ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งความไม่แน่นอน อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบครั้งสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในช่วงปี 2569 ถึง 2570 เมื่อแรงเสียดทานทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มขยายวงกว้างและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการไทยที่ต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทาย ทั้งในแง่ของราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและห่วงโซ่อุปทานการขนส่งที่เริ่มติดขัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เปรียบเสมือนพายุที่กำลังก่อตัวและรอวันเข้าปะทะกับภาคการผลิตจริงในอนาคตอันใกล้
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะดูเต็มไปด้วยแรงกดดัน แต่ ทริสเรทติ้ง (TRIS Rating) ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อขีดความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย โดยยังคงระดับแนวโน้มอันดับเครดิตไว้ที่ “คงที่” (Stable) สำหรับบริษัทส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ ความเชื่อมั่นดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถในการบริหารจัดการกระแสเงินเงินสดและระดับหนี้สินต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ การที่ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ถือเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทำให้อุปสงค์มีความอ่อนไหวต่อราคาค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับสินค้าฟุ่มเฟือยประเภทอื่น ซึ่งเป็นปราการด่านสำคัญที่ช่วยพยุงสถานะทางการเงินของบริษัทชั้นนำให้ยังคงความแข็งแกร่งท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ
บทความชิ้นนี้จะนำพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงรายละเอียดของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมย่อย ตั้งแต่ตลาดไก่เนื้อที่มุ่งเน้นการส่งออกไปจนถึงวิกฤตอุปทานเนื้อสุกรภายในประเทศ รวมถึงการวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนอาหารสัตว์ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในปีหน้า ข้อมูลที่รวบรวมโดยคณะนักวิเคราะห์อย่างคุณวจี พิทักษ์ไพบูลย์กิจ และคุณเรืองวุฒิ จารุรังสีพงค์ จะช่วยฉายภาพให้เห็นถึงกลยุทธ์การรับมือและการกักตุนวัตถุดิบที่ผู้ประกอบการกำลังเร่งดำเนินการเพื่อลดผลกระทบในช่วงรอยต่อของปี 2569-2570 นี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ซึ่งความสามารถในการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างชาญฉลาดจะเป็นตัวตัดสินว่าใครคือผู้ที่จะอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนในสมรภูมิการค้าโลกที่ไร้ความแน่นอนเช่นนี้
ส่องผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางต่อโครงสร้างต้นทุนไทย
ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ทริสเรทติ้งระบุว่าผู้ประกอบการแปรรูปปศุสัตว์ในประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการขนส่งทางเรือในเส้นทางสำคัญยังทำให้ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์กลายเป็นภาระหนักที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับเพิ่มขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงในเร็ววัน ต้นทุนการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการกระจายสินค้าไปยังต่างประเทศย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือผลกระทบทางอ้อมที่ส่งผ่านมาจากอุปทานปุ๋ยเคมี เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นแหล่งผลิตและส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ของโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 33% ของอุปทานปุ๋ยยูเรียทั่วโลก และอีก 25% ของปุ๋ยฟอสฟอรัส เมื่อความขัดแย้งในพื้นที่รุนแรงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการส่งออกปุ๋ยเหล่านี้ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในภาคเกษตรกรรมทั่วโลก รวมถึงประเทศที่เป็นแหล่งปลูกพืชอาหารสัตว์หลักอย่างข้าวโพดและถั่วเหลือง การหยุดชะงักของอุปทานปุ๋ยจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการปลูกพืช ซึ่งจะถูกส่งผ่านต่อไปยังราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้ายที่สุด สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อห่วงโซ่การผลิตปศุสัตว์ในระดับสากล
