กรุงเทพฯ ติดท็อปจุดหมายโลก ซัมเมอร์นี้เทรนด์ทริปสั้นมาแรงโต 40%

กรุงเทพฯ ติดท็อปจุดหมายโลก ซัมเมอร์นี้เทรนด์ทริปสั้นมาแรงโต 40%

การเดินทางทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเมืองมหานครชั้นนำของเอเชียที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างคึกคัก ขณะที่พฤติกรรมของนักเดินทางยุคใหม่มุ่งเน้นไปที่ทริปสั้น วันหยุดยาว และการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวางแผนอย่างเต็มรูปแบบ

มหานครเอเชียเนื้อหอม ‘กรุงเทพฯ’ ผงาดท็อป 5 ยอดจองตั๋วเครื่องบินสูงสุด

ภาพรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนการฟื้นตัวและเติบโตอย่างชัดเจน โดยข้อมูลเชิงสถิติจากแพลตฟอร์มผู้ให้บริการท่องเที่ยวระดับโลก Trip.com Group ระบุว่า นักเดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่ สหราชอาณาจักร และมาเลเซีย เป็นกลุ่มที่มีการเดินทางสะสมระยะทางมากที่สุด โดยมีระยะทางเฉลี่ยสูงถึงกว่า 2,800 กิโลเมตรต่อคน ซึ่งเป็นระยะทางที่เทียบเท่ากับการบินตรงจากกรุงปักกิ่งสู่กรุงมะนิลาเลยทีเดียว

ความน่าสนใจในครึ่งปีแรกนี้ตกเป็นของภูมิภาคเอเชีย เมื่อเมืองใหญ่และมหานครชั้นนำต่างครองความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองที่มียอดจองเที่ยวบินสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ โซล กรุงเทพฯ ฮ่องกง โตเกียว และไทเป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวระดับสากล

สำหรับประเทศไทย “กรุงเทพมหานคร” ยังคงรักษาตำแหน่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับโลกได้อย่างงดงาม โดยมียอดจองเที่ยวบินเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 20% แบบปีต่อปี (YoY) ซึ่งเป็นรองเพียงแค่กรุงโซลที่มีอัตราเติบโต 24% และเมืองไทเปที่เติบโตสูงสุดในกลุ่มที่ 26% การเติบโตของกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ตอกย้ำถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของนักเดินทางจากทุกมุมโลกได้เป็นอย่างดี

เจาะลึก 3 เทรนด์ใหญ่ขับเคลื่อนท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง: ทริปสั้น-ครอบครัว-Coolcation

Trip.com Group ได้คาดการณ์แนวโน้มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่าจะยังคงมีความคึกคักและเติบโตต่อเนื่องในระดับเลขสองหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งยอดจองเที่ยวบินขาออกจากภูมิภาคยุโรป เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้โมเมนตัมการท่องเที่ยวเติบโตอย่างมีนัยสำคัญมาจาก 3 เทรนด์ใหญ่ที่กำลังมาแรงและกลายเป็นพฤติกรรมหลักของนักเดินทางยุคใหม่ เทรนด์แรกคือการเดินทางระยะสั้น (Short-haul Travel) เทรนด์ที่สองคือการท่องเที่ยวร่วมกันของกลุ่มครอบครัว (Family Travel) และเทรนด์สุดท้ายที่กำลังได้รับความสนใจอย่างสูงคือเทรนด์ “Coolcation” หรือการเลือกเดินทางไปพักผ่อนในจุดหมายปลายทางที่มีสภาพอากาศเย็นสบายเพื่อหลีกหนีความร้อน

การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งในแง่ของการออกแบบแพ็กเกจที่พัก การจัดการเที่ยวบิน ตลอดจนการทำการตลาดที่ตรงจุด เนื่องจากนักเดินทางไม่ได้มองหาเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป แต่กำลังมองหาประสบการณ์การเดินทางที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์และความต้องการเฉพาะกลุ่มที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปีนี้

กรุงเทพฯ

ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่นิยม ‘ทริปสั้นวันหยุดยาว’ บริหารเวลาพักผ่อนอย่างคุ้มค่า

พฤติกรรมการเดินทางระยะสั้นกำลังกลายเป็นทางเลือกที่ทรงอิทธิพลและครองใจนักเดินทางทั่วโลกในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยข้อมูลสถิติระบุว่าระยะเวลาการเดินทางเฉลี่ยของทริปส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 2.92 ถึง 3.8 วัน และเน้นไปที่การสำรวจในจุดหมายปลายทางใกล้ ๆ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวเติบโตโดดเด่นอย่างมากในทวีปยุโรป โดยมียอดจองเที่ยวบินระยะสั้นพุ่งสูงถึง 73% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าผู้คนต้องการหลีกหนีความวุ่นวายเพื่อไปชาร์จแบตเตอรี่ในระยะเวลาสั้น ๆ

