KCG กำไร ไตรมาส 1 พุ่งแรง มั่นใจสงครามกระทบน้อย เร่งแผนโตยั่งยืน

KCG กำไร ไตรมาส 1 พุ่งแรง มั่นใจสงครามกระทบน้อย เร่งแผนโตยั่งยืน

เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ในฐานะผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์สัญชาติไทย ได้ออกมาประกาศศักดาด้วยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ประจำปี 2569 ที่เติบโตอย่างโดดเด่นและเหนือความคาดหมายของตลาด โดยบริษัทสามารถสร้างกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 154.6 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 26.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ KCG ในใจผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพสูง แม้ในยามที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังตึงเครียดอย่างหนักจากการปะทะกันในตะวันออกกลางก็ตาม

นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการของ KCG ได้เปิดเผยรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตนี้ โดยระบุว่ายอดขายในไตรมาสแรกของปี 2569 ทะยานขึ้นสู่ระดับ 2,187.8 ล้านบาท ขยายตัว 7.4% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์บิสกิต ซึ่งสามารถกลับมาทำยอดขายเติบโตได้อีกครั้งหลังจากที่เคยปรับตัวลดลงในปี 2568 การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การจำหน่ายผ่านช่องทาง Modern Trade และการปรับโฉมภาพลักษณ์สินค้าให้เข้ากับวิถีชีวิตสมัยใหม่กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ KCG สามารถกลับมาครองความสนใจจากกลุ่มผู้บริโภค Gen Z และกลุ่มคนทำงานที่มองหาความสะดวกสบายแต่ยังคงให้ความสำคัญกับรสชาติและคุณภาพระดับพรีเมียม

นอกจากนี้ ความสำเร็จของ KCG ยังถูกขับเคลื่อนด้วยการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ทันสมัย บริษัทได้นำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในโรงงานเพื่อลดความสูญเสียในกระบวนการผลิตและเพิ่มความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารย้ำชัดว่า “ประสิทธิภาพการผลิตที่ได้รับการยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีความแม่นยำ เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้กำไรในไตรมาสนี้เติบโตได้ดีกว่ายอดขาย” นี่คือคำยืนยันที่สะท้อนถึงความพร้อมขององค์กรในการเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน และเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการก้าวไปสู่เป้าหมายระยะยาวภายใต้แผนยุทธศาสตร์ JUMP+ ที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทในทุกมิติ


เจาะลึกรายได้และกลยุทธ์การครองตลาดผลิตภัณฑ์อาหารยุคใหม่

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของโครงสร้างรายได้ พบว่าการเติบโตของKCG ในไตรมาส 1/2569 มาจากการตอบรับที่ดีเยี่ยมในทุกช่องทางการจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศที่ยังคงรักษาความเป็นเจ้าตลาดได้อย่างเหนียวแน่น หรือตลาดต่างประเทศที่เริ่มขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น ความหลากหลายของกลุ่มผลิตภัณฑ์ตั้งแต่นม เนย ชีส ไปจนถึงส่วนผสมเบเกอรี่และอาหารสำเร็จรูป ล้วนมีบทบาทสำคัญในการผลักดันตัวเลขให้ถึงเป้า โดยเฉพาะเทรนด์อาหารแนว “Modern Lifestyle” ที่กำลังมาแรงในปี 2026 เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมัทฉะ พีสตาชิโอ และเผือก ซึ่ง KCGได้พัฒนาและนำเสนอเข้าสู่ตลาดอย่างถูกจังหวะเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาความหรูหราที่เข้าถึงง่าย (Calming Luxury)

ความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญยังเกิดจากการแก้เกมที่ชาญฉลาดในช่องทาง Modern Trade ซึ่งเดิมเคยเป็นจุดที่เผชิญความท้าทายในปีที่ผ่านมา KCGได้ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดวางสินค้า การจัดโปรโมชันที่ตรงเป้าหมาย และการใช้ข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อเพื่อปรับสต็อกสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการจริงในแต่ละพื้นที่ สิ่งนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและเพิ่มโอกาสในการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การที่กลุ่มผลิตภัณฑ์บิสกิตกลับมาพลิกฟื้นได้นั้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญเนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นในระดับที่น่าพอใจ และยังสามารถต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดได้อีกมาก

