การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับหลุมพรางเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง หลังการวิเคราะห์งบประมาณแผ่นดินย้อนหลัง 10 ปี เผยให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งเน้นจัดสรรเม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาทไปกับการลงทุนฮาร์ดแวร์และระบบคลาวด์ แต่กลับละเลยการพัฒนาทักษะดิจิทัลของประชากรอย่างสุดขั้ว ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางศักยภาพและเสี่ยงต่อการสูญเสียดุลการค้าเทคโนโลยีให้กับบรรษัทข้ามชาติในระยะยาว
เปิดภาพรวมงบดิจิทัล 10 ปี โตก้าวกระโดดแต่สัดส่วนยังสวนทางความหวังมหภาค
ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศเพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางผ่านกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมนับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2559 พร้อมกับการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่จากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT) มาเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา งบประมาณ รายจ่ายประจำปีของประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากระดับ 2.72-2.77 ล้านล้านบาทในปี พ.ศ. 2559 ทะยานสู่ 3.48 ล้านล้านบาทในปี พ.ศ. 2567 และแตะระดับ 3.75 ล้านล้านบาทในปี พ.ศ. 2568 จนกระทั่งผ่านกรอบวงเงินอนุมัติเบื้องต้นที่ 3.78 ล้านล้านบาทในปี พ.ศ. 2570 เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกสัดส่วน งบประมาณ ที่ใช้ในการพัฒนาดิจิทัลโดยตรงกลับพบข้อมูลที่น่ากังวล โดยในปี พ.ศ. 2567 แผนงานที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลโดยตรงมีวงเงินรวมเพียงประมาณ 5,485.1 ล้านบาท แม้จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 9.8 ต่อปี แต่วงเงินนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.15 ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดของประเทศเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความย้อนแย้งเชิงนโยบายอย่างรุนแรง เนื่องจากรัฐบาลตั้งเป้าหมายมหภาคให้เศรษฐกิจดิจิทัลสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศด้านดิจิทัล (Digital GDP) ให้เติบโตถึงร้อยละ 6.2 และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจแตะระดับ 4.69 ล้านล้านบาท ทว่าทรัพยากรทางการเงินที่รัฐอัดฉีดเข้าไปในระบบผ่านงบประมาณแผ่นดินกลับสวนทางกับความคาดหวังระดับมหภาคอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อพิจารณาพลวัต งบประมาณ ของกระทรวงดิจิทัลฯ และหน่วยงานในสังกัด พบว่ามีการแกว่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงปี พ.ศ. 2561-2565 งบประมาณทรงตัวอยู่ที่ระดับ 5,400 – 6,900 ล้านบาท เนื่องจากเผชิญข้อจำกัดทางการคลังและสถานการณ์โรคระบาดที่รัฐต้องดึงงบประมาณไปใช้เยียวยาผลกระทบ จนกระทั่งเข้าสู่ปี พ.ศ. 2566 งบประมาณเริ่มฟื้นตัวและทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดดสู่ 9,887.6 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2567 และคาดการณ์งบประมาณรวมอาจเพิ่มสูงถึง 16,846.8 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นผลจากการริเริ่มโครงการขนาดใหญ่อย่างโครงการแจกฟรีระบบปัญญาประดิษฐ์แบบโปร (TH-AI Passport) และการผลักดันคลาวด์ภาครัฐเต็มรูปแบบ โดยงบประมาณภาพรวมของกระทรวงเติบโตขึ้นกว่าร้อยละ 30 ขณะที่หน่วยงานปฏิบัติการอย่างสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นสูงถึง 1 เท่าตัว หรือคิดเป็นร้อยละ 95 เพื่อสร้างโครงสร้างระบบอัจฉริยะแบบรวมศูนย์.