อย่างไรก็ดี ทริสเรทติ้งประเมินว่าผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบจะเริ่มปรากฏให้เห็นเพียงบางส่วนในช่วงปลายปี 2569 เท่านั้น สาเหตุเนื่องมาจากผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่ในปีนี้ได้ถูกเก็บเกี่ยวไปเรียบร้อยแล้ว และผู้ประกอบการรายใหญ่ส่วนใหญ่ได้มีการวางแผนจัดหาวัตถุดิบสำรองไว้ล่วงหน้าตั้งแต่อยู่ในระดับราคาที่ยังไม่พุ่งสูงนัก แต่ความท้าทายที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้นในปี 2570 เมื่อปริมาณสต็อกสินค้าเดิมลดน้อยลงและบริษัทจำเป็นต้องเริ่มจัดหาวัตถุดิบใหม่ภายใต้ระดับราคาที่สูงขึ้นตามราคาปุ๋ยและพลังงาน ระดับความรุนแรงของผลกระทบต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการจะขึ้นอยู่กับว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกินระยะเวลายาวนานเพียงใด และผู้ประกอบการจะสามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาขายผลิตภัณฑ์ได้มากน้อยแค่ไหน
อุตสาหกรรมไก่เนื้อ: เติบโตท่ามกลางอุปสงค์โลกที่แข็งแกร่ง
ภาพรวมของอุตสาหกรรมไก่เนื้อไทยในปี 2569 ยังคงมีสัญญาณของการขยายตัวแม้จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงหนุนหลักจากตลาดส่งออกที่ยังคงมีความต้องการสูง จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA) คาดการณ์ว่าการบริโภคเนื้อไก่ทั่วโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.3% ไปจนถึงระดับ 107.5 ล้านตันในปี 2569 ปัจจัยหลักมาจากการที่ผู้บริโภคทั่วโลกมองว่าเนื้อไก่เป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพ หาซื้อได้ง่าย และที่สำคัญที่สุดคือมีราคาย่อมเยาเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น เทรนด์ความมั่นคงด้านอาหารยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่ทำให้หลายประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ตัดสินใจสั่งซื้อเนื้อไก่เพิ่มขึ้นเพื่อสำรองไว้ใช้ในกรณีที่เกิดความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับการส่งออกของไทยในปี 2569 นั้น USDA คาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตในเชิงปริมาณเพิ่มขึ้น 2.1% โดยมีตลาดหลักที่สำคัญอย่างญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป ยังคงครองสัดส่วนรวมกันมากกว่า 70% ของมูลค่าการส่งออกไก่ทั้งหมดของไทยในปีที่ผ่านมา สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะมีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่การพึ่งพาตลาดในภูมิภาคดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่จำกัดเพียงประมาณ 2% เท่านั้น ทำให้ความเสี่ยงจากการหดตัวของกำลังซื้อในพื้นที่ความขัดแย้งไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายรวมของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ในทางตรงกันข้าม ความไม่สงบกลับอาจกลายเป็นโอกาสให้ไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารที่เชื่อถือได้สามารถขยายฐานการตลาดไปยังประเทศที่ต้องการความมั่นคงทางอาหารเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย
ในส่วนของตลาดภายในประเทศ ทริสเรทติ้งประเมินว่าอุปสงค์เนื้อไก่จะอยู่ในสภาวะทรงตัวตลอดทั้งปี 2569 โดยมีการเติบโตเพียงเล็กน้อยที่ 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลให้ราคาไก่มีชีวิตภายในประเทศมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 40-43 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่สะท้อนถึงสมดุลระหว่างอุปทานการผลิตและอุปสงค์การบริโภคที่ค่อนข้างคงที่ ความท้าทายของผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการขยายตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการบริหารจัดการฟาร์ม เพื่อรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจท่ามกลางต้นทุนแฝงที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยภายนอก
