และมาตรฐานระดับสากล
เพื่อรับมือกับความท้าทายและลดความเสี่ยงดังกล่าว การเสวนาได้เน้นย้ำถึงความสำคัญสูงสุดของ “AI Governance” หรือ ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเปรียบเสมือนกลไกหลักที่จะควบคุมให้การใช้งานเทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน การกำกับดูแลนี้ไม่ได้จำกัดความหมายอยู่เพียงแค่ในมิติของการควบคุมทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการกำหนดนโยบาย มาตรฐาน กระบวนการในการบริหารความเสี่ยง และแนวทางปฏิบัติที่รัดกุมและเหมาะสม
การดำเนินงานภายใต้กรอบธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่งจะต้องครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของระบบปัญญาประดิษฐ์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการออกแบบ การพัฒนา การทดสอบระบบ การนำไปประยุกต์ใช้งานจริง ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการติดตามประเมินผลกระทบหลังจากที่มีการเปิดใช้งาน ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดได้มีการอ้างอิงหลักจริยธรรมสำหรับการใช้งาน AI เพื่อสุขภาพ ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวทางมาตรฐานระดับสากลที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) เพื่อยกระดับความเชื่อมั่น
ภายใต้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก มีการชี้ให้เห็นถึงความท้าทายหลักใน 3 มิติที่ผู้พัฒนาและหน่วยงานกำกับดูแลต้องให้ความสำคัญ มิติแรกคือ Accountability หรือความรับผิดชอบของระบบและผู้ใช้งานเมื่อเกิดข้อผิดพลาด มิติที่สองคือ Transparency หรือความโปร่งใสที่ระบบสามารถอธิบายและตรวจสอบที่มาที่ไปของการตัดสินใจได้ และมิติสุดท้ายคือ Fairness หรือความเป็นธรรมในการประมวลผลเพื่อไม่ให้เกิดอคติต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ปัจจัยเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ AI ทางการแพทย์สามารถถูกนำไปใช้ได้อย่างปลอดภัยในโลกแห่งความเป็นจริง
ผลกระทบและบทวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจสุขภาพ
หากวิเคราะห์ในเชิงลึก ข่าวการจับมือกันระหว่าง ETDA, สธ. และ สวทช. ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวย่างที่มีนัยสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศเป็นอย่างมาก การวางรากฐานเชิงนโยบายที่ชัดเจนจะนำไปสู่การกำหนดทิศทางการใช้ AI ในระบบสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีทางการแพทย์ สิ่งนี้จะส่งผลดีอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพของการให้บริการด้านสุขภาพ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องแบกรับภาระงานหนักในระบบสาธารณสุขปัจจุบัน
นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาระดับมหภาคแล้ว ผลกระทบเชิงบวกที่สำคัญอีกประการคือการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงนวัตกรรมและบริการทางการแพทย์ของประชาชน การมีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ได้มาตรฐานและมีความเป็นธรรม จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยจากทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการและการวินิจฉัยที่แม่นยำได้ทัดเทียมกันมากขึ้น อีกทั้งยุทธศาสตร์นี้ยังถือเป็นการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เพื่อก้าวเข้าสู่ระบบ Digital Health ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้
ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดของการบูรณาการระบบสาธารณสุขเข้ากับเทคโนโลยีที่มีธรรมาภิบาลกำกับดูแล คือการสร้าง “ความเชื่อมั่น” ซึ่งเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุดในระบบบริการสุขภาพ ทั้งความเชื่อมั่นจากบุคลากรทางการแพทย์ผู้ใช้งานระบบ และความไว้วางใจจากภาคประชาชนผู้เป็นผู้รับบริการ เมื่อบรรยากาศของความเชื่อมั่นเกิดขึ้น การประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีการแพทย์จากทั้งภาครัฐและเอกชนก็จะเติบโต นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับความมั่นคงทางสาธารณสุขของประเทศ
บทสรุปและก้าวต่อไปของระบบสาธารณสุขไทย
สำหรับทิศทางในอนาคต ETDA และศูนย์ AIGC ได้ประกาศความพร้อมที่จะเดินหน้าสนับสนุนหน่วยงานเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเต็มกำลัง โดยจะทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการให้คำปรึกษา การถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะทาง รวมถึงการจัดอบรมเพื่อพัฒนาทักษะด้าน AI Governance ให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศการแพทย์ เป้าหมายหลักคือการร่วมกันสร้างระบบนิเวศของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ปลอดภัย โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายตลอดจนมาตรฐานสากล
การเข้าไปมีบทบาทร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีระดับชาตินี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของETDA และ AIGC ในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านจากระดับของการกำหนดนโยบายไปสู่การประยุกต์ใช้งานจริงในภาคสาธารณสุข การขับเคลื่อนดังกล่าวจะช่วยผลักดันและสนับสนุนให้ระบบบริการสุขภาพของประเทศไทย มีความพร้อมและความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรับมือกับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI อย่างมั่นคง มั่นใจ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ในท้ายที่สุด ก้าวต่อไปที่ทุกภาคส่วนรวมถึงนักลงทุนในกลุ่มเฮลท์เทคต้องจับตามองคือ การสานต่อแผนปฏิบัติการระยะ 3 ปีนี้ให้เกิดผลสำเร็จเชิงประจักษ์ ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ตามแผนงานที่วางไว้ ไม่เพียงแต่โครงสร้างสาธารณสุขของคนไทยจะได้รับการยกระดับอย่างก้าวกระโดดเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานอันแข็งแกร่งที่จะผลักดันให้ประเทศไทย ก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาล AI ของภูมิภาคได้อย่างเต็มภาคภูมิในอนาคต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานได้ที่ฝ่ายยุทธศาสตร์ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ETDAหรือผ่านเพจเฟซบุ๊กETDA Thailand
#ETDA, #AIGC, #AIทางการแพทย์, #กระทรวงสาธารณสุข, #เนคเทค, #DigitalHealth, #AIGovernance, #TheReporterAsia, #นวัตกรรมสาธารณสุข, #เศรษฐกิจดิจิทัล

