ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการทหารที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโฉมหน้าของสมรภูมิไปอย่างสิ้นเชิง ความท้าทายใหม่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ขีดความสามารถในการโจมตีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการทรัพยากรป้องกันประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซาบ (SAAB) ในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคงที่เคียงข้างกองทัพไทยมาอย่างยาวนานกว่าสี่ทศวรรษ จึงได้ออกมาเปิดเผยยุทธศาสตร์การป้องกันทางอากาศรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นความยืดหยุ่นและการขยายขีดความสามารถตามระดับของภัยคุกคาม เพื่อสร้างรากฐานความปลอดภัยที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทยในอนาคต
การก้าวเข้าสู่ปีที่ 42 ของความสัมพันธ์ระหว่าง SAAB และประเทศไทยถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญยิ่งในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศ จากจุดเริ่มต้นในการส่งมอบระบบจำลองสถานการณ์ในปี พ.ศ. 2527 สู่การเป็นผู้นำในการวางรากฐานระบบเครือข่ายบัญชาการและควบคุมระดับชาติที่บูรณาการการทำงานของทุกเหล่าทัพเข้าด้วยกันอย่างเหนียวแน่น ในวันนี้ซาบพร้อมแล้วที่จะนำเสนอแนวทางที่เรียกว่า “สมการของโดรน” (Drone Equation) ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งตอบโจทย์ความซับซ้อนของภัยคุกคามทางอากาศสมัยใหม่ที่โดรนต้นทุนต่ำสามารถสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาลได้อย่างมหาศาล
ความมุ่งมั่นของซาบภายใต้ปรัชญา “Keeping people and society safe” ไม่ได้เป็นเพียงคำโฆษณา แต่เป็นเข็มทิศในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของพลเมืองและสังคม นายเฟรดริก ลินด์บลูม รองประธานและผู้จัดการประจำประเทศ ซาบ ประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีขั้นสูงและความเหมาะสมในเชิงปฏิบัติการ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประเทศไทยถือเป็นลูกค้ายุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของซาบในระดับโลก
ยุทธศาสตร์การป้องกันแบบหลายชั้นและสมการแห่งความคุ้มค่าในยุคโดรนครองเมือง
การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของระบบอากาศยานไร้คนขับในภาคการทหารได้สร้างโจทย์ที่ยากลำบากให้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบดั้งเดิม เนื่องจากโดรนในปัจจุบันมีความหลากหลายสูง ทั้งในด้านขนาด ความเร็ว และรูปแบบการปฏิบัติการ ตั้งแต่โดรนตรวจการณ์ขนาดเล็กที่บินในระดับต่ำไปจนถึงการโจมตีแบบฝูงบิน (Swarm) ที่สามารถเจาะทะลุการป้องกันได้โดยใช้ต้นทุนเพียงเล็กน้อย แนวทางเดิมที่ใช้ระบบขีปนาวุธราคาแพงในการทำลายโดรนราคาถูกจึงเริ่มไม่ตอบโจทย์ในเชิงลอจิสติกส์และเศรษฐศาสตร์อีกต่อไป ซาบจึงได้เสนอทางออกด้วยแนวทางการป้องกันแบบหลายชั้น (Multi-layered Defense) ที่ผสมผสานเซ็นเซอร์และระบบตอบสนองที่หลากหลายเข้าด้วยกัน
หัวใจสำคัญของแนวทางนี้คือการใช้ระบบตรวจจับที่มีความแม่นยำสูงอย่างเรดาร์ตระกูล Giraffe โดยเฉพาะรุ่น Giraffe 1X ที่มีความคล่องตัวสูงและสามารถจำแนกเป้าหมายขนาดเล็กอย่างโดรนออกจากวัตถุอื่นๆ เช่น นก ได้อย่างชัดเจนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นายเฟรดริก ลินด์บลูม อธิบายถึงแนวคิดนี้ว่า “ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบันคือเรื่องของความสมดุล โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การผสานขีดความสามารถที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถเลือกใช้แนวทางการตอบสนองที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ แทนการพึ่งพาเพียงโซลูชันรูปแบบเดียว” ซึ่งหมายถึงการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับมูลค่าและระดับของภัยคุกคามในขณะนั้น
เมื่อระบบสามารถตรวจจับและคัดกรองภัยคุกคามได้อย่างแม่นยำ ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกใช้ “ตัวกระทำ” (Effectors) ที่มีความเหมาะสม หากเป็นโดรนขนาดเล็กที่มีราคาต่ำ การใช้ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) เพื่อรบกวนสัญญาณ หรือการใช้ระบบอาวุธลำกล้องควบคุมระยะไกลอย่าง Trackfire RWS ที่มีค่าใช้จ่ายต่อการยิงต่ำกว่าขีปนาวุธหลายเท่า จะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า แนวคิด modular และ scalable ของซาบช่วยให้ระบบเหล่านี้สามารถติดตั้งได้บนยานพาหนะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกขนาดเล็กหรือเรือรบ ทำให้กองทัพสามารถปรับตำแหน่งและขยายพื้นที่คุ้มครองได้อย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