ในด้านการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งมักจะเป็นตัวแปรที่ควบคุมยากที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร KCGกลับแสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบจากการวางแผนล่วงหน้า แม้ราคาวัตถุดิบในตลาดโลกจะมีความผันผวน แต่บริษัทคาดการณ์ว่าแนวโน้มต้นทุนเฉลี่ยตลอดทั้งปี 2569 จะยังคงอยู่ในระดับที่ทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2568 นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ระบุว่าบริษัทมีแผนการล็อกราคาวัตถุดิบหลักไว้ล่วงหน้าและประสานงานกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อประกันความเสี่ยง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ไม่ได้รับแรงกดดันมากนัก และบริษัทสามารถรักษาระดับการทำกำไรที่มั่นคงได้ท่ามกลางปัจจัยลบภายนอกที่รายล้อม


วิเคราะห์ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการบริหารความเสี่ยง

ประเด็นที่นักลงทุนและสาธารณชนต่างให้ความสนใจคือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิอิหร่านที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งได้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก แม้ผลกระทบในไตรมาส 1 จะยังไม่ปรากฏชัดเจนในงบการเงิน แต่ KCGไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เตรียมการรับมือไว้อย่างเป็นระบบ บริษัทประเมินว่าในไตรมาส 2 อาจจะเริ่มเห็นสัญญาณของต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่อ้างอิงราคาตามตลาดน้ำมันดิบ และค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปัญหาในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกและการปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือเพื่อเลี่ยงจุดเสี่ยง

เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น KCGได้ดำเนินการ “ล็อกราคา” บรรจุภัณฑ์กลุ่มพลาสติกไว้ล่วงหน้าบางส่วนแล้ว ซึ่งเป็นการลดความผันผวนของต้นทุนการผลิตโดยตรง นอกจากนี้ บริษัทยังมีการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อจัดหาแหล่งวัตถุดิบสำรองและตรวจสอบแผนการจัดส่งสินค้าให้มีความยืดหยุ่นสูงสุด นายดำรงชัยกล่าวเน้นย้ำถึงมาตรการนี้ว่า “บริษัทฯ ได้เตรียมแผนรองรับในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเราสามารถจัดหาสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการและรักษาเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน” การเตรียมพร้อมนี้สะท้อนให้เห็นว่า KCGมีระบบบริหารความเสี่ยงที่เข้มแข็งและสามารถปรับตัวได้ทันต่อเหตุการณ์วิกฤต

นอกจากต้นทุนด้านการผลิตแล้ว KCGยังมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤต โดยการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2026 การขยายตัวของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมจากตะวันออกกลางที่เข้ามาในประเทศไทย ทำให้ความต้องการอาหารที่มีคุณภาพและได้รับมาตรฐานฮาลาลเพิ่มสูงขึ้น KCGจึงใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ยังเป็นการเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมหาศาลในอนาคต


เส้นทางสู่ความยั่งยืนและเป้าหมายกำไรแปดร้อยล้านภายใต้แผน JUMP+

การขับเคลื่อนธุรกิจของKCG ในปี 2569 ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่ตัวเลขกำไรในระยะสั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนตามหลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) ล่าสุดบริษัทได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความโปร่งใสในกระบวนการทำงานถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจในระดับสากล

ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม KCGได้เข้าร่วมโครงการ “Circular Economy Project” ปีที่ 5 ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เพื่อนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต การลดของเสียและการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการลดต้นทุนการผลิตในระยะยาวอีกด้วย นอกจากนี้ บริษัทยังได้ใช้เครื่องมือ “Social Impact Footprint” (SIF) เพื่อประเมินและยกระดับผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนรอบข้างและสร้างคุณค่าให้กับตราสินค้าในสายตาผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน

หัวใจสำคัญของการก้าวกระโดดครั้งใหญ่คือแผนการเพิ่มมูลค่าบริษัท หรือ “JUMP+ Plan” (2569–2571) ที่KCG ได้นำเสนอต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แผนงานนี้ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ แผนธุรกิจเชิงรุก แผนยกระดับการกำกับดูแล และแผนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายที่ชัดเจนคือการผลักดันกำไรสุทธิให้พุ่งแตะระดับ 750 – 800 ล้านบาทภายในปี 2571 ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งจากผลงานไตรมาส 1 และการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างรัดกุม KCGมั่นใจว่าจะสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่และเติบโตเคียงคู่กับสังคมไทยได้อย่างสง่างาม

#KCG #EconomicNews #ModernLifestyleFood #InvestmentThailand #ESG #BusinessGrowth2026 #FoodIndustry #Sustainability #JUMPPlus #CorporateStrategy

Related Posts