เมื่อยักษ์ใหญ่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจับมือกับผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก ผลลัพธ์คือสะพานเชื่อมโอกาสที่จะเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการไทย 3.13 ล้านราย จากผู้รอดชีวิตในทุกวิกฤตสู่การเป็นผู้นำที่รุ่งเรืองในยุค AI ผสานความปลอดภัยขั้นสูง
ถอดรหัสยุทธศาสตร์ “AI Ready for SMEs” รากฐานใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
การประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง AIS Business และ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ในโครงการ “AI Ready for SMEs” ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยีที่น่าจับตามองในภาคธุรกิจไทยปัจจุบัน ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs ของประเทศไทยที่มีจำนวนกว่า 3.13 ล้านราย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 99.6 ของภาคธุรกิจทั้งหมด ถือเป็นฟันเฟืองและเป็นรากฐานที่ค้ำจุนปิรามิดทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด ทั้งในแง่ของการจ้างงานที่สูงถึงร้อยละ 70 ของประเทศ และการสร้างมูลค่าหมุนเวียนในระบบภาษีรวมถึงประกันสังคมอย่างมหาศาล การที่สองผู้นำด้านเทคโนโลยีหันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มคนตัวเล็กในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การขายบริการทางเทคโนโลยีทั่วไป แต่คือการร่วมกันสร้างเสถียรภาพและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างยั่งยืน
ในมิติของสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย มีการระบุตัวเลขอย่างชัดเจนว่ากลุ่ม SMEs มีสัดส่วนในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP สูงถึงร้อยละ 35 ทว่าที่ผ่านมาผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากมายในการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ระบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ข้อจำกัดด้านงบประมาณลงทุน และทักษะความเข้าใจด้านนวัตกรรมใหม่ๆ โครงการนี้จึงได้รับการออกแบบมาเพื่อทลายกรอบข้อจำกัดเดิมๆ โดยเน้นให้ AI กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ใช้งานได้จริง มีความคุ้มค่า และที่สำคัญที่สุดคือต้องอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานที่มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลขั้นสูงสุด เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจและไร้รอยต่อ
กลยุทธ์หลักของโครงการนี้จะขับเคลื่อนผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การออกแบบแพ็กเกจที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าด้านต้นทุน การกระจายองค์ความรู้ผ่านกิจกรรมโรดโชว์และแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน และการส่งมอบนวัตกรรมในรูปแบบ AI Agent Template ที่พร้อมใช้งานทันที ทั้งนี้ เป้าหมายปลายทางไม่ได้ต้องการให้ผู้ประกอบการตื่นเต้นไปกับกระแสความล้ำสมัยของปัญญาประดิษฐ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานจริงเพื่อย่นระยะเวลา ลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหรือบริการของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม
จิ๋วแต่แจ๋ว: เมื่อความเล็กกลายเป็นข้อได้เปรียบด้วยความเร็วและระบบอัจฉริยะ
ในโลกธุรกิจยุคก่อนหน้า องค์กรขนาดใหญ่มักจะได้เปรียบ SMEs ในทุกๆ ด้านเนื่องจากมีกำลังเงินและบุคลากรที่มากกว่า แต่ในยุคปัจจุบันที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทอย่างเต็มตัว กฎเกณฑ์ของการแข่งขันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความได้เปรียบไม่ได้ถูกตัดสินด้วยขนาดขององค์กรอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับความเร็วในการปรับตัวและการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง ความเป็นองค์กรขนาดเล็กกลายกลับมาเป็นข้อดีที่ทำให้โครงสร้างมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางและตัดสินใจนำ AI เข้ามาเสริมทัพในกระบวนการทำงานได้รวดเร็วกว่าองค์กรขนาดใหญ่ที่มีขั้นตอนซับซ้อนและเทอะทะกว่าในการขยับตัวแต่ละครั้ง
“ในฐานะองค์กรหลักที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการไทย เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรากฐานของเศรษฐกิจประเทศ โครงการนี้มีส่วนช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยี เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และเสริมศักยภาพให้ SMEs ไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในเวทีระดับนานาชาติ” — นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
ปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันมีระดับความรู้และความเชี่ยวชาญในหลากหลายศาสตร์วิชาเทียบเท่ากับระดับปริญญาเอก และมีความสามารถด้านภาษามากกว่า 100 ภาษา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยเข้ามาอุดรอยรั่วและปิดช่องว่างที่ไทยกำลังเผชิญหน้า ทั้งปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและภาวะขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือ การประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีก ภาคการผลิต หรือแม้กระทั่งภาคการเกษตรอัจฉริยะ จะช่วยเปลี่ยนผ่านพนักงานในบริษัท SMEs ให้กลายเป็นผู้ควบคุมระบบอัจฉริยะแทนการลงแรงทำเอง ส่งผลให้องค์กรที่มีพนักงานเพียงแค่ 5 ถึง 10 คน มีศักยภาพและกำลังในการผลิตหรือให้บริการเทียบเท่ากับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานนับร้อยนับพันคนได้อย่างไม่ยากเย็น

ตัวอย่างการนำไปใช้งานที่จับต้องได้และสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือการผสานระบบ AI เข้ากับฐานข้อมูลเอกสารหรือคลังข้อมูลเดิมที่กระจัดกระจายอยู่ของผู้ประกอบการ เพื่อนำมาประมวลผลเชิงลึก วิเคราะห์แนวโน้มยอดขาย ทำโฆษณาอัตโนมัติบนระบบออนไลน์ หรือการทำตลาดแบบเฉพาะเจาะจงบุคคลขั้นสูง นอกจากนี้การใช้ระบบตอบรับอัตโนมัติหรือแชทบอทอัจฉริยะ ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถแสวงหาโอกาสและดูแลลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ซึ่งจากการพิสูจน์แล้วพบว่าสามารถช่วยย่นระยะเวลาในการปฏิบัติงานปกติของผู้ประกอบการลงได้มากถึง 20 ชั่วโมงต่อเดือนเลยทีเดียว
ความปลอดภัยของข้อมูลและต้นทุน: หัวใจสำคัญที่ SMEs ห้ามมองข้าม
แม้ว่าความตื่นตัวและการอยากนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในองค์กรจะมีอยู่สูงมากในหมู่ผู้ประกอบการชาวไทย แต่ความท้าทายและสิ่งที่ SMEs ส่วนใหญ่มักจะมองข้ามหรือเป็นกังวลอย่างยิ่ง คือเรื่องของการกำกับดูแลข้อมูลและการรักษาความปลอดภัย ความกลัวที่ว่าข้อมูลภายในอันเป็นความลับทางการค้าจะรั่วไหลออกไปสู่ภายนอกเมื่อนำไปป้อนให้กับระบบ AI ทั่วไป หรือความระแวงในเรื่องของข้อกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายลิขสิทธิ์ทางปัญญา เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายธุรกิจไม่กล้าเริ่มต้นนับหนึ่ง โครงการนี้จึงได้เข้ามาแก้โจทย์ด้วยการนำเสนอระบบปิดที่เป็นไปตามมาตรฐานระดับองค์กรขนาดใหญ่เพื่อปกป้องและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างเข้มงวด
“ในยุค AI ความได้เปรียบทางธุรกิจไม่ได้วัดจากขนาดขององค์กร แต่ขึ้นอยู่กับความเร็วในการปรับตัวและการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดผลจริง สำหรับ SMEs ไทย AI คือโอกาสในการยกระดับผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม และขยายโอกาสทางธุรกิจ ไมโครซอฟท์เชื่อว่าความร่วมมือกับ AIS Business จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเทคโนโลยี ทักษะ และระบบสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนศักยภาพให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดได้ และเติบโตอย่างมั่นคงในโลกใหม่” — นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่
นอกจากมิติความปลอดภัยแล้ว ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณและต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีหรือ TCO ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ การใช้งานปัญญาประดิษฐ์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จำเป็นต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายสัญญาณสื่อสารที่แข็งแกร่ง เสถียร และมีความเร็วสูงควบคู่กันไป AIS Business และ ไมโครซอฟท์ จึงได้ร่วมกันทลายข้อจำกัดด้านราคาด้วยการออกแบบแพ็กเกจบริการแบบรวมศูนย์ที่ผสมผสานทั้งบริการเครือข่ายสัญญาณอัจฉริยะและลิขสิทธิ์โปรแกรมสำเร็จรูปเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดความคุ้มค่าในราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยทุกระดับ

การใช้เทคโนโลยีในรูปแบบ Close Source ที่ปลอดภัย ภายใต้การดูแลระบบโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาวเมื่อเทียบกับการลองผิดลองถูกบนระบบเปิดทั่วไป การสนับสนุนจากพันธมิตรที่มีความพร้อม ทั้ง AIS ที่เข้าใจบริบททางธุรกิจของประเทศและมีศูนย์บริการพร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และไมโครซอฟท์ที่มีขุมพลังในการประมวลผลระดับโลก จะช่วยให้ SMEs มั่นใจได้ว่าการลงทุนในเทคโนโลยีครั้งนี้จะมีความมั่นคง ปลอดภัยจากการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ และส่งผลลัพธ์กลับคืนมาสู่ธุรกิจได้อย่างคุ้มค่าในทุกบาททุกสตางค์
เจาะลึก 3 กลยุทธ์และเครื่องมือพลิกโฉมธุรกิจให้เป็น “AI Ready”
ภายใต้โครงการ “AI Ready for SMEs” สองพันธมิตรได้วางกลยุทธ์การดำเนินงานหลักไว้ 3 ด้านเพื่อส่งมอบเครื่องมือและทักษะที่จำเป็นให้แก่ผู้ประกอบการอย่างครบวงจร กลยุทธ์แรกคือการส่งมอบแพ็กเกจ “SME AI Ready” ที่นำเอาโปรแกรม Microsoft 365 มารวมเข้ากับระบบ Copilot ซึ่งช่วยให้พนักงานในองค์กรสามารถเข้าถึง จัดการ และสร้างสรรค์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง พร้อมบริการหลังการขายจาก AIS Service Desk ผ่านสายด่วน Hotline 1740 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเปิดโอกาสพิเศษให้แก่ลูกค้า 1,000 รายแรกที่สมัครใช้งานได้รับสิทธิ์เข้าร่วมเวิร์คช็อปฟรี และหากสมัครใช้งานตั้งแต่ 10 ไลเซนส์ขึ้นไป จะมีทีมงานเดินทางไปฝึกอบรมให้แบบเอ็กซ์คลูซีฟถึงออฟฟิศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
