โนเกีย ปักธงไทยฮับออปติกยุค AI เปิดฉากซูเปอร์ไซเคิลเชื่อมโลกอนาคต

โนเกีย ปักธงไทยฮับออปติกยุค AI เปิดฉากซูเปอร์ไซเคิลเชื่อมโลกอนาคต

 ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเร่งตัวขึ้นทั่วโลก โนเกีย ได้เลือกประเทศไทยเป็นเวทีสำคัญของงาน “Wavelengths APAC” ในการประกาศวิสัยทัศน์โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ สะท้อนภาพจำกัดของเทคโนโลยีเดิมสู่การลงทุนระลอกใหม่ที่จะพลิกโฉมการเชื่อมต่อในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไปตลอดกาล

เจาะลึกทิศทางและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกในยุค AI ซูเปอร์ไซเคิล

อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและโทรคมนาคมกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่เรียกว่า “AI Supercycle” หรือวัฏจักรการเติบโตครั้งใหญ่ทางเศรษฐกิจ ข้อมูลล่าสุดจาก โนเกีย ชี้ให้เห็นว่าในอีก 5-6 ปีข้างหน้า เม็ดเงินลงทุนในศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 5.5 ทริลเลียนดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากเปรียบเทียบดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดเป็นประเทศหนึ่ง ก็จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกเมื่อวัดจากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) การเติบโตอย่างมหาศาลนี้เป็นผลมาจากการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ (Generative AI) ที่กำลังพัฒนาไปสู่ปัญญาประดิษฐ์เชิงปฏิบัติการ (Agentic AI) และ Physical AI ในภาคอุตสาหกรรม

การหลั่งไหลของข้อมูลในยุค AI ทำให้อุปกรณ์โครงข่ายแบบเดิมเริ่มเผชิญหน้ากับข้อจำกัดทางกายภาพ ในปัจจุบันทั่วโลกมีการวางสายไฟเบอร์ออปติกไปแล้วเป็นระยะทางมหาศาลจนสามารถพันรอบโลกได้ถึง 200,000 รอบ และคาดว่าจะมีการวางสายเพิ่มเติมอีกกว่า 1.2 พันล้านกิโลเมตรภายใน 5 ปีข้างหน้า ทว่าการเพิ่มความจุบนเส้นใยแก้วนำแสงแบบเดิมเริ่มถึงทางตัน ทำให้อุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่ เช่น Multi-core fibers และ Holo core fibers ซึ่งใช้แก๊สหรืออากาศแทนซิลิกา ส่งผลให้แสงสามารถเดินทางได้เร็วขึ้นและรองรับแบนด์วิดท์ที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ

“ในขณะที่การนำเทคโนโลยี AI ไปใช้งานกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในทุกภาคอุตสาหกรรม ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถขยายขีดความสามารถได้ และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย งาน Wavelengths APAC เป็นเวทีที่โนเกียนำลูกค้า พันธมิตร และผู้นำในอุตสาหกรรมมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของนวัตกรรมด้านเครือข่ายออปติกในการปลดล็อกศักยภาพของยุค AI พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านในยุคดิจิทัลของประเทศไทยและภูมิภาคในวงกว้าง” วีโต ดิ มารีอา (Vito Di Maria) รองประธานฝ่าย Optical Networks ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของโนเกีย

สำหรับประเทศไทย การเติบโตของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscale Data Centers) และการเชื่อมต่อระบบคลาวด์ กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยปัจจุบันประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ถึง 53 แห่งในหลากขนาดและหลายรูปแบบการใช้งาน ความต้องการโครงข่ายออปติกที่มีประสิทธิภาพสูง มีความปลอดภัย และประหยัดพลังงาน จึงไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะขับเคลื่อนศักยภาพการแข่งขันของประเทศให้รองรับปริมาณข้อมูลการประมวลผลและการกระจายข้อมูลในระดับภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

“การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก กำลังผลักดันความต้องการโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อความจุสูง รวมถึงความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscalers) และผู้ให้บริการระบบคลาวด์” คริสเตียน อูเรโมวิช (Christian Uremovic) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย Solution Marketing ของโนเกีย

พลิกบทบาทประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียนและฐานการผลิตโลก

ภูมิรัฐศาสตร์และตำแหน่งที่ตั้งอันเป็นยุทธศาสตร์ใจกลางภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้ประเทศไทยทวีความสำคัญในฐานะ “Digital Hub” ของภูมิภาคอย่างเด่นชัด นอกเหนือจากการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศแล้ว ไทยยังกลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญสำหรับการรับส่งข้อมูลข้ามพรมแดน เช่น โครงการเชื่อมต่อภาคพื้นดินจากเวียดนามผ่านไทยไปยังสิงคโปร์ รวมถึงการเป็นเส้นทางสำรองและปกป้องเส้นทางเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งช่วยให้ผู้ให้บริการและองค์กรธุรกิจจากตลาดใหญ่อย่างประเทศจีนสามารถเข้าถึงโครงข่ายความจุสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างปลอดภัย

ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยมีความพิเศษในเวทีโลก คือการเป็นฐานการผลิตหลักของเทคโนโลยีออปติกสำหรับ โนเกีย  ผลิตภัณฑ์ออปติกเกือบทั้งหมดและเป็นส่วนสำคัญที่สร้างการเติบโตให้กับบริษัท ถูกผลิตขึ้นจากโรงงานในประเทศไทย การลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เช่น ฉะเชิงเทรา และศรีราชา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของแรงงานไทยและนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง อุปกรณ์รับส่งสัญญาณ และระบบโครงสร้างพื้นฐานเปรียบเสมือนทางหลวงสายหลักของข้อมูลออปติกทั่วโลกล้วนถูกสร้างสรรค์ขึ้นที่นี่

“นวัตกรรมในด้านการผลิตและการขยายตัวที่ประเทศไทยสามารถตอบสนองได้ รวมถึงกำลังแรงงานที่เราสามารถใช้ประโยชน์ในประเทศไทยนั้น ทรงพลังเป็นอย่างมาก อุปกรณ์ทั้งหมดที่ถูกใช้ในการสร้างมูลค่าการลงทุน 5.5 ทริลเลียนดอลลาร์ ไม่ว่าจะเป็นตัวรับส่งสัญญาณที่ใช้ภายในและภายนอกดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงระบบทางหลวงข้อมูลสำหรับออปติก ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นที่นี่ในประเทศไทย” รอน จอห์นสัน (Ron Johnson) รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ฝ่าย Optical Networks ของโนเกีย

นอกจากนี้ นวัตกรรมการผลิตในประเทศไทยยังได้ก้าวไปสู่การใช้ระบบอัตโนมัติขั้นสูง ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสง  ที่ต้องนำแก้วขนาดเท่าเส้นผมมนุษย์สองเส้นมาหลอมต่อกันในระดับร้อยจุดเชื่อมต่อภายในอุปกรณ์ชิ้นเดียว ซึ่งกระบวนการในไทยสามารถดำเนินการผ่านระบบอัตโนมัติที่มีการตรวจสอบคุณภาพการเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์ หากพบว่าคุณภาพสัญญาณไม่ดีระบบจะทำการตัดและเชื่อมต่อใหม่ทันที สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้บริโภคเทคโนโลยี AI แต่เป็นผู้ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยี AI ในระดับโลกอย่างแท้จริง

โนเกีย

โซลูชันนวัตกรรมออปติกและโอกาสทางธุรกิจใหม่ของผู้ให้บริการโทรคมนาคม

การกลับมาจัดงาน Wavelengths APAC ที่กรุงเทพมหานครในรอบ 10 ปีของโนเกีย ถือเป็นการตอกย้ำนวัตกรรมด้าน Optical Networking และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับยุค AI โดยบริษัทได้เปิดตัวสถาปัตยกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีรุ่นล่าสุด ICE7 และ PSE-6s ที่ได้รับการออกแบบมาโดยมุ่งเน้นการขยายขีดความสามารถของเครือข่าย เพิ่มสมรรถนะการรับส่งข้อมูล และยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้ดียิ่งขึ้น เพื่อแก้ปัญหาความท้าทายด้านการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นตามปริมาณการประมวลผลข้อมูลของปัญญาประดิษฐ์