รากฐานความสำเร็จ 40 ปีในไทยและการก้าวสู่ระบบยุทธการแบบเครือข่ายเป็นศูนย์กลาง
ความสัมพันธ์ระหว่างซาบและประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 และได้พัฒนาจากการเป็นเพียงผู้จัดหาอุปกรณ์มาเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ร่วมกันสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศที่โดดเด่นที่สุดในภูมิภาค ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีการใช้งานระบบยุทธการแบบเครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Warfare: NCW) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ช่วยให้เครื่องบินขับไล่ Gripen ระบบตรวจการณ์ทางอากาศ Erieye และเรือรบของกองทัพเรือสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้แบบเรียลไทม์ผ่านดาต้าลิงก์ที่มีความปลอดภัยสูง
แนวคิด NCW นี้เปรียบเสมือนสมการทางทหารที่ “1 + 1 เท่ากับ 3” เนื่องจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานร่วมกันของระบบต่างๆ นั้นมีมูลค่ามากกว่าผลรวมของอุปกรณ์แต่ละชิ้นแยกกัน นายคทา สุวรรณวัตร ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ซาบ ประเทศไทย ได้ยกตัวอย่างถึงขีดความสามารถนี้ว่า เมื่อระบบ Erieye ตรวจพบเป้าหมายจากระยะไกล ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังศูนย์บัญชาการเพื่อตัดสินใจว่าจะส่งเครื่องบิน Gripen หรือใช้ระบบป้องกันภัยจากเรือรบเข้าจัดการ ซึ่งการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำบนพื้นฐานข้อมูลเดียวกันนี้คือข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดในสมรภูมิยุคใหม่
นอกจากความสำเร็จในด้านอากาศยานและการตรวจการณ์แล้ว ซาบยังได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับกองทัพเรือไทย ผ่านการติดตั้งระบบอำนวยการรบ (Combat Management Systems) และเรดาร์บนเรือหลวงหลายลำ เช่น เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงตากสิน เรือหลวงจักรีนฤเบศร และเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงการจัดหาระบบค้นหาเป้าหมายทางบก (Weapon Locating Radar: ARTHUR) ให้กับกองทัพบก ซึ่งสามารถคำนวณตำแหน่งที่ตั้งของอาวุธฝั่งตรงข้ามที่ยิงเข้ามาได้อย่างแม่นยำเพื่อการโต้ตอบที่ทันท่วงที การบูรณาการข้อมูลข้ามเหล่าทัพนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญที่ซาบตั้งใจจะต่อยอดไปสู่ระบบป้องกันโดรนแบบบูรณาการในอนาคต
ส่องพอร์ตโฟลิโอเทคโนโลยีระดับโลกของซาบ: จากใต้สมุทรสู่ห้วงอวกาศ
ความแข็งแกร่งของซาบในตลาดโลกสะท้อนผ่านตัวเลขการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2568 ด้วยยอดขายกว่า 7.9 หมื่นล้านโครนาสวีเดน และการมีพนักงานผู้เชี่ยวชาญกว่า 28,000 คนใน 30 ประเทศทั่วโลก สิ่งที่ทำให้ซาบแตกต่างคือการให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยมีการลงทุนคิดเป็นเกือบ 10% ของยอดขายทั้งหมด หรือประมาณ 1.26 หมื่นล้านโครนาสวีเดนต่อปี เพื่อรักษาความเป็นผู้นำใน 5 ด้านธุรกิจหลัก ได้แก่ การบิน (Aeronautics), ระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ (Dynamics), ระบบการตรวจการณ์ (Surveillance), โซลูชันดิจิทัล (Combitech) และกลุ่มธุรกิจเรือรบ (Naval)
ในด้านการบิน เครื่องบินขับไล่ Gripen ถือเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงที่ได้รับการยอมรับในด้านนวัตกรรมและความคุ้มค่าในการปฏิบัติการ โดยรุ่นล่าสุดอย่าง Gripen E ได้รับการพัฒนาให้มีระบบเซ็นเซอร์ที่ล้ำสมัยและขีดความสามารถด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่เหนือชั้น ขณะเดียวกันในกลุ่มธุรกิจระบบอาวุธ ซาบเป็นผู้นำระดับโลกในอาวุธสนับสนุนทหารราบอย่างตระกูล Carl-Gustaf และ AT4 ซึ่งกองทัพไทยมีการใช้งานมาอย่างยาวนาน รวมถึงอาวุธต่อต้านรถถังยุคใหม่อย่าง NLAW ที่ทหารเพียงนายเดียวสามารถทำลายรถถังหลักที่มีการป้องกันหนาแน่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยีใต้น้ำเป็นอีกหนึ่งสาขาที่ซาบมีความเชี่ยวชาญระดับโลก โดยเฉพาะเรือดำน้ำรุ่น A26 ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูงและต้องการคุณลักษณะการพรางตัว (Stealth) ที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ ซาบยังเป็นผู้ให้บริการระบบบริหารจัดการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Management) และหอควบคุมการบินดิจิทัลที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยให้กับสนามบินพลเรือนทั่วโลก รวมถึงสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในประเทศไทย ความหลากหลายของพอร์ตโฟลิโอนี้ช่วยให้ซาบสามารถส่งมอบโซลูชันที่ครอบคลุมทุกมิติของการป้องกันประเทศอย่างแท้จริง
การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนโยบายชดเชย: หัวใจของการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทย
หนึ่งในประเด็นที่สื่อมวลชนและรัฐบาลไทยให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือความร่วมมือทางอุตสาหกรรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งซาบได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนนโยบายชดเชย (Offset Policy) ของประเทศไทย ภายใต้โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen รอบใหม่ ซาบมีแผนการที่จะส่งมอบโครงการที่ช่วยยกระดับทักษะของบุคลากรไทย ทั้งในส่วนที่เป็นการชดเชยโดยตรงต่อกองทัพ และการชดเชยทางอ้อมที่มุ่งเน้นการพัฒนาภาคการศึกษาและสถาบันวิจัยในประเทศ สิ่งนี้จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในการบำรุงรักษาและอัปเกรดระบบในอนาคต
นายเฟรดริก ลินด์บลูม ได้เปิดเผยถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) ในประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในเฟสต่อๆ ไป ซาบยังมองหาโอกาสในการทำงานร่วมกับผู้ผลิตอุปกรณ์ในประเทศ (OEMs) และพันธมิตรท้องถิ่นที่มีศักยภาพ เพื่อร่วมกันผลิตชิ้นส่วนหรืออะไหล่บางประเภทในอนาคต “เรามุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระยะยาวที่เกื้อกูลซึ่งกันและกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในไทย เพื่อให้มั่นใจว่าโซลูชันของเราไม่เพียงแต่ล้ำสมัย แต่ยังสอดคล้องกับมาตรฐานและบริบทของอุตสาหกรรมในท้องถิ่นด้วย”
แนวทางการดำเนินธุรกิจแบบ “Business to Government” ของซาบมุ่งเน้นการเป็นหุ้นส่วนที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับประเทศ มากกว่าการเป็นเพียงผู้ขายสินค้า การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และการถ่ายทอดความรู้เชิงเทคนิคไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพไทย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล ความสำเร็จที่ผ่านมา เช่น การร่วมมือกับบริษัทในประเทศเพื่อพัฒนาดาต้าลิงก์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทย (Link TH) เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความจริงใจของซาบในการเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน
วิสัยทัศน์ความมั่นคงของซาบเพื่ออธิปไตยไทยที่มั่นคงและยั่งยืน
ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความขัดแย้งที่ซับซ้อนขึ้นทุกขณะ ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของชาติ ซาบยังคงยึดมั่นในภารกิจการสนับสนุนกองทัพไทยให้ก้าวข้ามความท้าทายใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามจากโดรนหรือความจำเป็นในการปฏิรูปกองทัพสู่ระบบดิจิทัล ด้วยฐานลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกในระบบเตือนภัยล่วงหน้าทางอากาศและความเชี่ยวชาญด้านเซ็นเซอร์ระดับแนวหน้า ซาบพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของประเทศไทยทั้งในยามปกติและยามวิกฤต
อนาคตของการป้องกันประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีอาวุธที่แพงที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและเลือกใช้ทรัพยากรได้อย่างชาญฉลาดที่สุด นายเฟรดริก ลินด์บลูม สรุปทิ้งท้ายว่า ” SAAB มีส่วนร่วมในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศไทยที่มีความแข็งแกร่งและโดดเด่นในภูมิภาค การต่อยอดจากรากฐานนี้ร่วมกันจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการในอนาคตได้อย่างมีความยืดหยุ่นและยั่งยืน” คำมั่นสัญญานี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ซาบจะยังคงเป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้ของประเทศไทยในการสร้างโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสืบไป
การเดินหน้าสู่ทศวรรษที่ห้าของความสัมพันธ์นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการร่วมกันสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่จะเป็นรากฐานให้กับความเจริญของชาติในระยะยาว ด้วยโซลูชันที่ปรับขยายได้และแนวคิดการป้องกันที่สอดคล้องกับงบประมาณและสถานการณ์จริง ประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านความมั่นคงในภูมิภาคได้อย่างสง่างาม โดยมีซาบเป็นพันธมิตรที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกภัยคุกคามที่เกิดขึ้นเหนือน่านฟ้า บนผืนดิน และลึกลงไปใต้ท้องทะเลไทย
#Saab #DefenseIndustry #ThailandMilitary #CounterUAS #Gripen #NetworkCentricWarfare #TechnologyTransfer #TheReporterAsia

