SCB CIO คาดงบ AI ทั่วโลกพุ่ง 8 แสนล้านดอลลาร์หนุนชิปโต

SCB CIO คาดงบ AI ทั่วโลกพุ่ง 8 แสนล้านดอลลาร์หนุนชิปโต

SCB CIO เผยทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่ เมื่อเม็ดเงินลงทุนในระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของโลก พร้อมเปิดกลยุทธ์จัดพอร์ตรับมือภาวะดอกเบี้ยค้างสูงและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์

AI พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก ดันเม็ดเงินลงทุนพุ่งทะยาน

SCB CIO ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหัวเจาะทะลวงและเป็นฟันเฟืองชิ้นใหม่ในการขับเคลื่อนความมั่งคั่ง จากการประเมินล่าสุดพบว่า เม็ดเงินลงทุนในระบบ AI ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดและจะกลายเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจยุคใหม่ที่มองข้ามไม่ได้ การลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามานี้ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการทำงานของภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลบวกในเชิงบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจระดับประเทศอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

การขยายตัวของระบบนิเวศ AI ได้สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งภาคส่วนเหล่านี้กำลังได้รับประโยชน์โดยตรงจากงบประมาณการลงทุนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์ในตลาดต่างพากันปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีขึ้นอย่างมีรูปธรรม เนื่องจากรายได้ของผู้พัฒนาโมเดล AI เริ่มส่งสัญญาณเติบโตเด่นชัดและช่วยลดความกังวลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางกระแสตื่นตัวในเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้ ภาพรวมอุตสาหกรรมยังคงมีความท้าทายที่ต้องระมัดระวังในระยะยาว เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงอาจกดดันอัตรากำไรของภาคธุรกิจได้ หากผู้พัฒนาไม่มีการสร้างความแตกต่างทางเทคโนโลยีที่ชัดเจนหรือไม่มีข้อได้เปรียบที่ลอกเลียนแบบได้ยาก ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาคัดเลือกลงทุนอย่างพิถีพิถันมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและเซมิคอนดักเตอร์ที่การันตีการได้ประโยชน์อย่างแน่นอน ไม่ว่าผู้เล่นรายใดจะเป็นผู้ชนะในศึกเทคโนโลยีครั้งนี้ก็ตาม

“การลงทุนด้าน AI ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าเม็ดเงินลงทุนจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 ซึ่งส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจระดับประเทศและเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจยุคใหม่ที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด” นายศรชัย สุเนต์ตา , CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์

ปัจจัยเสี่ยงรอบด้านและทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก

แม้ว่าภาพรวมของภาคเทคโนโลยีจะดูสดใส แต่เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านจากฝั่งอุปทานและปัจจัยมหภาค โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกลดลงช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารกลางหลักหลายแห่งทั่วโลกจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานกว่าเดิม

ในขณะที่สหรัฐฯ เลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยยาวนานขึ้น ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างก็กำลังเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่วนธนาคารกลางจีน (PBoC) คาดว่าจะเน้นการใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงแทนการอัดฉีดกระตุ้นในวงกว้าง ความแตกต่างในการดำเนินนโยบายนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่แยกส่วนและแตกต่างกันมากขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคุโชน

นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือปัญหาหนี้สาธารณะและการขาดดุลเรื้อรังของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างแรงกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและอาจสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงิน อีกทั้งยังมีปัญหาคอขวดในโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เนื่องจากระบบสายส่งและกำลังการผลิตไฟฟ้าเดิมขยายตัวไม่ทันต่อความต้องการใช้พลังงานอันมหาศาลของศูนย์ข้อมูล AI รวมถึงข้อพิพาททางการค้าและการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่อาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานชะงักงันได้ทุกเมื่อ

กลยุทธ์ปรับพอร์ตเชิงรุกข้ามผ่านความผันผวน

ภายใต้ภาวะที่สินทรัพย์แต่ละประเภทมีความแตกต่างกันสูง การจัดพอร์ตการลงทุนแบบดั้งเดิมที่มีเพียงหุ้นและตราสารหนี้อาจไม่เพียงพอสำหรับการกระจายความเสี่ยงอีกต่อไป เนื่องจากปัจจุบันหุ้นและพันธบัตรมักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน นักลงทุนจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์การบริหารพอร์ตเชิงรุก (Active Management) ที่มีความยืดหยุ่นสูง รวมถึงการนำสินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ เข้ามาเสริมพอร์ตเพื่อจำกัดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด

สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตการลงทุนหลัก หรือ Core Portfolio ควรเน้นการลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอเป็นหลัก ในส่วนของสินทรัพย์มั่นคง แนะนำให้เน้นพันธบัตรและหุ้นกู้ระยะสั้นที่มีคุณภาพระดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ของสหรัฐฯ เพื่อลดทอนความเสี่ยงจากภาวะดอกเบี้ยค้างสูงและหลีกเลี่ยงความผันผวนจากพันธบัตรระยะยาว ควบคู่ไปกับการจัดสรรเงินลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และโครงสร้างพื้นฐาน โดย REITs ไทยถือว่ามีความน่าสนใจจากราคาที่ต่ำและปันผลสูง

ขณะที่สินทรัพย์เพื่อการเติบโตภายในพอร์ตหลัก ควรเน้นคัดเลือกหุ้นกลุ่มที่มีคุณภาพสูงและมีอำนาจในการกำหนดราคาได้ดี โดยกระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตแข็งแกร่งตามโครงสร้างพื้นฐาน AI ร่วมกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ได้อานิสงส์จากการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กร นอกจากนี้ ควรมีทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ติดพอร์ตไว้เสมอเพื่อช่วยรักษาสมดุลและกระจายความเสี่ยงจากปัญหาเงินเฟ้อรวมถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

โอกาสทองในตลาดเกิดใหม่และพอร์ตเสริมระยะสั้น

ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) กำลังกลายเป็นเป้าหมายที่โดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งถือเป็นหัวใจและเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรงจากห่วงโซ่อุปทานและวัฏจักรชิปขาขึ้น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีความน่าสนใจอย่างยิ่งเนื่องจากระดับราคา (Valuation) ยังค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตและตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว โดยได้แรงหนุนจากความต้องการชิปหน่วยความจำในยุค AI และมาตรการปฏิรูปตลาดทุนภายในประเทศ

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการจับจังหวะเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะสั้นในพอร์ตเสริม (Opportunistic Portfolio) แนะนำให้เจาะลึกเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างเด่นชัด กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ จากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรล้อไปกับเม็ดเงินลงทุนในระบบนิเวศ AI เช่นเดียวกับกลุ่มพลังงานยั่งยืนและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่เติบโตควบคู่ไปกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์

นอกจากนี้ กลุ่มประเทศเกิดใหม่อื่นๆ นอกเหนือจากประเทศจีนก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น บราซิลและกลุ่มประเทศในแถบละตินอเมริกา ซึ่งกำลังได้รับประโยชน์โดยตรงจากวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีความเฉพาะเจาะจงเหล่านี้ จะช่วยเปิดรับโอกาสใหม่ๆ จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งในด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว

#SCBCIO #การลงทุนAI #เศรษฐกิจโลก #อุตสาหกรรมชิป #หุ้นเทคโนโลยี #กลยุทธ์จัดพอร์ต #ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ #เซมิคอนดักเตอร์

Related Posts