TEI ฉลอง 33 ปี ชูโมเดล “ปรับเพื่ออยู่” พลิกวิกฤติสิ่งแวดล้อมสู่โอกาส

TEI ฉลอง 33 ปี ชูโมเดล “ปรับเพื่ออยู่” พลิกวิกฤติสิ่งแวดล้อมสู่โอกาส

TEI เร่งเครื่องนโยบาย Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและกลไกการเงินสีเขียว หวังยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้รอดพ้นจากกำแพงภาษีโลกและวิกฤติธรรมชาติเสื่อมถอยอย่างยั่งยืน

เส้นทางเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำกับความท้าทายครั้งใหม่ของเศรษฐกิจไทย

ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความผันผวนทางสภาพภูมิอากาศและมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 33 อย่างยิ่งใหญ่พร้อมการเปิดเวทีสัมมนาวิชาการระดับประเทศภายใต้แนวคิด “สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” งานนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการส่งสัญญาณเตือนไปยังภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยหลักที่ชี้ชะตาความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาร่วมเป็นประธานพร้อมขับเคลื่อนการใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในการแก้ปัญหา

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในเชิงนโยบายของประเทศไทยจากการสัมมนาครั้งนี้ คือการประกาศเร่งรัดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ หรือ Net Zero ให้เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 15 ปี โดยขยับเป้าหมายขึ้นมาเป็นภายในปี ค.ศ. 2050 การปรับเปลี่ยนกรอบเวลาที่รวดเร็วขึ้นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างการดำเนินธุรกิจในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นโยบายนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำตามข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่โครงสร้างการพัฒนาที่สมดุลและมีความยั่งยืนในระยะยาว

กลไกทางนโยบายที่เข้มข้นขึ้นนี้จะกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อกลุ่มธุรกิจที่เตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในระดับประเทศเช่นนี้จะช่วยให้สินค้าและบริการจากประเทศไทยสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะการรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของสหภาพยุโรปและคู่ค้าหลักอื่นๆ การเร่งเครื่องนโยบาย Net Zero จึงเปรียบเสมือนการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากกำแพงภาษีคาร์บอนที่จะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตอันใกล้

ป้องกันธรรมชาติล่มสลายด้วยกลไกการเงินและทิศทางนโยบายสีเขียวระดับสากล

ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพกำลังกลายเป็นความเสี่ยงรูปใหม่ที่ภาคธุรกิจไทยต้องเผชิญอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เวทีเสวนาเจาะลึกสะท้อนให้เห็นว่าสัญญาณเตือนของวิกฤติธรรมชาติเสื่อมถอยส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงห่วงโซ่อุปทานในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิดการพัฒนาแบบ Nature-Positive หรือการพัฒนาที่ส่งผลดีต่อธรรมชาติเพิ่มขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและหันมาใช้วิธีการบริหารจัดการที่รับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต

มาตรการและทิศทางใหม่ๆ จากองค์กรสากลทั้งทิศทางนโยบายสีเขียวของอาเซียน (Green Policy) และเส้นทางมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) กำลังกดดันให้ประเทศไทยต้องเร่งนำเอาเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่มาประยุกต์ใช้ หนึ่งในเครื่องมือที่น่าจับตามองคือ Nature Credits หรือสินเชื่อเพื่อธรรมชาติ ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่เข้ามาเชื่อมโยงระหว่าง “ธรรมชาติและเศรษฐกิจ” เข้าด้วยกัน เครื่องมือนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวได้ง่ายขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนโครงการอนุรักษ์และการพัฒนาพื้นที่คุ้มครองเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ตามแนวทาง OECMs ของประเทศ

TEI

การปรับตัวในมิตินี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคที่ต้องเชื่อมโยงแนวคิด Green Development เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้สอดรับกับกระแสโลก การเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาตินี้ จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมไทยในเวทีสากลและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่มุ่งเน้นความยั่งยืน การเรียนรู้และนำเครื่องมือการจัดการระดับสากลมาปรับใช้อย่างเท่าทันจึงเป็นทางรอดที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้เติบโตคู่กับระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืน

