ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนประเทศ บาดแผลลึกที่ถูกซุกซ่อนอยู่ใต้พรมกลับเป็นภาพของแรงงานแพลตฟอร์มและกลุ่มคนผู้ค้าบริการทางเพศกว่า 12 ล้านชีวิต ที่ตื่นมาพร้อมความเสี่ยงในทุกๆ วัน แต่กลับไม่มีกฎหมายฉบับใดในไทยยื่นมือเข้ามาคุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัยในฐานะ ‘มนุษย์’ อย่างเท่าเทียม
ส่องสถานการณ์แรงงานไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน กับวิกฤตความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง
รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ประจำปี 2566 โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เผยให้เห็นถึงตัวเลขเชิงสถิติที่สะท้อนความเจ็บปวดเชิงโครงสร้างของกลุ่มแรงงานนอกระบบอย่างชัดเจน การเติบโตของเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจยุคใหม่ไม่ได้นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือที่แยกคนบางกลุ่มออกจากระบบสวัสดิการขั้นพื้นฐานของรัฐอย่างถาวร โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานกึ่งอิสระที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงรอบด้านโดยไม่มีหลักประกันใดๆ รองรับ
จากข้อมูลเชิงลึกพบว่า นโยบายการคุ้มครองแรงงานของประเทศไทยในปัจจุบันยังคงเดินตามหลังรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมและสวัสดิการสังคม แรงงานจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศกำหนดไว้ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งไม่ให้ประเทศไทยสามารถยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจและสังคมไปสู่เวทีสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายในมิติทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงปัญหาสุขภาพจิตและการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในสถานที่ทำงาน การขาดไร้ซึ่งอำนาจในการต่อรองและการเข้าไม่ถึงการคุ้มครองทางกฎหมาย ทำให้กลุ่มผู้ใช้แรงงานเหล่านี้ตกเป็นเป้าหมายของการเอารัดเอาเปรียบเชิงพาณิชย์จากระบบทุนนิยมดิจิทัลอย่างไร้ทางขัดขืน
ชะตากรรม 12 ล้านไรเดอร์-แม่บ้านแอปพลิเคชัน ตัวตนที่ไร้เงากฎหมายคุ้มครอง
กลุ่ม แรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มไรเดอร์ส่งอาหาร ส่งของ แม่บ้านทำความสะอาด และผู้ดูแลผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชัน กำลังกลายเป็นกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ที่มีตัวเลขสูงถึงราว 12.2 ล้านคนในปัจจุบัน คนกลุ่มนี้คือผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจปากท้องในเมืองใหญ่ แต่ในทางกฎหมายกลับถูกกระทรวงแรงงานตีความว่าเป็นเพียง ‘แรงงานกึ่งอิสระ’ สิทธิประโยชน์ที่พึงได้ในฐานะลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานจึงถูกตัดตอนออกไปโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้สวัสดิการขั้นพื้นฐานกลายเป็นสิ่งไกลเกินเอื้อม
ความน่ากังวลใจยิ่งกว่านั้นคือ แนวโน้มของ แรงงานแพลตฟอร์ม ในปัจจุบันเริ่มมีสัดส่วนของกลุ่ม ‘แม่เลี้ยงเดี่ยว’ เข้ามาสู่อาชีพไรเดอร์และแม่บ้านบริการเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้หญิงเหล่านี้ต้องแบกรับภาระทั้งการเป็นหัวหน้าครอบครัวและการทำงานบนความเสี่ยงสูงสุด ทั้งจากอุบัติเหตุบนท้องถนนที่นำไปสู่ความพิการหรือเสียชีวิต ไปจนถึงภัยคุกคามและการถูกคุกคามทางเพศในระหว่างการให้บริการแก่ลูกค้า โดยที่บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มปฏิเสธความรับผิดชอบทางกฎหมายเกือบทุกกรณี
แม้ว่าในปัจจุบันจะมีความพยายามในการผลักดันและเสนอสร้างร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาเพื่อคุ้มครองแรงงานกลุ่มนี้โดยเฉพาะ แต่กระบวนการนิติบัญญัติของไทยกลับมีความล่าช้าอย่างมาก โดยเฉลี่ยแล้วอาจต้องใช้เวลายาวนานถึง 15–20 ปี กว่ากฎหมายแต่ละฉบับจะคลอดออกมามีผลบังคับใช้จริง ช่องว่างทางเวลาที่ยาวนานนี้หมายถึงชีวิตและความปลอดภัยของแรงงานกว่าสิบล้านคนที่ต้องถูกทิ้งไว้กับความเสี่ยงในทุกวินาทีที่ก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อทำงาน