ขณะเดียวกัน รูปแบบการเดินทางช่วงวันหยุดยาวหรือ Long Weekend Travel ซึ่งเป็นการบริหารจัดการวันลาพักร้อนให้เชื่อมโยงต่อเนื่องกับวันหยุดสุดสัปดาห์ ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดจองทริปที่มีระยะเวลาไม่เกิน 4 วัน พุ่งทะยานมากกว่า 40% ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและยุโรป และเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 15% ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักเดินทางยุคใหม่ฉลาดที่จะเลือกใช้เวลาและงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทางด้าน Trip.com Group คาดการณ์ว่า แนวโน้มการท่องเที่ยวในรูปแบบทริปสั้นและวันหยุดยาวนี้จะยังคงรักษาอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งไปตลอดครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการเดินทางระยะสั้นได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ปกติใหม่ของผู้บริโภคที่ต้องการบาลานซ์ระหว่างการทำงานและการพักผ่อนหย่อนใจในชีวิตประจำวัน

ท่องเที่ยวครอบครัวโตพุ่ง โรงแรมรองรับเด็กเล็กรับอานิสงส์ปิดภาคเรียน

อีกหนึ่งหมวดหมู่ที่เติบโตอย่างร้อนแรงไม่แพ้กันคือ การเดินทางกับครอบครัว ซึ่งถือเป็นแกนหลักสำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่อุตสาหกรรมบริการในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่าการท่องเที่ยวในรูปแบบครอบครัวได้รับการโหวตให้เป็นรูปแบบการเดินทางที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด แซงหน้าการเดินทางกับคู่รัก การไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน หรือแม้กระทั่งการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว โดยเทรนด์นี้เติบโตเด่นชัดในอังกฤษ เยอรมนี สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะกลุ่มพ่อแม่ยุคใหม่ที่มีอายุระหว่าง 35-44 ปี

ข้อมูลที่น่าสนใจจากฐานข้อมูลการจองที่พักแสดงให้เห็นว่า ยอดจองโรงแรมสำหรับครอบครัวที่มีบุตรอายุไม่เกิน 12 ปี มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกมียอดจองพุ่งสูงถึง 133% ขณะที่ตลาดยุโรปเติบโต 62% และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโต 32% ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยว Gen Z และ Millennials ที่เป็นผู้ปกครองต่างให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กเล็ก และทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวหลักเป็นปัจจัยแรกในการตัดสินใจเลือกที่พัก

นอกจากนี้ แหล่งท่องเที่ยวประเภทสวนสนุกและสวนสัตว์ยังได้รับอานิสงส์จากเทรนด์นี้ไปเต็ม ๆ โดยในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แหล่งท่องเที่ยวอย่างสวนสัตว์บาหลีในอินโดนีเซีย รวมถึง Desaru Water Adventure Park และ Entopia by Penang Butterfly Farm ในมาเลเซีย ต่างคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว เช่นเดียวกับในเอเชียตะวันออกที่แลนด์มาร์กใหญ่อย่าง Universal Studios Japan, Tokyo DisneySea และ Tokyo Disneyland ยังคงทำรายได้อย่างมหาศาลจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

เทรนด์ ‘Coolcation’ มาแรง นักท่องเที่ยวทั่วโลกหนีร้อนพึ่งจุดหมายอากาศเย็น

ผลกระทบจากอุณหภูมิโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในหลายภูมิภาค ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Coolcation” หรือการออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่มีสภาพอากาศเย็นสบายเพื่อหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อนจัด โดยตั้งแต่เริ่มต้นปี 2569 เป็นต้นมา ยอดการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางที่มีอากาศเย็นสบายและทริปคลายร้อนบนแพลตฟอร์ม Trip.com Group มีอัตราการเติบโตพุ่งสูงถึง 74% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

พฤติกรรมดังกล่าวเห็นได้ชัดจากการค้นหาคีย์เวิร์ดยอดนิยมอย่างคำว่า “หนีร้อน” “ที่เที่ยวหน้าร้อน” และ “สถานที่พักผ่อนเย็นสบายในฤดูร้อน” ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บน Trip Moments ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคอมมูนิตี้ของนักเดินทาง ก็พบว่ามีการแชร์เนื้อหาและเทคนิคการท่องเที่ยวเพื่อรับมือกับสภาพอากาศร้อนเพิ่มขึ้นถึง 15.4% โดยนักเดินทางหันไปให้ความสนใจกับเมืองที่มีกิจกรรมทางน้ำและสถานที่พักผ่อนริมน้ำผ่านการแนะนำของระบบข้อมูลอัจฉริยะอย่าง Trip.Best มากยิ่งขึ้น