วิกฤตอุปทานเนื้อสุกรและการฟื้นตัวของราคาที่ต้องจับตา
ตลาดเนื้อสุกรในประเทศไทยในปี 2569 กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่สำคัญอันเนื่องมาจากการลดลงของอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าปริมาณเนื้อสุกรในระบบจะหดตัวลงประมาณ 10% ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากมาตรการควบคุมอุปทานที่เข้มงวดโดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ มาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้ภายหลังจากที่มีการแพร่ระบาดของโรคระบบสืบพันธุ์และทางเดินหายใจในสุกร (PRRS) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและผลผลิตของสุกรในวงกว้าง การลดจำนวนการเลี้ยงลงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดยั้งวงจรการระบาดและปรับสมดุลตลาดใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมต้องเผชิญกับสภาวะสินค้าล้นตลาดจากเกษตรกรรายย่อยที่เร่งขายสุกรทิ้งในช่วงต้นปีเนื่องจากขาดขีดความสามารถในการจัดการโรค
การหดตัวของอุปทานนี้เริ่มส่งสัญญาณที่ชัดเจนผ่านระดับราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าราคาสุกรมีชีวิตรายวันได้พุ่งขึ้นมาแตะระดับ 68 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนพฤษภาคม 2569 จากเดิมที่เคยอยู่ในระดับเพียง 59 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน ทริสเรทติ้งมองว่าทิศทางราคายังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาดมีแนวโน้มลดลงจนต่ำกว่าระดับความต้องการบริโภคภายในประเทศ การที่อุปทานเนื้อสุกรของไทยเกือบทั้งหมดถูกบริโภคภายในประเทศ ทำให้กลไกราคาจึงอ่อนไหวต่อปริมาณการผลิตในฟาร์มเป็นอย่างมาก และการฟื้นฟูกำลังการผลิตให้กลับมาสู่ระดับปกติอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างนานเนื่องจากวัฏจักรการเลี้ยงสุกรมีความซับซ้อน
แม้ราคาขายที่เพิ่มสูงขึ้นจะดูเหมือนเป็นข่าวดีสำหรับผู้เลี้ยงสุกรที่ยังคงมีผลผลิตอยู่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนการผลิตก็ยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้เลี้ยงที่ต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายในการป้องกันและควบคุมโรคที่เพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการสุกรในปี 2569 จึงขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการชีวอนามัยภายในฟาร์ม (Biosecurity) เป็นสำคัญ บริษัทที่สามารถรักษาอัตราการรอดของสุกรและมีประสิทธิภาพในการผลิตลูกสุกรเองได้ จะได้ประโยชน์สูงสุดจากภาวะราคาขาขึ้นรอบนี้ ในขณะที่เกษตรกรที่ประสบปัญหาด้านโรคระบาดอาจยังต้องเผชิญกับสภาวะขาดทุนเนื่องจากไม่มีผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงที่ราคาดี
ต้นทุนอาหารสัตว์: ความสงบก่อนพายุจะพัดกระหน่ำในปีหน้า
สถานการณ์ต้นทุนอาหารสัตว์ในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเป็นช่วง “พักรบ” ก่อนที่จะเข้าสู่ความท้าทายครั้งใหญ่ในปีถัดไป ทริสเรทติ้งคาดว่าต้นทุนเฉลี่ยในปีนี้จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับปี 2568 โดยได้รับปัจจัยบวกจากราคาวัตถุดิบหลักในตลาดโลก ทั้งข้าวโพด กากถั่วเหลือง และข้าวสาลี ที่ปรับลดลงเนื่องจากอุปทานทั่วโลกยังคงมีอยู่มากเกินความต้องการ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการแปรรูปปศุสัตว์ไทยส่วนใหญ่ได้ใช้กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงด้วยการกักตุนวัตถุดิบและทำสัญญาจะซื้อจะขายล่วงหน้าในช่วงที่ราคายังอยู่ระดับต่ำ ทำให้สามารถล็อกต้นทุนการผลิตไว้ได้เกือบตลอดทั้งปี 2569
