สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปี 2569 กำลังกลายเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่ซัดเข้าหาภาคอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยอย่างรุนแรง เมื่อสามองค์กรเศรษฐกิจหลักอันประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร ได้ร่วมกันแถลงข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี โดยพบว่ามูลค่าการส่งออกในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์รวมกันอยู่ที่ 202,100 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการหดตัวที่รุนแรงถึงร้อยละ 10.5 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องเร่งปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับปัจจัยลบที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทางอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ความร่วมมือของทั้ง 3 องค์กรเศรษฐกิจในครั้งนี้เป็นการบูรณาการข้อมูลผ่านศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรม อาหาร โดยมีตัวแทนระดับสูงอย่าง ดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ส.อ.ท. ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร มาร่วมกันชี้แจงรายละเอียด ข้อมูลเชิงลึกระบุว่าการถดถอยครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลพวงจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในตลาดโลกที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรงและสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศเบาบางลงในขณะที่ต้นทุนการผลิตของไทยยังคงอยู่ในระดับสูงจนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทยในเวทีโลก
ภาพรวมการค้าอาหารไทยที่เริ่มติดลบตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาที่สะสมมาจากการชะลอตัวในปี 2568 ซึ่งในปีที่ผ่านมาการส่งออกอาหารไทยมีมูลค่ารวม 1,510,066 ล้านบาท และหดตัวไปแล้วร้อยละ 8.1 การที่ตัวเลขในช่วงต้นปี 2569 ยังคงดิ่งลงต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่ลากยาวกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับปัจจัยเฉพาะหน้าอย่างค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเปรียบเสมือนกำแพงภาษีที่มองไม่เห็น ทำให้ราคาสินค้าไทยในสายตาคู่ค้าแพงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายสำคัญในภูมิภาค ปรากฏการณ์นี้บีบคั้นให้ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นโดยไม่สามารถปรับราคาสินค้าตามได้เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดโลก
สาเหตุสำคัญที่ทำให้การส่งออกอาหารไทยต้องเผชิญกับทางตันในช่วงต้นปีนี้มาจากนโยบายการกีดกันทางการค้าและการพึ่งพาตนเองด้านอาหารของประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะกรณีของประเทศอินโดนีเซียที่ประกาศระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารหลักอย่าง ข้าว ข้าวโพด และน้ำตาล ในปีนี้เนื่องจากมีสต็อกภายในประเทศเพียงพอ การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดการส่งออกของไทยไปยังตลาดอาเซียนอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าจากสหรัฐอเมริกาที่สร้างความปั่นป่วนให้กับการวางแผนธุรกิจของผู้ส่งออกไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้นำเข้าในหลายภูมิภาคเริ่มชะลอการสั่งซื้อเพื่อรอดูสถานการณ์ความชัดเจนของสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะยาว
นอกจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคแล้ว ความตึงเครียดตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชายังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกที่กลายเป็นปัจจัยลบซ้ำเติมสถานการณ์ส่งออก นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าเป็นห่วงว่า ความขัดแย้งและการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลให้ยอดส่งออกอาหารหายไปมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 5 ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมดของไทยเลยทีเดียว ความสูญเสียในส่วนนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อมูลค่าการค้าเท่านั้น แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของคู่ค้าในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งเคยเป็นตลาดหลักที่ไทยครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างเหนียวแน่น ทำให้ตลาดในภูมิภาคนี้เริ่มหันไปนำเข้าสินค้าจากแหล่งอื่นเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาไทยเพียงประเทศเดียว
ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น ตลาดหลักของไทยหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น อาเซียน สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ต่างมีตัวเลขการนำเข้าจากไทยที่หดตัวลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดอันดับหนึ่งของไทยด้วยส่วนแบ่งร้อยละ 22.3 ก็ยังพบการหดตัวถึงร้อยละ 11.6 ในปีที่ผ่านมา ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรและอาหารหลายรายการในประเทศ เช่น ผัก ผลไม้ มะพร้าว และทุเรียน กลับเผชิญกับภาวะราคาตกต่ำ ซึ่งซ้ำเติมรายได้จากการส่งออกให้ลดน้อยลงไปอีก สภาวะเช่นนี้บีบให้ประเทศไทยต้องเร่งหาตลาดใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการเติบโตในตลาดเอเชียใต้ สหภาพยุโรป และกลุ่มประเทศ CIS ที่มีความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหารจากผลพวงของสงครามรัสเซีย-ยูเครน จนต้องเร่งนำเข้าสินค้าอาหารเพิ่มขึ้นเพื่อสำรองไว้ใช้ในยามคับขัน
เจาะลึกปัจจัยลบและอนาคตอาหารไทยท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกและสงครามตะวันออกกลาง
เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างการส่งออกในอนาคต พบว่า “อาหารอนาคต” (Future Food) กำลังกลายเป็นความหวังใหม่หรือเครื่องยนต์ตัวสำคัญที่จะช่วยกอบกู้สถานการณ์อุตสาหกรรมอาหารไทย ข้อมูลจากสถาบันอาหารระบุว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกอาหารอนาคตขยายตัวอย่างต่อเนื่องจาก 79,525 ล้านบาทในปี 2563 ขึ้นมาเป็น 134,468 ล้านบาทในปี 2568 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 11.1 ต่อปี อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการเติบโตนี้ยังคงมีความเปราะบางเนื่องจากพึ่งพาเฉพาะกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness) เป็นหลักถึงร้อยละ 90.3 ในขณะที่กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) และอาหารอินทรีย์ (Organic Food) กลับเริ่มมีทิศทางที่ชะลอตัวลงเนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุน เทคโนโลยี และการยอมรับของผู้บริโภคในตลาดโลกที่ยังไม่กว้างขวางเท่าที่ควร
ความท้าทายที่น่ากังวลที่สุดในไตรมาสแรกของปี 2569 คือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่จะเริ่มส่งผลรุนแรงต่อภาคการส่งออกตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างได้ส่งผลให้เส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางการค้าไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาถูกตัดขาด สินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูงอย่าง ทูน่ากระป๋อง ข้าว และสับปะรดกระป๋อง กำลังเผชิญกับวิกฤตการส่งออกที่ไม่สามารถนำส่งสินค้าไปยังปลายทางได้ นอกจากผลกระทบทางตรงแล้ว สงครามยังส่งผลทางอ้อมผ่านราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ราคาปุ๋ยไปจนถึงค่าขนส่งและการกระจายสินค้าทั่วโลก
จากการประเมินภาพรวมทั้งปี 2569 คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะปิดตัวอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 7.3 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยไตรมาสที่ 2 จะเป็นช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุดด้วยการคาดการณ์การหดตัวรุนแรงถึงร้อยละ 17.7 ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มทรงตัวและทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดตะวันออกกลางคาดว่าจะหดตัวหนักที่สุดถึงร้อยละ 50.7 ในขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ก็ยังมีความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษี อย่างไรก็ตาม ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ได้ให้ความเห็นว่าในวิกฤตยังมีโอกาสจากการที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งปีหลัง และความต้องการอาหารทั่วโลกที่ยังคงสูงเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยประคองให้อุตสาหกรรมอาหารไทยสามารถผ่านพ้นมรสุมลูกนี้ไปได้หากมีการเตรียมพร้อมรับมือที่ดี
ในระยะยาว การปรับตัวของอุตสาหกรรมอาหารไทยถือเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อรักษาตำแหน่งในฐานะผู้ส่งออกอาหารอันดับ 15 ของโลกที่มีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 2.14 ข้อมูลทางสถิติบ่งชี้ว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ไทยประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้างตลาดโดยลดการพึ่งพาตลาดดั้งเดิมอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ลงเหลือร้อยละ 30 และหันมาพึ่งพาตลาดในภูมิภาคและตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70 การกระจายความเสี่ยงผ่านข้อตกลงการค้าทวิภาคี (FTA) จะยังคงเป็นกลยุทธ์หลักในการขยายโอกาสการค้า แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและหลีกหนีจากการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือด เพื่อให้อาหารไทยยังคงเป็น “ครัวของโลก” ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยร่วมกับสถาบันอาหารได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหารทางการแพทย์ (Medical Food) ที่แม้ปัจจุบันจะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 4.8 แต่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างมั่นคง การที่ไทยสามารถรักษาสมดุลระหว่างการส่งออกสินค้าเกษตรพื้นฐานและการขยายตัวของอาหารแห่งอนาคตจะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูมูลค่าการส่งออกให้กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเร่งเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนและอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อเปิดทางให้สินค้าอาหารไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างไร้รอยต่อในยุคที่ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นวาระระดับโลก
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ตัวเลขการ ส่งออก ในช่วงต้นปี 2569 จะดูมืดมน แต่บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้ได้ย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการไทยเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ การติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดจะเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับการวางแผนธุรกิจ หากสถานการณ์ความขัดแย้งไม่ลุกลามและปัจจัยด้านพลังงานเริ่มคลี่คลายในช่วงปลายปี ความต้องการอาหารที่เป็นสินค้าจำเป็นพื้นฐานจะยังคงเป็นเกราะป้องกันชั้นยอด (Defensive Sector) ที่ส่งผลให้ธุรกิจอาหารไทยกลับมาเติบโตได้ตามอัตราเฉลี่ยระยะยาวที่ร้อยละ 5-6 จนถึงปี 2577 ซึ่งจะเป็นการยืนยันถึงความแข็งแกร่งของภาคการผลิตอาหารไทยที่พร้อมจะเติบโตเคียงคู่กับเศรษฐกิจโลกในอนาคตอย่างมั่นคง
#ส่งออกอาหารไทย #วิกฤตเศรษฐกิจ2569 #สภาอุตสาหกรรม #สถาบันอาหาร #อาหารอนาคต #FutureFood #เศรษฐกิจไทย #การค้าโลก #ความมั่นคงทางอาหาร #TheReporterAsia