เจาะลึกมหาโครงการเน็ตประชารัฐและการลงทุนคลาวด์กลางที่เงินไหลออกนอกประเทศ
เมื่อวิเคราะห์รายละเอียดไส้ในของงบประมาณตามแผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลปี พ.ศ. 2567 วงเงิน 3,029.6 ล้านบาท พบความจริงเชิงโครงสร้างที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลไทยมีแนวโน้มเอนเอียงไปที่การลงทุนเชิงกายภาพและระบบระบบความปลอดภัยสูงถึงร้อยละ 56.7 (1,718.6 ล้านบาท) และการสร้างฐานข้อมูลกลาง แพลตฟอร์ม คลาวด์ อีกร้อยละ 34.2 (1,034.7 ล้านบาท) ซึ่งถ้านำมารวมกันจะพบว่าสัดส่วนงบประมาณที่ทุ่มเทให้กับโครงข่ายและฮาร์ดแวร์มีปริมาณสูงกว่าร้อยละ 90.9. ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “โครงการเน็ตประชารัฐ” มหาโครงการลากสายเคเบิลใยแก้วนำแสงไปยังหมู่บ้านห่างไกลจำนวน 24,700 หมู่บ้าน ด้วยกรอบวงเงินงบประมาณกว่า 13,000 ล้านบาทและใช้จ่ายจริงไปเกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งแม้จะให้บริการฟรี Wi-Fi และมีผู้ลงทะเบียนใช้งานจำนวนมาก แต่รายงานจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลับพบปัญหาความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความล่าช้าในการเปิดให้เอกชนเชื่อมต่อเครือข่าย และที่สำคัญคือ สัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เพื่อการสันทนาการของเยาวชนมากกว่าการสร้างอาชีพหรือการเรียนรู้เชิงวิชาการ เนื่องจากขาดกระบวนการสอนให้ชุมชนรู้วิธีแปลงข้อมูลเป็นทุน
เช่นเดียวกับโครงการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service: GDCC) ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2563-2565 มีการใช้งบรวม 4,752 ล้านบาท และได้รับการอัดฉีดเพิ่มเติมอีก 4,484 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2566 โดยมีเป้าหมายเชิงรุกเพื่อขยายขีดความสามารถการให้บริการสู่ระดับ 200,000 Virtual Machines (VM) เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการจัดซื้อฮาร์ดแวร์ของแต่ละหน่วยงาน ทว่าโครงสร้างงบประมาณของโครงการนี้กลับสะท้อนความไม่สมดุลอย่างรุนแรง เม็ดเงินส่วนใหญ่ถึง 3,778.6 ล้านบาทถูกนำไปใช้สำหรับค่าจัดหาและเช่าใช้บริการระบบคลาวด์จากผู้ให้บริการเอกชนภายนอก ซึ่งเป็นกลุ่มบรรษัทเทคโนโลยีข้ามชาติระดับโลก (Hyper-scalers) ส่งผลให้เงินงบประมาณแผ่นดินไหลออกนอกประเทศแทนที่จะเป็นการสร้างระบบนิเวศและพัฒนาวิศวกรซอฟต์แวร์ภายในประเทศให้มีความแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ ภาครัฐยังนิยมการสร้างสถาบันเชิงกายภาพเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนา เช่น โครงการจัดตั้งสถาบันไอโอที (IoT Institute) ภายในพื้นที่ Thailand Digital Valley โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณระยะยาวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562-2568 รวมวงเงินกว่า 2,548.4 ล้านบาท ความพยายามสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายพันล้านบาทเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ กำลังเผชิญคำถามสำคัญจากนักวิชาการเมื่อเปรียบเทียบกับสถานะของแรงงานไทยที่ยังมีระดับความรู้พื้นฐานต่ำ ซึ่งอาจทำให้อาคารสถานที่เหล่านี้กลายเป็นอนุสาวรีย์ทางเทคโนโลยีที่ไร้บุคลากรภายในประเทศที่มีความพร้อมเข้าไปใช้งานจริง
วิกฤตทุนมนุษย์ระดับประเทศ แรงงานส่วนใหญ่ยังไร้ทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐาน
หากเปรียบเทียบงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นการสร้างมอเตอร์เวย์ขนาดใหญ่ การพัฒนาทักษะดิจิทัลของประชาชนและกำลังคนย่อมเปรียบเสมือนการผลิตยานพาหนะและการสอนขับขี่ แต่ข้อเท็จจริงกลับพบความต่างในอัตราส่วนการลงทุนอย่างสุดขั้ว ตัวอย่างเชิงประจักษ์คือในแผนการลงทุนคลาวด์ภาครัฐมูลค่า 4,484 ล้านบาท มีรายจ่ายที่ระบุว่าใช้เพื่อการฝึกอบรมบุคลากรเพียง 0.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.01 ของงบประมาณรวมทั้งหมดเท่านั้น สภาพความเปราะบางของทุนมนุษย์ไทยได้รับการยืนยันจากรายงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ระบุตัวเลขน่าตกใจว่า กำลังแรงงานไทยในปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 25.9 เท่านั้นที่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างคล่องแคล่ว ส่งผลให้ประชากรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 74.1 ยังขาดความพร้อมขั้นพื้นฐานที่จะรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลระดับสูง และเกิดช่องว่างขนาดมหาศาลระหว่างความมุ่งหวังเชิงนโยบายกับความพร้อมที่แท้จริงของประชาชน
