กสม. เผยสถานการณ์ สิทธิมนุษยชน ปี’68 จี้ปฏิรูปเศรษฐกิจควบคู่สังคม

กสม. เผยสถานการณ์ สิทธิมนุษยชน ปี’68 จี้ปฏิรูปเศรษฐกิจควบคู่สังคม

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและการเคารพสิทธิสากล ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการคุ้มครอง สิทธิมนุษยชน อย่างรอบด้าน รายงานผลการประเมินสถานการณ์ล่าสุดประจำปี 2568 โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้สะท้อนถึงทั้งพัฒนาการเชิงบวกในการปฏิรูปกฎหมายแรงงานและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ดี ข้อท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างปัญหาการจ้างงานที่ไม่มั่นคง คดีฟ้องปิดปากเพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีโลก ซึ่งรัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อนำพาประเทศไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง

ความคืบหน้าเชิงโครงสร้างและทิศทางสิทธิมนุษยชนไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหรือ กสม. ได้ดำเนินการจัดทำรายงานประเมินสถานการณ์ด้าน สิทธิมนุษยชน ของประเทศไทย ประจำปี 2568 เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและหลักการปารีสอันเป็นมาตรฐานสากล รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญของประเทศไทยในการส่งเสริมสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผ่านการปรับปรุงนโยบายและกลไกทางกฎหมายที่เอื้อต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม การประเมินในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางที่ชี้ให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดเปราะบางที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน

พัฒนาการที่โดดเด่นที่สุดในรอบปีคือการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 155 ว่าด้วยความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการรับรองสิทธิ์ของคนทำงานให้มีสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ การประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 ที่ปรับเพิ่มสิทธิวันลาคลอดบุตรเป็น 120 วัน และให้สิทธิคู่สมรสสามารถลาเพื่อช่วยดูแลบุตรหลังคลอดได้ 15 วัน ตลอดจนการเพิ่มอัตราเงินทดแทนกรณีว่างงานจากการถูกเลิกจ้างในระบบประกันสังคมเป็นร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายวัน ล้วนเป็นนโยบายที่เข้ามาช่วยรองรับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยท่ามกลางสภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ในมิติด้านสาธารณสุขและการศึกษา รัฐบาลได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เพื่อขยายการเข้าถึงบริการของประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการยกระดับสิทธิประโยชน์นวัตกรรมบริการสาธารณสุขทางไกลและระบบตู้ห่วงใยเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล ด้านการศึกษา มีการขับเคลื่อนโครงการธนาคารหน่วยกิตเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสะสมผลการเรียนได้อย่างยืดหยุ่นตามศักยภาพและสอดคล้องกับวิถีชีวิต พัฒนาการเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของภาครัฐในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานทางสังคม ซึ่งสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี

“การจัดทำรายงานสิทธิมนุษยชนของประเทศถือเป็นหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติภายใต้หลักการปารีสซึ่งได้รับการรับรองในระดับสากล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และสาธารณชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนวัฒนธรรมแห่งการเคารพสิทธิมนุษยชนที่ยอมรับความหลากหลาย และมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” — พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

มิติธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนและการขับเคลื่อนสู่มาตรฐานสากล

การขับเคลื่อนนโยบายธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้แผนปฏิบัติการระดับชาติ ระยะที่ 2 พ.ศ. 2566 – 2570 มีความก้าวหน้าในเชิงปริมาณอย่างชัดเจน ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ชี้ว่า จำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่นำแนวทางการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านหรือ HRDD มาปรับใช้และเปิดเผยในรายงานประจำปีเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเพียง 44 บริษัทในปี 2565 มาเป็นกว่า 861 บริษัทในปี 2567 การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากคู่ค้าและผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ

อีกหนึ่งก้าวสำคัญในภาคการเงินและการลงทุนคือการพัฒนาเกณฑ์การจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ขยายขอบเขตครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และการจัดการของเสีย กลไกนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยไปสู่ความยั่งยืน และช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนปรับตัวรองรับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างกระบวนการขับเคลื่อนเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือ OECD โดยนายกรัฐมนตรีได้ส่งมอบบันทึกเบื้องต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งกำหนดให้ไทยต้องจัดตั้งศูนย์ประสานงานแห่งชาติเพื่อยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายและนโยบายด้านธุรกิจให้สอดรับกับเกณฑ์สากล

อย่างไรก็ดี กสม. ประเมินว่าภาคธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs ยังคงขาดความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนข้อจำกัดด้านทรัพยากรและบุคลากรในการจัดทำกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ยิ่งไปกว่านั้น ยุคปัจจุบันภาคธุรกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากกฎหมายต่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น เช่น กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรปที่จะบังคับใช้กับสินค้าส่งออกสำคัญ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินธุรกิจมีความรับผิดชอบ พ.ศ. …. เพื่อกำหนดให้ภาคธุรกิจจัดทำกระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ และให้กลไกทางการเงินและการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินคำนึงถึงมิติด้านสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

ความท้าทายในตลาดแรงงานและการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง

แม้ว่าโครงสร้างกฎหมายแรงงานในภาพรวมจะมีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่สถานการณ์ในทางปฏิบัติยังคงปรากฏปัญหาความเหลื่อมล้ำและรูปแบบการจ้างงานที่ไม่มั่นคงอย่างต่อเนื่อง กลุ่มแรงงานนอกระบบ แรงงานแพลตฟอร์ม และผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ยังคงไม่ได้รับสิทธิประโยชน์สวัสดิการที่เพียงพอและไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร ส่งผลให้ขาดหลักประกันทางรายได้และความมั่นคงยามชราภาพ ความเปราะบางนี้ยังขยายวงกว้างไปยังภาคการจ้างงานของรัฐ ซึ่งพบปัญหากรณีการปรับเปลี่ยนสัญญาจ้างงานของลูกจ้างชั่วคราวในสถานศึกษาไปเป็นรูปแบบการจ้างเหมาบริการ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิประโยชน์พื้นฐาน วันหยุด วันลา และสิทธิ์ในการเข้าสู่ระบบประกันสังคม

สำหรับสถานการณ์แรงงานข้ามชาติ รัฐบาลมีความพยายามในการผ่อนปรนและเปิดให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงานที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม กระนั้นก็ตาม แรงงานข้ามชาติจำนวนมากยังคงเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิประกันสังคมเนื่องจากนายจ้างหลีกเลี่ยงการนำเข้าสู่ระบบ ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ ค่าหัวคิวในการต่อใบอนุญาตทำงาน และกระบวนการขึ้นทะเบียนที่ซับซ้อนและมีค่าธรรมเนียมสูง ยังคงเป็นช่องว่างที่ทำให้แรงงานเหล่านี้เสี่ยงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบและตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

นอกจากนี้ กลุ่มพนักงานบริการหรือผู้ให้บริการทางเพศยังคงเป็นกลุ่มที่ไร้ที่ยืนในระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันยังกำหนดให้การค้าประเวณีมีความผิดทางอาญา ข้อจำกัดทางกฎหมายนี้ทำให้พนักงานบริการเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิ ถูกรีดไถค่าคุ้มครอง และเข้าไม่ถึงกลไกการคุ้มครองแรงงานหรือสวัสดิการสากล คณะกรรมการประจำอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดทุกรูปแบบการเลือกปฏิบัติต่อสตรีและ กสม. จึงได้เสนอแนะมาโดยตลอดให้รัฐบาลเร่งยกเลิกความผิดทางอาญาฐานการค้าประเวณี เพื่อปรับเปลี่ยนให้ผู้ให้บริการทางเพศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานในระบบเศรษฐกิจที่ได้รับการคุ้มครองอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบทางเศรษฐกิจฐานราก

ในมิติด้านสิทธิชุมชนและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รายงานปี 2568 ระบุถึงความคืบหน้าของโครงการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วนหนึ่งต่อสี่พัน หรือ โครงการ One Map เพื่อแก้ไขข้อพิพาทที่ดินทับซ้อนระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับที่ดินทำกินของประชาชน แม้การปรับปรุงแนวเขตจะมีความก้าวหน้าและเพิ่มการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่สิทธิในการอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินของรัฐยังคงจำกัดเฉพาะผู้มีสัญชาติไทยเท่านั้น ข้อจำกัดนี้ส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อกลุ่มชาติพันธุ์และบุคคลที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์สถานะทางกฎหมาย ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์ทำกินได้อย่างเท่าเทียมและเผชิญความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารและการดำรงชีพ

ขณะเดียวกัน ภาคเกษตรกรรมของไทยซึ่งเป็นฐานรากทางเศรษฐกิจที่สำคัญกำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนและความผันผวนของราคาพืชผลในตลาด แม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นผ่านโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือชาวนาและเกษตรกรผู้ปลูกพืชผลทางการเกษตร เช่น ลำาไย แต่มาตรการเหล่านี้ยังคงเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กสม. จึงเห็นว่าภาครัฐควรมุ่งเน้นนโยบายสร้างความยั่งยืนในระยะยาว เช่น การสร้างหลักประกันการถือครองที่ดินทำกิน การปรับปรุงโครงสร้างกลไกการผลิตเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่เกษตรกร และการสร้างช่องทางให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์และความช่วยเหลือจากรัฐอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

นอกจากนี้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนและวิกฤตมลพิษภายในประเทศได้กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนเศรษฐกิจและสุขภาวะของชุมชน กรณีการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักในแม่น้ำสายสำคัญอันเนื่องมาจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำสาธารณะกว่า 14 จังหวัด ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออาชีพประมงพื้นบ้านและระบบนิเวศท้องถิ่น ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงในทุกๆ ปี ได้ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 38 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ปัญหามลพิษเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายสุขภาพของประชาชน แต่ยังก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจและการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาค

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นธรรม

จากสถานการณ์และข้อท้าทายทั้งหมด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญเพื่อยื่นต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ในมิติด้านแรงงาน รัฐบาลควรจัดตั้งกลไกการตรวจสอบที่เข้มงวดเพื่อป้องกันมิให้นายจ้างหลีกเลี่ยงการคุ้มครองแรงงานผ่านนโยบายการจ้างงานระยะสั้น ตลอดจนพิจารณายกเลิกการจ้างงานรูปแบบที่ไม่มั่นคงในหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด โดยปรับเปลี่ยนกลับมาเป็นระบบการจ้างงานที่คุ้มครองสิทธิประโยชน์และหลักประกันทางสังคมอย่างครบถ้วน

สำหรับภาคธุรกิจ รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายที่กำหนดให้ภาคเอกชนต้องจัดทำกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งพัฒนากลไกปกป้องและคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและแกนนำชุมชนจากการถูกกลั่นแกล้งทางกฎหมายหรือการฟ้องคดีเพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน ในส่วนของการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ภาครัฐต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง และบังคับใช้เกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการประเมินผลกระทบและกำหนดมาตรการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน

สุดท้ายนี้ ในด้านการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติและสิทธิของกลุ่มบุคคล รัฐบาลควรเร่งรัดกระบวนการพิจารณาสถานะบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างโปร่งใส ขจัดปัญหาการทุจริตและการเรียกรับผลประโยชน์ในพื้นที่ มาตรการทางนโยบายทั้งหมดนี้จะต้องยึดโยงอยู่บนหลักการของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤตการณ์ที่เปราะบาง และสร้างความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีเศรษฐกิจโลกได้อย่างสง่างามและยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

#กสม #สิทธิมนุษยชน2568 #เศรษฐกิจไทย #คุ้มครองแรงงาน #สิทธิชุมชน #ความยั่งยืน

Related Posts