ในส่วนของโซลูชันการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลระดับ Hyperscale โนเกียได้นำเสนอระบบ Data Center Interconnect (DCI) รุ่นใหม่ ประกอบด้วยระบบ Optical Line System (OLS) ที่รองรับย่านความถี่กว้างแบบ C+L, ความสามารถด้าน Coherent Routing และโมดูล 800G Coherent Pluggables ซึ่งสามารถผสานการทำงานเข้ากับเราเตอร์เดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้องค์กรลดความซับซ้อนในการดำเนินงานและเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย รวมไปถึงการนำเทคโนโลยี ICE-X 800G ZR/ZR+ Pluggable และนวัตกรรมลดการใช้พลังงานผ่านเทคโนโลยี ICE-D มาสาธิตให้พันธมิตรเห็นถึงทิศทางในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคม (CSPs) สามารถสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่เพื่อหลุดพ้นจากตลาดบริการ 5G เดิมที่เริ่มอิ่มตัว ผ่านการเปลี่ยนผ่านไปสู่การให้บริการรูปแบบใหม่ อาทิ GPU as a Service (GPUaaS) และการรองรับกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง “Neuroscalers” ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างเครือข่ายเพื่อประมวลผล AI โดยเฉพาะ ผู้ให้บริการในท้องถิ่นสามารถใช้ความเชี่ยวชาญร่วมมือกับผู้ให้บริการระบบคลาวด์และผู้เล่นระดับ Hyperscale เพื่อกระจายศักยภาพการคำนวณและการทำอินเฟอเรนซ์ ไปยังขอบเครือข่าย ให้ใกล้ชิดกับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น

บทสรุปและความท้าทายที่ต้องร่วมมือกันในอนาคต

การขับเคลื่อนเครือข่ายออปติกเพื่อรองรับยุค AI ซูเปอร์ไซเคิลจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ แม้ว่าแรงจูงใจหลักจะขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดและกลุ่มทุนระดับ Hyperscale ที่ใส่เม็ดเงินมหาศาลร่วมกับผู้ให้บริการในท้องถิ่น แต่การสนับสนุนจากกองทุนสาธารณะและนโยบายของรัฐบาลจะมีส่วนสำคัญในการเร่งความเร็วเพื่อขจัดความท้าทายในการวางโครงข่ายให้ครอบคลุมและเข้าถึงระดับขอบเครือข่ายหรือภาคครัวเรือนได้อย่างทั่วถึง การสร้างโครงข่ายสายไฟเบอร์ที่มีลักษณะเชื่อมโยงกันอย่างเต็มรูปแบบ (Full Mesh) จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของระบบอัจฉริยะ

ในขณะเดียวกัน ความร่วมมือในลักษณะของการร่วมสร้างสรรค์ (Co-creation) ระหว่างผู้ผลิตเทคโนโลยีอย่าง โนเกีย พันธมิตรในอุตสาหกรรม และผู้ให้บริการเครือข่าย จะช่วยให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้อย่างตรงจุด ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานออปติกประสิทธิภาพสูงจากประเทศไทยไม่เพียงแต่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและมูลค่าหุ้นขององค์กรให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานอันมั่นคงในการขับเคลื่อนวิถีชีวิต นวัตกรรมทางธุรกิจ และความปลอดภัยทางข้อมูลที่จะเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืนต่อไป

#Nokia, #AISupercycle, #OpticalNetworking, #DataCenter, #ThailandDigitalHub, #Connectivity, #TechInnovation, #Telecommunication

Related Posts