แม้ว่าหน่วยงานหลักอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) จะพยายามขับเคลื่อนโครงการ Upskill และ Reskill ผ่านเป้าหมายการพัฒนากำลังคนกว่า 500,000 ราย รวมถึงส่งเสริมทักษะขั้นสูงด้าน Coding, STEM, IoT และ AI ในโรงเรียน ตลอดจนการสร้างความตระหนักรู้ด้าน Digital Literacy ให้แก่กลุ่มเปราะบาง แต่เมื่อพิจารณาในแง่ของเครื่องมือทางการเงิน พบว่างบประมาณที่สนับสนุนโครงการเหล่านี้มักจำกัดอยู่ในรูปแบบเงินให้เปล่าหรือโครงการขนาดเล็ก เช่น แพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาการคอมพิวเตอร์ระดับประเทศที่ได้รับวงเงินเพียง 19 ล้านบาท หรือมาตรการ depa Digital Manpower Fund สำหรับสร้างทักษะใหม่ในด้าน Cyber Security และ Data Analytics ที่ตั้งเป้าหมายอบรมกำลังคนเพียง 700 รายทั่วประเทศ และจำกัดวงเงินอุดหนุนช่วยเหลือค่าธรรมเนียมหลักสูตรสูงสุดไม่เกิน 99 บาทต่อราย ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการยกระดับทักษะแรงงาน
ขณะเดียวกัน ศักยภาพด้านดิจิทัลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐก็ตกอยู่ในภาวะวิกฤตไม่แพ้กัน จากผลการประเมินศักยภาพพบว่าหน่วยงานภาครัฐส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระดับการพัฒนาเบื้องต้น (Elementary) เท่านั้น ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (CIO) ส่วนใหญ่ผ่านการอบรมเพียงหลักสูตรเดียวและขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเชิงลึก การจัดสรรงบประมาณฝึกอบรมด้านไอทีให้แก่ข้าราชการตามกระทรวงต่างๆ มักกระจัดกระจายและซ่อนตัวอยู่ในหมวดงบดำเนินงานระดับย่อยของสำนักงานปลัดกระทรวงที่ใช้งบประมาณเพียงไม่กี่แสนบาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสร้างวัฒนธรรมองค์กรดิจิทัลที่เข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ศูนย์ดิจิทัลชุมชน แสงสว่างที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง
ท่ามกลางความไม่สมดุลของการจัดสรรงบประมาณ “โครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน” ภายใต้การกำกับดูแลของ สดช. ถือเป็นโมเดลเชิงนโยบายที่สามารถเชื่อมประสานระหว่างการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเชิงกายภาพกับการพัฒนาทักษะของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด รัฐบาลได้ยกระดับศูนย์ ICT ชุมชนเดิมให้ทันสมัยขึ้นโดยนำอินเทอร์เน็ตสาธารณะมาให้บริการ ควบคู่ไปกับการจัดให้มีบุคลากรหรืออาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) ทำหน้าที่ให้ความรู้ด้านการทำธุรกิจออนไลน์และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แก่ชาวบ้านในท้องถิ่น โครงการนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2564 ได้ติดตั้งไปแล้ว 500 แห่ง และขยายตัวเพิ่มอีก 1,722 แห่งในปี พ.ศ. 2566 ส่งผลให้ปัจจุบันมีศูนย์กระจายอยู่ทั่วประเทศถึง 2,222 แห่ง และเตรียมขอรับงบประมาณปี พ.ศ. 2568 อีกราว 630-800 ล้านบาทเพื่อก่อตั้งศูนย์เพิ่มเติมอีก 500 แห่ง
ผลสัมฤทธิ์ทางการเงินของศูนย์ดิจิทัลชุมชนสะท้อนความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าอย่างชัดเจน โดยรายงานผลประเมินในช่วง 7 เดือนของโครงการส่งเสริม Village E-Commerce พบว่าสามารถสนับสนุนการเปิดร้านค้าออนไลน์ของชุมชนได้ถึง 4,578 ร้านค้า สามารถสร้างรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นให้ผู้ประกอบการชุมชนร้านละ 14,562 บาทต่อเดือน และก่อให้เกิดมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นสูงกว่า 216.75 ล้านบาท ตัวเลขความสำเร็จนี้กลายเป็นบทเรียนเชิงนโยบายที่สำคัญว่า หากภาครัฐลงทุนจัดหาฮาร์ดแวร์ควบคู่ไปกับการส่งมอบ “ซอฟต์แวร์ทางปัญญา” หรือการฝึกอบรมองค์ความรู้ด้าน E-commerce แก่ประชาชน เศรษฐกิจฐานรากจะสามารถดึงมูลค่าจากเศรษฐกิจดิจิทัลกลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
