เลอโนโว ทุบสถิติรายได้ทั่วโลก ส่ง “Lenovo Qira” เอไออัจฉริยะ บุกไทย

เลอโนโว ทุบสถิติรายได้ทั่วโลก ส่ง “Lenovo Qira” เอไออัจฉริยะ บุกไทย

ในขบวนพาเหรดของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีที่กำลังก้าวกระโดดเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ เลอโนโว (Lenovo) ได้ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ด้วยผลประกอบการประจำไตรมาสล่าสุดที่สิ้นสุดลงในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยสามารถกวาดรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตขึ้นกว่าร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า การเติบโตที่น่าอัศจรรย์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตัวเลขรายได้ แต่ยังสะท้อนถึงผลกำไรที่พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 36

ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ “Pocket to Cloud” ที่ เลอโนโว มุ่งเน้นการนำเสนอโซลูชันด้านเอไอที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่อุปกรณ์พกพาไปจนถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเอไอซึ่งมียอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 72 แบบปีต่อปี แสดงให้เห็นว่าความต้องการในเทคโนโลยีอัจฉริยะกำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจของเลอโนโวทั่วโลกและในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างมีนัยสำคัญ

ความแข็งแกร่งของเลอโนโวในตลาดประเทศไทยยังคงเป็นที่ประจักษ์ชัดด้วยการครองตำแหน่งผู้นำในตลาดพีซี (PC Shipment) ติดต่อกันยาวนานถึง 12 ไตรมาส โดยในไตรมาสล่าสุดสามารถสร้างสถิติส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดใหม่ที่ร้อยละ 35 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่โดดเด่นอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับส่วนแบ่งการตลาดเฉลี่ยทั่วโลกที่ร้อยละ 25 นอกจากความสำเร็จในด้านยอดขายแล้ว เลอโนโวยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 100 บริษัทที่น่าทำงานด้วยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพและความพร้อมในการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้ามาขับเคลื่อนนวัตกรรมในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีเอไอ ข้อมูลจากการสำรวจ CIO Playbook ร่วมกับ IDC ระบุว่าในปี 2026 นี้ องค์กรกว่าร้อยละ 96 มองว่าการลงทุนในเม็ดเงินด้านเอไอเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง ทั้งในด้านการเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าเพียงแค่การทดลองใช้งานเหมือนในปีที่ผ่านมา

คุณวรพจน์ ถาวรวรรณ ผู้จัดการทั่วไปประจำไทย และภูมิภาคอินโดจีน ของเลอโนโว ได้กล่าวถึงทิศทางที่สำคัญนี้ว่า “เอไอจะไม่ได้เป็นเพียงตัวช่วยเพื่อการบริหารจัดการกระบวนการทำงาน และตัวเพิ่มประสิทธิภาพเวิร์กโฟลว์ แต่เอไอจะเป็นตัวนำไปสู่การเสริมศักยภาพให้องค์กรด้วยการนำข้อมูลขององค์กรที่เกิดขึ้นจริง ไปประยุกต์ใช้ สร้างตรรกะเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจให้แก่พนักงานผู้ใช้งาน เพื่อพัฒนาองค์กรให้กลายเป็นระบบที่สามารถเรียนรู้ และปรับเปลี่ยนได้อย่างต่อเนื่องด้วยตัวเอง” ทัศนะดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของเลอโนโวในอนาคตคือการสร้าง “Digital Twins” หรือฝาแฝดทางดิจิทัลที่จะเข้ามาช่วยประสานการทำงานข้ามอีโคซิสเท็มอย่างไร้รอยต่อ เพื่อยกระดับความสามารถของมนุษย์ผ่านการทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าใจบริบทเชิงลึกและสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ ภายใต้กรอบความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัวสูงสุดซึ่งเป็นสิ่งที่เลอโนโวให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง


เจาะลึกนวัตกรรม Personal AI และโครงสร้างพื้นฐานระดับองค์กร

สำหรับการรุกตลาดผู้บริโภคทั่วไป เลอโนโวได้สร้างความตื่นเต้นด้วยการเปิดตัว “Lenovo Qira” ซึ่งถูกนิยามว่าเป็นระบบ Personal Ambient Intelligence System รูปแบบใหม่ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของแชตบอตทั่วไป โดย Qira ไม่ได้ทำงานเป็นเพียงแอปพลิเคชันแยกส่วน แต่ฝังตัวอยู่ในระดับระบบปฏิบัติการที่พร้อมรับรู้และเข้าใจบริบทการใช้งานข้ามอุปกรณ์ทั้งพีซี สมาร์ทโฟนโมโตโรล่า แท็บเล็ต และอุปกรณ์สวมใส่ ความโดดเด่นที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการทำงานแบบออฟไลน์โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ซึ่งช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความปลอดภัยของข้อมูล Qira จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เรียนรู้พฤติกรรมและความต้องการของผู้ใช้ล่วงหน้า เช่น การจัดทำบันทึกการประชุมสรุปใจความสำคัญจากสิ่งที่ผู้ใช้สวมใส่ผ่านอุปกรณ์ Wearable หรือการวิเคราะห์และแก้ไขไฟล์งานให้พร้อมส่งต่อได้อย่างอัตโนมัติภายใต้คำสั่งเสียงเพียงคำเดียว