จากธุรกิจบริการสู่ตราหน้าอาชญากรรม คราบน้ำตาของ ‘เซ็กส์เวิร์กเกอร์’ ที่รัฐไม่เคยมองเห็น
อีกหนึ่งกลุ่มแรงงานภาคบริการที่สร้างรายได้มหาศาลและเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทย แต่กลับถูกผลักให้ไปอยู่บนเส้นแบ่งของความผิดกฎหมาย คือกลุ่มผู้ค้าบริการทางเพศ หรือ ‘Sex Worker’ ภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 อาชีพนี้ยังคงถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรรม ส่งผลให้พวกเขากลายเป็นบุคคลไร้สิทธิและไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายแรงงานเฉกเช่นอาชีพอื่นๆ ในสังคม
การทำให้การค้าประเวณีเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ไม่ได้ทำให้ธุรกิจนี้หมดไปจากสังคมไทย แต่กลับเป็นการเปิดช่องทางให้เกิดการใช้อำนาจมิชอบ การขูดรีด และการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มผู้อิทธิพลและเจ้าหน้าที่รัฐบางราย แรงงานเซ็กส์เวิร์กเกอร์ต้องทำงานภายใต้สภาวะที่เสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การถูกทำร้ายร่างกาย และการละเมิดสิทธิ์ โดยที่พวกเขาไม่สามารถเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีหรือร้องขอความยุติธรรมจากตำรวจได้ เพราะกลัวว่าจะต้องถูกจับกุมในข้อหาค้าประเวณีเสียเอง
กสม. ได้ระบุชัดเจนว่า สังคมไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามอคติเชิงศีลธรรมและหันมามองแรงงานกลุ่มนี้ในมิติของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิทางเศรษฐกิจ การปฏิเสธการมีอยู่และการไม่ให้การคุ้มครองทางกฎหมายแก่กลุ่มเซ็กส์เวิร์กเกอร์ ถือเป็นการเลือกปฏิบัติเชิงนโยบายที่ทอดทิ้งมนุษย์กลุ่มหนึ่งให้เผชิญชะตากรรมตามยถากรรม ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนสากลที่ประเทศ ไทยเคยให้สัตยาบันไว้ในเวทีโลกอย่างร้ายแรง
ข้อเสนอแนะของ กสม. และก้าวต่อไปเพื่อปลดล็อกสิทธิแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล
เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและหยุดยั้งการละเมิดสิทธิ์ในแรงงานทั้งสองกลุ่มนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จึงได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเร่งด่วนส่งตรงถึงรัฐบาลไทย โดยเน้นย้ำให้กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกกฎกระทรวงและปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานนอกระบบและแรงงานแพลตฟอร์ม เพื่อให้เกิดระบบการจ้างงานที่เป็นธรรม มีคุณค่า และได้รับสวัสดิการทางสังคมที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
นอกจากนี้ กสม. ยังได้ผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน รวมถึงการลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว ซึ่งข้อตกลงสากลเหล่านี้จะกลายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาอุดช่องว่าง และช่วยบังคับให้ภาคธุรกิจรวมถึงรัฐบาลไทยต้องหันมาดูแลสิทธิของแรงงานทุกกลุ่มอย่างไม่มีข้อยกเว้น
บทสรุปของการประเมินสถานการณ์ในครั้งนี้ระบุว่า รายงานฉบับนี้จะไม่เป็นเพียงแค่เอกสารทางวิชาการที่ถูกเก็บไว้บนหิ้งอีกต่อไป แต่จะเป็นเสียงสะท้อนสำคัญที่เร่งเร้าให้ทุกภาคส่วนในสังคมลุกขึ้นมาตระหนักรู้และร่วมมือกัน เพื่อขับเคลื่อนให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยมี ‘ประชาชนและแรงงานทุกกลุ่ม’ เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่สังคมที่เสมอภาค เป็นธรรม และปราศจากการเลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้าง
#สิทธิมนุษยชน, #แรงงานแพลตฟอร์ม, #ไรเดอร์, #เซ็กส์เวิร์กเกอร์, #กสม, #ความเหลื่อมล้ำ, #สวัสดิการแรงงาน, #SexWorker, #Rider