กลยุทธ์ที่สองเน้นหนักไปที่การพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานทั่วประเทศ ผ่านการจัดกิจกรรมโรดโชว์เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องปัญญาประดิษฐ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและขยายผลไปยังจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญครอบคลุมทั้ง 7 ภูมิภาค โดยตั้งเป้าหมายที่จะเข้าถึงและเสริมสร้างความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการให้ได้มากกว่า 700 รายภายในสิ้นปี 2569 ยิ่งไปกว่านั้น ไมโครซอฟท์ยังได้นำเอาหลักสูตรฝึกอบรมทักษะด้าน AI จากโครงการ “Microsoft Elevate” ซึ่งมีเนื้อหาตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูงรวมกว่า 200 คอร์ส มาไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ของ AIS เพื่อให้ผู้ประกอบการและพนักงานสามารถเลือกเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ฟรีตามความสะดวกและตรงตามความต้องการของแต่ละธุรกิจ
กลยุทธ์ที่สามคือการพัฒนา “SME AI Agent” หรือโซลูชันปัญญาประดิษฐ์พร้อมใช้งานในรูปแบบของ Template ซึ่งเปิดโอกาสให้ SMEs สามารถสร้างและปรับแต่งเอเจนต์อัจฉริยะเฉพาะทางขึ้นมาใช้งานบนระบบ Copilot ได้เองอย่างง่ายดายในลักษณะของ Low Code No Code ที่ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดโปรแกรมมิ่งซับซ้อน โดยจะเริ่มนำร่องด้วยระบบ Business Assistant AI เพื่อช่วยวิเคราะห์และให้คำแนะนำข้อมูลเชิงลึกแก่เจ้าของกิจการอย่างแม่นยำ ก่อนที่จะขยายผลไปยังสายงานอื่นๆ เช่น ทรัพยากรบุคคล (HR) การเงิน (Finance) รวมถึงการพัฒนาเอเจนต์เฉพาะทางสำหรับภาคอุตสาหกรรมโรงงานเพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
“AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ มุ่งยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจไทยผ่านโครงข่ายและบริการดิจิทัลที่ครอบคลุม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและยุค AI โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผสานศักยภาพของโครงข่ายอัจฉริยะเข้ากับเทคโนโลยี AI ระดับโลก เพื่อสร้าง Smart Solutions ให้ AI เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย ใช้งานได้จริง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ” — นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
อนาคตภาคธุรกิจไทยและความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตามองต่อจากนี้
ผลกระทบจากการเปิดตัวโครงการ “AI Ready for SMEs” จะเริ่มส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางพายุความเปลี่ยนแปลงและภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนเท่านั้น แต่ยังเป็นบันไดขั้นสำคัญที่เปิดโอกาสให้พวกเขาเติบโตก้าวหน้าอย่างรุ่งเรือง มีผลิตภาพที่สูงขึ้น และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งทั้งในประเทศและบนเวทีระดับนานาชาติได้อย่างเท่าเทียม การเปลี่ยนผ่านแรงงานเข้าสู่การเป็น Knowledge Worker จะกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ก้าวต่อไปที่น่าติดตามคืออัตราการตอบรับและความเร็วในการนำระบบเหล่านี้ไปใช้งานจริงของกลุ่มผู้ประกอบการเป้าหมาย โดยเฉพาะประสิทธิภาพของระบบ AI Agent Template ที่จะเข้ามารองรับความต้องการเฉพาะทางของแต่ละธุรกิจและกลุ่มภาคอุตสาหกรรม ความร่วมมือและการสนับสนุนจากองค์กรหลักอย่างสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยในการร่วมผลักดันโครงการนี้อย่างใกล้ชิด จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้ความตั้งใจในการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาสู่ชุมชนธุรกิจท้องถิ่นประสบความสำเร็จสูงสุด และผลักดันให้ภาพรวมของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนตามเป้าหมายที่วางไว้
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs เจ้าของกิจการ และผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่เพื่อยกระดับองค์กรเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบและปลอดภัย โครงการ “AI Ready for SMEs” มีกำหนดการพร้อมเปิดระบบและเริ่มส่งมอบการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน จนถึงสิ้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 นี้ โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาเงื่อนไขรายละเอียดของแพ็กเกจ ข้อเสนอพิเศษ ตลอดจนช่องทางการสมัครรับสิทธิ์เข้าร่วมเวิร์คช็อปเพิ่มเติมได้โดยตรงผ่านทางหน้าเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานเอไอเอส บิสสิเนส
#AISBusiness, #MicrosoftThailand, #AIReadyforSMEs, #SMEsไทย, #เศรษฐกิจดิจิทัล, #เทคโนโลยีAI, #สภาSMEsไทย