ในฟากของธุรกิจระดับองค์กร เลอโนโวได้ยกระดับกลยุทธ์สู่ “Hybrid AI Advantage” ผ่านการเปิดตัวแพลตฟอร์ม “Lenovo xIQ” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานเอไอใน 3 โดเมนหลัก ได้แก่ เอเจนต์อัจฉริยะ (Intelligent Agents), ดิจิทัลเวิร์กเพลซ (Digital Workplace) และโครงสร้างพื้นฐานไฮบริดคลาวด์ โดยเฉพาะ xIQ Agent Platform ที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างและติดตั้ง AI Agent ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเขียนโค้ด (No-code) ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ในขณะที่ xIQ Digital Workplace Platform จะทำหน้าที่ตรวจจับปัญหาทางไอทีเชิงรุกและแก้ไขโดยอัตโนมัติ ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนการสนับสนุนด้านไอทีได้ถึงร้อยละ 30 และเพิ่มประสบการณ์การทำงานของผู้ใช้ให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การบูรณาการแพลตฟอร์มเหล่านี้เข้าด้วยกันจะช่วยให้องค์กรเปลี่ยนจากการทดลองใช้เอไอไปสู่การสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่วัดผลได้จริงภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น

เลอโนโว ยังได้นำเสนอเคสความสำเร็จที่น่าสนใจในการนำโครงสร้างพื้นฐานเอไอไปปรับใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ST Logistics ในสิงคโปร์ที่ใช้เอไอร่วมกับหุ่นยนต์บริหารจัดการคลังสินค้าอัจฉริยะหรือ “Dark Warehouse” ที่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องเปิดไฟและมีความแม่นยำสูง หรือในวงการกีฬาระดับโลกอย่างการแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA และ Formula 1 ที่เลอโนโวทำหน้าที่เป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีในการประมวลผลภาพช้าและมุมกล้องอัจฉริยะโดยใช้เอไอในการวิเคราะห์จังหวะสำคัญ นอกจากนี้ในประเทศไทยเอง มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เลือกใช้โซลูชัน Digital Workplace ของเลอโนโวเพื่อมุ่งเน้นการทำ Carbon Offset และการบริหารจัดการทรัพยากรไอทีอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ของเลอโนโวที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพทางเทคโนโลยีด้วยระบบระบายความร้อน Neptune Liquid Cooling ที่ลดการใช้พลังงานได้มหาศาล


กางกลยุทธ์ไฮบริดเอไอและวิกฤตชิปขาดแคลนที่ส่งผลต่อราคาตลาดโลก

ท่ามกลางโอกาสที่สดใสในยุคเอไอ ตลาดไอทีโลกกลับต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่อย่างวิกฤตการขาดแคลนอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยความจำ (Memory), SSD, CPU และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง GPU ที่มีความต้องการสูงเกินกว่ากำลังการผลิตถึง 3 เท่าตัว ปัญหานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น จนทำให้เลอโนโวและผู้ผลิตรายอื่นจำเป็นต้องปรับราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกเดือนมาตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันราคาตลาดของสินค้ากลุ่มเซิร์ฟเวอร์และพีซีบางรุ่นปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 30 หรือมากกว่านั้นเมื่อเทียบกับราคาในช่วงปลายปี 2025 อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะพุ่งสูงขึ้นแต่ความต้องการในตลาดผู้บริโภคและองค์กรขนาดกลางกลับไม่ได้ลดลง เนื่องจากผู้ใช้งานมองว่าการลงทุนในเทคโนโลยีเอไอที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นเรื่องที่ “ขาดไม่ได้” เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย

กลยุทธ์สำคัญที่เลอโนโวนำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงให้แก่ลูกค้าคือการมุ่งเน้นไปที่ “Hybrid AI” ซึ่งเป็นการผสมผสานการทำงานระหว่าง On-premise และ Cloud เนื่องจาก CIO ส่วนใหญ่มองว่าการพึ่งพาคลาวด์เพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการโจมตีทางไซเบอร์ที่มักพุ่งเป้าไปที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ของคลาวด์สาธารณะ การใช้โซลูชันไฮบริดจึงเป็นทางออกที่ช่วยให้องค์กรมี “Mirror” ข้อมูลอยู่ที่ไซต์ของตนเอง เพิ่มความเชื่อมั่นในด้าน Data Security และ Privacy ได้ดีกว่า นอกจากนี้ เลอโนโวยังส่งเสริมโมเดลธุรกิจแบบ “As a Service” ผ่านบริการ TruScale เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเอไอได้ในรูปแบบสมาชิก (Subscription) ซึ่งช่วยลดภาระการลงทุนก้อนใหญ่ในช่วงที่ราคาฮาร์ดแวร์ผันผวนและยังได้รับการดูแลระบบอย่างต่อเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญ

ในท้ายที่สุด เลอโนโวได้วางตำแหน่งตนเองจากการเป็นเพียงผู้ขายผลิตภัณฑ์ไปสู่การเป็น “Consultancy Service” ที่พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนองค์กรในทุกขั้นตอนของการเดินทางสู่ยุคเอไอ ด้วยการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) เฉพาะในส่วนของเอไอมากกว่าปีละ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เลอโนโวมุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศไอทีที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ แม้จะมีปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจโลกหรือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อสายโซ่อุปทาน แต่ความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมยังคงเป็นแกนกลางของการดำเนินธุรกิจ การที่เลอโนโวสามารถรักษาอัตราการเติบโตแบบ Double Digit ในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์และครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งในไทยสะท้อนให้เห็นว่า วิสัยทัศน์ “Smarter AI for All” ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกน แต่คือความพร้อมที่เกิดขึ้นจริงเพื่อพาผู้บริโภคและธุรกิจไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปสู่โลกแห่งอนาคต

#Lenovo #HybridAI #LenovoQira #AgenticAI #DigitalTwin #TechNews #ThailandAI

Related Posts