ผ่าทางรอดแก้ปัญหามลพิษด้วยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและการยกระดับอุตสาหกรรม

ปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อมทั้งมลพิษทางอากาศ PM2.5 ขยะพลาสติก และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นโจทย์เก่าที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนไทยมาอย่างยาวนาน การก้าวข้ามความท้าทายนี้จำเป็นต้องมีการยกระดับการจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยเน้นการควบคุมจากแหล่งกำเนิดมลพิษและการบริหารจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การเปลี่ยนผ่านแนวคิดจากการกำจัดทิ้งไปสู่การส่งเสริมการใช้ทรัพยากรตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สำหรับภาคการผลิตและบริการนั้น วิกฤติมลพิษได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโอกาสในการปรับตัวและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ผู้ประกอบการที่สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสามารถนำขยะหรือผลพลอยได้กลับมาใช้ประโยชน์ซ้ำจะได้รับข้อได้เปรียบทางการค้าอย่างเด่นชัด มาตรการขับเคลื่อนเหล่านี้นอกจากจะช่วยลดการปล่อยมลพิษสู่ภายนอกแล้ว ยังช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกิดห่วงโซ่คุณค่าใหม่ๆ ที่เกื้อหนุนระบบเศรษฐกิจภายในประเทศให้พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

ในส่วนของภาคชุมชนและภาคเกษตรกรรม การปรับตัวถือเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสถียรภาพรายได้อย่างยั่งยืน การลดการใช้สารเคมีและการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรอย่างมีระบบจะช่วยลดการเกิดมลพิษในพื้นที่และเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร ความร่วมมือระหว่างภาคการผลิต บริการ และเกษตรกรรมในการนำแนวทางปฏิบัติจริงมาใช้จะช่วยลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วนนี้จึงเป็นคำตอบของการก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ เพื่อมุ่งสู่อนาคตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและปลอดภัยอย่างแท้จริง

“วันนี้โลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ และปัญหามลพิษที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมลพิษทางอากาศจาก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางทรัพยากร สิ่งสำคัญที่สุดคือการ ‘ปรับตัว’ เพราะหากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้ ความสูญเสียในอนาคตอาจรุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้”ดร.วิจารย์ สิมาฉายา > ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)

บูรณาการพันธมิตรสีเขียวและกลไกขับเคลื่อนมาตรฐานอาคารเพื่อความยั่งยืน

เพื่อผสานแนวคิดทั้งหมดให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในเชิงพาณิชย์ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้จับมือกับมูลนิธิอาคารเขียวไทยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญ ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับเกณฑ์อาคารเขียวไทย โดยการนำเอาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมและฉลากเขียวของ TEI เข้ามาเป็นกลไกหลักในการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย มาตรการนี้จะช่วยสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการก่อสร้างและขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้มีการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้แก่ภาคีเครือข่ายและผู้ประกอบการที่มีการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งวัฏจักรผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งเปิดเวทีสร้างความตระหนักรู้ผ่านรางวัลพลังสื่อขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมไทย และรางวัล Green Voice Influencer Award เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในสังคม การเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการเหล่านี้ช่วยตอกย้ำว่าการทำธุรกิจสีเขียวสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยยังได้จัดแสดงนิทรรศการโมเดลความสำเร็จจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นแนวทางให้ภาคธุรกิจนำไปประยุกต์ใช้จริง

การดำเนินงานตลอดระยะเวลา 33 ปีที่ผ่านมาของ TEI ในฐานะองค์กรวิชาการที่เป็นกลางได้พิสูจน์แล้วว่า ความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วนคือหัวใจของการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ การผนึกกำลังร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ องค์กรที่สามารถเรียนรู้ ตระหนัก และปรับตัวได้ทันท่วงทีเท่านั้น จึงจะสามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนบนเวทีเศรษฐกิจโลก

#เศรษฐกิจหมุนเวียน #NetZero2050 #กลไกการเงินสีเขียว #ฉลากเขียว #สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย #TEI33ปี #ปรับเพื่ออยู่รู้เพื่อรอด #ความยั่งยืนทางธุรกิจ

Related Posts