กระนั้น ความสำเร็จของศูนย์ดิจิทัลชุมชนยังคงเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ เมื่อเทียบกับขนาดของอุตสาหกรรมดิจิทัลในภาพรวมของประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มหาศาลกว่า 1.1 ล้านล้านบาทต่อปี แต่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่กลับขับเคลื่อนและใช้แพลตฟอร์มจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ เช่น แอนิเมชันและคาแรคเตอร์ที่มีมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท แม้จะเติบโตแต่ยังเผชิญความผันผวนสูง ซึ่งการจะรักษาการเติบโตและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศดิจิทัลไทย จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการและนักพัฒนาในระดับหลักพันล้านบาท ไม่ใช่เพียงหลักสิบล้านบาทอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สังเคราะห์ความย้อนแย้งเชิงนโยบายและแนวทางปรับสมดุลขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต
บทวิเคราะห์เชิงลึกเผยให้เห็นว่า กระบวนทัศน์การจัดทำงบประมาณของรัฐบาลไทยตั้งอยู่บนฐานคิดแบบวิศวกรรม (Engineering mindset) หรือความเชื่อที่ว่า “สร้างโครงสร้างพื้นฐานแล้วประชาชนจะมาใช้งานเอง” ซึ่งมองข้ามพลวัตทางสังคมอย่างสิ้นเชิง การขาดแคลนงบประมาณคู่ขนานในการให้การศึกษาและพัฒนาทักษะดิจิทัลควบคู่ไปกับการสร้างระบบ ทำให้เทคโนโลยีอันทันสมัยที่สร้างด้วยงบประมาณนับหมื่นล้านบาทไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ เกิดต้นทุนแฝงมหาศาลจากค่าเสื่อมราคาและค่าบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์ ยิ่งไปกว่านั้น กฎระเบียบของการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินยังบิดเบือนทิศทางการลงทุน เนื่องจากโครงการซื้อฮาร์ดแวร์หรือก่อสร้างอาคารสามารถประเมินราคากลางและเบิกจ่ายได้ง่ายในลักษณะรายจ่ายลงทุน ขณะที่การจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาคนเป็นนามธรรมและมักถูกจัดอยู่ในหมวดงบดำเนินงานซึ่งมีเพดานจำกัดและถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด
ความย้อนแย้งของการจัดสรรทรัพยากรนี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องสู่อัตราการสูญเสียดุลการค้าทางดิจิทัลของประเทศในระยะยาว เมื่อกำลังคนในประเทศขาดทักษะขั้นสูงในการสร้างเทคโนโลยี ประเทศไทยจึงต้องตกอยู่ในสถานะ “ผู้บริโภคเทคโนโลยี” ที่ต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์และคลาวด์จากต่างชาติตลอดไป เพื่อปรับสมดุลและนำพาประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมายดิจิทัลอย่างแท้จริง รายงานฉบับนี้มีข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ 3 ประการ ได้แก่ 1) การบังคับใช้กลไกผูกโยงงบประมาณ (Mandatory Budget Coupling) โดยกำหนดให้โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ต้องแบ่งงบประมาณอย่างน้อยร้อยละ 15 ไปใช้พัฒนาทักษะบุคลากรและประชาชนผู้ใช้งานระบบ
ประการถัดมาคือ 2) ยกระดับการพัฒนาทักษะสู่มหาโครงการระดับชาติ (Mega-Program for Human Capital) โดยปรับรวมงบประมาณฝึกอบรมที่กระจัดกระจายตามหน่วยงานต่างๆ ให้กลายเป็นแผนงานยุทธศาสตร์ร่วมระดับหมื่นล้านบาทเพื่อพลิกฟื้นแรงงานร้อยละ 74.1 ให้พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต. และ 3) ขยายผลความสำเร็จของศูนย์ดิจิทัลชุมชนแบบบูรณาการ โดยอัดฉีดเม็ดเงินต่อเนื่องเพื่อเปลี่ยนสภาพจากศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะให้กลายเป็นศูนย์บ่มเพาะเศรษฐกิจจุลภาคประจำตำบลอย่างเต็มรูปแบบ เพราะความสำเร็จที่ยั่งยืนของประเทศไม่ได้วัดจากความยาวของสายเคเบิลหรือจำนวนเซิร์ฟเวอร์ แต่ต้องวัดจากความสามารถของประชากรในการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียม
#งบประมาณดิจิทัล #โครงสร้างพื้นฐาน #ทักษะดิจิทัล #กระทรวงดีอี #เน็ตประชารัฐ #คลาวด์ภาครัฐ #เศรษฐกิจไทย #TheReporterAsia