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ อาหารสัตว์คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60-70% ของต้นทุนการผลิตปศุสัตว์ทั้งหมด ดังนั้น การที่ราคาวัตถุดิบยังไม่พุ่งสูงขึ้นในปีนี้จึงเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยรักษาระดับอัตรากำไร (EBITDA Margin) ของผู้ประกอบการให้ยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้จะต้องเผชิญกับค่าไฟฟ้าหรือค่าน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นบ้างก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนอาหารสัตว์อย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น เพราะผลผลิตทางการเกษตรของรอบปีนี้ได้ผ่านกระบวนการจัดหาไปเกือบหมดแล้ว สิ่งนี้ทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาหายใจและเตรียมความพร้อมด้านการเงินเพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สัญญาณเตือนภัยเริ่มปรากฏชัดสำหรับปี 2570 ซึ่งถูกคาดการณ์ว่าเป็นปีที่ต้นทุนจะกลับมาเป็นขาขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อสต็อกราคาถูกเริ่มหมดลง และผู้ประกอบการต้องจัดซื้อวัตถุดิบใหม่ภายใต้สภาพการณ์ที่ราคาปุ๋ยเคมีสูงขึ้นตามวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาพืชผลในฤดูกาลถัดไป การเพิ่มขึ้นของต้นทุนในอนาคตจะกลายเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริงของความยืดหยุ่นในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย ผู้ที่มีประสิทธิภาพในการใช้อาหารสัตว์ (Feed Conversion Ratio) ที่ดีกว่า และมีการบริหารความเสี่ยงด้านราคาอย่างมืออาชีพเท่านั้น จึงจะสามารถรักษาสถานะทางการแข่งขันในตลาดโลกเอาไว้ได้
นัยด้านเครดิตและความแกร่งของยักษ์ใหญ่ปศุสัตว์ไทย
ทริสเรทติ้งยังคงยืนยันมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มผู้ประกอบการปศุสัตว์ไทย โดยได้ประกาศอันดับเครดิตล่าสุด ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ให้แก่บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรม โดยยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และบริษัทลูกอย่าง บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CPFTH ยังคงครองอันดับเครดิตที่ระดับ “A” พร้อมแนวโน้ม “Stable” เช่นเดียวกับ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG ที่ได้รับอันดับเครดิต “A” แนวโน้ม “Stable” เช่นกัน ซึ่งสะท้อนถึงฐานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งและการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจที่ดีทั้งในและต่างประเทศ
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG ซึ่งแม้จะมีอันดับเครดิตอยู่ที่ “BBB” แต่กลับได้รับแนวโน้มอันดับเครดิตที่ “Positive” หรือ “บวก” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการในการดำเนินงานและสถานะทางการเงินที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีโอกาสที่จะได้รับการปรับเพิ่มอันดับเครดิตในอนาคต การที่บริษัทเหล่านี้ยังคงรักษาอันดับเครดิตไว้ได้ในระดับที่ดีท่ามกลางวิกฤต เป็นเครื่องยืนยันว่าโครงสร้างทางการเงินของผู้ประกอบการปศุสัตว์ไทยมีความยืดหยุ่นสูง และมีความสามารถในการรองรับแรงกดดันจากความผันผวนของต้นทุนที่อาจพุ่งสูงขึ้นได้เป็นอย่างดี
ในระยะยาว ทริสเรทติ้งคาดว่าการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยี Smart Farming มาใช้ในการบริหารจัดการฟาร์มเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อหน่วย หรือมาตรการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานที่เข้มงวด นอกจากนี้ การที่สินค้าปศุสัตว์เป็นสินค้าจำเป็นต่อการบริโภค ทำให้อุปสงค์ยังคงมีความต่อเนื่องและมั่นคง บทสรุปของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยในปี 2569 จึงไม่ใช่เรื่องของความอยู่รอดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพื่อเตรียมรับมือกับพายุต้นทุนที่จะพัดเข้ามาในปี 2570 อย่างมีกลยุทธ์และมั่นคง
#ทริสเรทติ้ง #ปศุสัตว์ไทย #เศรษฐกิจ2569 #ต้นทุนอาหารสัตว์ #ส่งออกไก่ #วิกฤตสุกร #ความมั่นคงทางอาหาร #CPF #BTG #TFG