ในแง่ของจุดหมายปลายทาง ยอดจองและยอดค้นหาตั๋วเครื่องบินไปยังประเทศแถบยุโรปที่มีอากาศเย็นสบายในช่วงซัมเมอร์ เช่น ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สโลวีเนีย สวิตเซอร์แลนด์ และเวลส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับในฝั่งเอเชียที่เมืองอูลานบาตอร์ในมองโกเลีย และเมืองซัปโปโรในญี่ปุ่น ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยราว 15-25 องศาเซลเซียสในช่วงหน้าร้อน ได้กลายมาเป็นจุดหมายยอดนิยมติดอันดับ 10 เมืองที่นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้จองมากที่สุด โดยมียอดเติบโตทะลุระดับเลขสามหลักไปอย่างง่ายดาย

สมาร์ททราเวลด้วยปัญญาประดิษฐ์ AI ก้าวสู่ผู้ช่วยส่วนตัวปฏิวัติการจองทริป

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ได้ยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงแค่เครื่องมือสืบค้นข้อมูลทั่วไป ไปสู่การเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่มีความสามารถในการวางแผนและตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ โดยรายงานระบุว่า ความสนใจในการค้นหาคำว่า “help plan my trip” บนระบบ Google ทะยานสูงขึ้นถึง 190% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการความสะดวกรวดเร็วและต้องการแผนการเดินทางแบบเฉพาะบุคคลที่ประมวลผลได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที

ทางด้านเครื่องมือ AI เพื่อการเดินทางขั้นสูงอย่าง TripGenie และ Trip.Planner ของ Trip.com Group มียอดคำสั่งซื้อทริปผ่านระบบเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ถึงประมาณ 400% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่ง AI ไม่เพียงแต่เข้ามาช่วยจัดทริปในขั้นตอนการจองล่วงหน้าเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นเพื่อนคู่คิดในระหว่างการเดินทางจริง โดยฟีเจอร์การเปรียบเทียบราคาโรงแรม ความช่วยเหลือด้านการสั่งอาหาร และการแปลภาษาแบบเรียลไทม์ มียอดการใช้งานเติบโตเพิ่มขึ้นราว 300%

อย่างไรก็ดี พฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยี AI มีความแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละภูมิภาค โดยกลุ่มนักเดินทางในตลาดที่มีการเชื่อมต่อทางเทคโนโลยีสูงและนิยมทริปสั้น เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย มักจะเปิดใช้งาน TripGenie ระหว่างการเดินทางเพื่อหาข้อมูลหน้างาน ในทางตรงกันข้าม นักท่องเที่ยวในโซนยุโรปและอเมริกาเหนือนิยมที่จะปรึกษาและวางแผนร่วมกับ AI ล่วงหน้าหลายสัปดาห์ก่อนการออกเดินทางจริง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า AI คืออนาคตที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นนับจากปี 2569 เป็นต้นไป

บทวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและการปรับตัวของธุรกิจท่องเที่ยวไทย

จากการเติบโตของกรุงเทพฯ และการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ท่องเที่ยวระดับโลกในครั้งนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจของภาคการท่องเที่ยวในประเทศไทย การที่เทรนด์ทริปสั้นวันหยุดยาวเติบโตขึ้นถึง 40% หมายความว่าผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมและที่พัก ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จากการมุ่งขายห้องพักระยะยาว มาเป็นการออกแบบแพ็กเกจที่สั้นกระชับ นำเสนอความคุ้มค่า และมอบประสบการณ์ที่หลากหลายจบได้ภายในเวลา 3 วัน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของเทรนด์การท่องเที่ยวแบบครอบครัวและการเลือกจุดหมายอากาศเย็น (Coolcation) ภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการบริการให้เป็นมิตรต่อเด็กและผู้สูงอายุมากขึ้น โรงแรมและรีสอร์ตในไทยควรเพิ่มกิจกรรมสันทนาการภายในร่มหรือการท่องเที่ยวริมน้ำที่เย็นสบาย เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมหนีความร้อนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งหากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวและภาครัฐร่วมมือกันโปรโมตจุดขายด้านการพักผ่อนคลายร้อนที่สะดวกสบาย ก็จะช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเอาไว้ได้

ท้ายที่สุด การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการใช้ AI ในการวางแผนเดินทางเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูลบริการของตนเองเข้ากับแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง Trip.com Group เพื่อให้ระบบ AI อย่าง TripGenie สามารถดึงข้อมูลห้องพัก ร้านอาหาร หรือโปรแกรมทัวร์ไปแนะนำแก่ตัวนักท่องเที่ยวได้ล่วงหน้า การปรับตัวทางเทคโนโลยีและการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

#เทรนด์ท่องเที่ยว2569, #กรุงเทพมหานคร, #TripDotCom, #ทริปสั้นวันหยุดยาว, #Coolcation, #ท่องเที่ยวครอบครัว, #AIท่องเที่ยว, #เศรษฐกิจท่องเที่ยว

Related Posts