ท่ามกลางกระแสคลื่นลมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังซัดสาดและจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่ ชื่อเสียงแห่งความสมดุลและเป็นกลางของสยามเมืองยิ้มกำลังจะกลายเป็น “อาวุธลับ” ชิ้นสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวผ่านความท้าทายในทศวรรษหน้าอย่างมั่นคง
จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน
สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายและแรงกดดันรอบด้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประจำเดือนเมษายน 2569 ได้มีการคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ของไทยในปี 2569 นี้ไว้เพียงร้อยละ 1.5 เท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการและภาครัฐจำเป็นต้องหันมาร่วมมือกันปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว
ปัจจัยลบระยะสั้นที่กำลังสร้างแรงกดดันต่อภาคธุรกิจหลักของไทยในเวลานี้ ประกอบไปด้วยต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความต้องการของตลาดท่องเที่ยวระยะไกลที่เริ่มเกิดการชะลอตัวลง ยิ่งไปกว่านั้น การหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่เข้ามาดิสรัปต์โครงสร้างการทำงานแบบเดิม ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมหลักจำเป็นต้องตื่นตัวและเร่งหามาตรการรองรับความผันผวนเหล่านี้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ให้ได้
อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS Business School) ได้แสดงทัศนะที่น่าสนใจว่า ช่วงเวลาแห่งความผันผวนและรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่เอื้อต่อการปรับยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาวของประเทศ โดยระบบเศรษฐกิจที่สามารถกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม มักจะเป็นกลุ่มประเทศที่เริ่มปรับตัวได้รวดเร็วที่สุด ซึ่งศักยภาพความเป็นผู้นำและความยืดหยุ่นคล่องตัวจะเป็นตัวตัดสินหลักในการคว้าโอกาสเติบโตในอนาคต
“ระบบเศรษฐกิจที่กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม มักจะเป็นกลุ่มที่เริ่มปรับตัวได้เร็วที่สุด ทั้งนี้ ศักยภาพความเป็นผู้นำ ความยืดหยุ่นคล่องตัว และความสามารถในการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง จะเป็นตัวตัดสินว่าใครคือผู้ที่จะสามารถคว้าโอกาสในการเติบโตในทศวรรษหน้าไปครองได้สำเร็จ” — ศาตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์
วิกฤตหรือโอกาสในการปรับยุทธศาสตร์และนวัตกรรม AI
ในขณะที่ภาคธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเร่งขับเคลื่อนการลงทุนด้าน AI และการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัลอย่างเข้มข้น ท่ามกลางภาวะการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลกที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ความกังวลใจของภาคแรงงานก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว จากผลการศึกษาโดย มิลยู อินไซต์ (Milieu Insight) ประจำปี 2026 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานจำนวน 3,000 คน จากหกตลาดเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย ได้ชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับทัศนคติที่มีต่อเทคโนโลยีอุบัติใหม่อย่างชัดเจน
ผลสำรวจดังกล่าวระบุว่า มีคนทำงานถึงร้อยละ 53 ที่จัดให้การพึ่งพา AI มากจนเกินไปเป็นความกังวลอันดับต้น ๆ ของพวกเขา ซึ่งความกังวลนี้มีตัวเลขที่แซงหน้าความเสี่ยงดั้งเดิมอย่างเรื่องความเป็นส่วนของข้อมูลและการถูกแย่งงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคอาเซียน จำเป็นต้องยกระดับบทบาทของตนเองจากการเป็นเพียงแค่ผู้ใช้งานเทคโนโลยี (Users) ไปสู่การเป็นผู้ชี้แนะแนวทางและกำหนดจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
การขับเคลื่อนกลไกการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่นี้ จึงต้องอาศัยกลไกที่มากกว่าเพียงแค่มาตรการทางนโยบายจากภาครัฐบาลเท่านั้น ทั้งบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่และกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต่างจำเป็นต้องร่วมมือกันวางกลยุทธ์ด้านการปรับตัวอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากรและการสร้างผู้นำยุคใหม่ เพื่อร่วมกันเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจของประเทศไทยให้สามารถก้าวผ่านคลื่นดิสรัปชันครั้งใหญ่พ้น
การสร้างเสริมขีดความสามารถผู้นำและทุนมนุษย์ระดับภูมิภาค
การเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ได้รับการย้ำเตือนจากคุณอุษา สกุลคีรีวัฒน์ อาจารย์อาวุโสแห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ โดยระบุว่าองค์กรไทยในปัจจุบันควรพิจารณาให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ตลอดจนความพร้อมในการใช้งานเทคโนโลยี AI ในทางปฏิบัติจริง มากกว่าที่จะมองว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นเป็นเพียงแค่คำตอบสำเร็จรูปที่จะนำมาแก้ปัญหาทุกอย่างได้โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ การเร่งสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีความพร้อมจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งเวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ธุรกิจจะมารอดูสถานการณ์อีกต่อไปแล้ว ธุรกิจไทยรายใดที่เร่งลงทุนในการสร้างผู้นำ เพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัล และสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างบุคลากรตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้รับข้อได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและในเวทีสากลอย่างเด่นชัดมากกว่าองค์กรที่ขยับตัวช้า
ประเทศสิงคโปร์ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินและการศึกษาของภูมิภาคเอเชีย จึงพร้อมที่จะเป็นประตูบานสำคัญในการเปิดโอกาสให้บุคลากรทักษะสูงและองค์กรธุรกิจจากประเทศไทยได้เข้ามาสร้างศักยภาพความเป็นผู้นำระดับภูมิภาค ผ่านหลักสูตรระดับสากลต่าง ๆ ของ NUS Business School เช่น MBA, MSc และหลักสูตรสำหรับผู้บริหารอย่าง Stanford–NUS Executive Programme ซึ่งมียอดการสมัครเข้าเรียนจากนักศึกษาชาวไทยที่เติบโตอย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอดในช่วงห้าปีที่ผ่านมา
“เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมารอดูสถานการณ์อีกต่อไป ธุรกิจไทยที่เร่งลงทุนในการสร้างผู้นำ เพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัล และสร้างความแข็งแกร่งด้านบุคลากรตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากลมากกว่า” — คุณอุษา สกุลคีรีวัฒน์ อาจารย์อาวุโสแห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์
บทสรุปและทิศทางในอนาคต
“ทุนของความน่าเชื่อถือ” และชื่อเสียงอันยาวนานในฐานะพันธมิตรที่วางตัวเป็นกลางของประเทศไทย ยังคงเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่งในโลกยุคใหม่ ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างและการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ของภูมิภาคอาเซียน จุดยืนที่มั่นคงและรากฐานความสัมพันธ์ที่ดีทั้งในระดับเอเชียและเวทีสากลที่ไทยสะสมมานานหลายทศวรรษ จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความเด่นชัดและสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทั่วโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในท้ายที่สุดนี้ ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้าจะขึ้นอยู่กับความสามารถของสถาบันและผู้นำทางธุรกิจไทย ว่าจะสามารถแปรเปลี่ยน “ทุนของความน่าเชื่อถือ” นี้ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในเชิงรูปธรรมได้อย่างไร ควบคู่ไปกับการเร่งสร้างทีมผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อขับเคลื่อนองค์กร ซึ่งผู้ที่บริหารจัดการสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ชิ้นนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จะกลายมาเป็นผู้กำหนดทิศทางการเติบโตของประเทศอย่างแท้จริง
#เศรษฐกิจไทย, #ภูมิรัฐศาสตร์, #ความน่าเชื่อถือ, #ปัญญาประดิษฐ์, #การพัฒนาผู้นำ, #NUSBusinessSchool, #TheReporterAsia

