SCBFM ชี้บาทผันผวนหนัก เตือนระยะสั้นอ่อนค่าก่อนกลับมาแข็งปลายปี

SCBFM ชี้บาทผันผวนหนัก เตือนระยะสั้นอ่อนค่าก่อนกลับมาแข็งปลายปี
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 19 นาที

เงินบาทเผชิญคลื่นความผันผวนอย่างหนักในรอบเดือนที่ผ่านมา จากผลกระทบของชนวนสงครามในตะวันออกกลางและการเข้าแทรกแซงตลาดเงินอย่างรุนแรง ขณะที่ SCB FM ประเมินทิศทางระยะสั้นยังมีแรงกดดันให้อ่อนค่าต่อเนื่อง ก่อนมีลุ้นกลับมาแข็งค่าเล็กน้อยในช่วงปลายปี

สงครามตะวันออกกลางและแรงแทรกแซงเยนดันบาทผันผวนหนัก

ความเคลื่อนไหวของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในรอบเดือนที่ผ่านมาเจอกับความผันผวนสูงอย่างชัดเจน โดยเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐมีการเปลี่ยนแปลงกว้างถึง 60 สตางค์ หรือคิดเป็นราว 2% ภายในระยะเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ แรงดิ่งดังกล่าวดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าไปแตะจุดต่ำสุดรอบใหม่แถวระดับ 33.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยหลักเกิดจากการปะทุขึ้นอีกครั้งของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากที่มีการฉีกบันทึกความเข้าใจหรือ MOU ที่เคยตกลงกันไว้ ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าความขัดแย้งจะลุกลามไปยังพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างทะเลแดง เหตุการณ์นี้ดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความวิตกเรื่องเงินเฟ้อทั่วโลก และส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ดุลการค้าของไทยในเดือนมิถุนายนขาดดุลเพิ่มขึ้น

นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว นโยบายการเงินภายในประเทศยังมีส่วนกระตุ้นแรงเทขาย โดยในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ยังไม่ได้แสดงความกังวลต่อทิศทางค่าเงิน และยังคงส่งสัญญาณว่าไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่ธนาคารกลางของหลายประเทศเริ่มดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว สภาวการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดแรงเทขายเงินบาทออกมามากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้เงินบาทกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่าลงมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคในช่วงเวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทได้พลิกกลับมารีบาวด์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาจนลงไปแตะระดับราว 33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แรงหนุนสำคัญมาจากข่าวรายงานการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ควบคู่ไปกับการที่กลุ่มประเทศ OPEC+ ประกาศปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ ปัจจัยเหล่านี้ช่วยฉุดให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงมาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีแรงหนุนสำคัญจากการที่ทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อพยุงค่าเงินเยนพร้อมกัน ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นทันที และดึงให้สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียรวมถึงเงินบาทแข็งค่าตามไปด้วย

ปัจจัยกดดันระยะสั้นชี้บาทเสี่ยงอ่อนค่าแตะระดับ 33.80 บาท

สำหรับแนวโน้มในระยะสั้น ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB Financial Markets (SCB FM) ประเมินว่าเงินบาทมีโอกาสที่จะกลับมาเผชิญแรงกดดันและปรับตัวอ่อนค่าลงได้อีก เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง แม้ว่าสหรัฐฯ จะเริ่มชะลอการโจมตีอิหร่านลงบ้าง แต่โอกาสในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพถาวรยังคงทำได้ยากเพราะจุดยืนของทั้งสองฝ่ายยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก อย่างไรก็ดี ปริมาณขีปนาวุธสกัดกั้นและระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ที่ลดลงไปอย่างมาก อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลทรัมป์ลังเลที่จะยกระดับความขัดแย้งให้รุนแรงไปกว่านี้

ในด้านการดำเนินนโยบายการเงิน นายแพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองถึงทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

“ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจยังคงดำเนินและสื่อสารนโยบายการเงินในโทนที่เน้นความระมัดระวังเรื่องปัญหาเงินเฟ้อเป็นหลัก ซึ่งปัจจัยนี้จะยังคงทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปได้ในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ปัญหาการขาดดุลการค้าของไทยที่ตลาดกังวลก็น่าจะยังคงขาดดุลต่อเนื่องในระยะสั้น เนื่องจากมูลค่าการนำเข้ารถยนต์และสินค้าต่าง ๆ ยังคงขยายตัวในระดับสูงกว่าการส่งออก ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้

จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น SCB FM จึงได้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วง 1 เดือนข้างหน้าไว้ที่บริเวณ 33.30-33.80 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมระบุถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่ามากกว่าที่คาดไว้ นั่นคือหากสถานการณ์สงครามกลับมารุนแรงจนเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในบริเวณทะเลแดง ซึ่งจะกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบอย่างรุนแรง และอาจดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอีก 15-25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จนส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปใกล้แตะระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ได้

ลุ้นบาทพลิกแข็งค่าปลายปีหากสงครามจบและเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย

เมื่อมองข้ามความผันผวนในระยะสั้นไปสู่ภาพรวมระยะยาว SCB FM ประเมินว่าเงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาปรับตัวแข็งค่าขึ้นได้เล็กน้อยในช่วงปลายปี โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือสถานการณ์สงครามผ่อนคลายลงตามคาด และ Fed ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดเคยตกใจ ทั้งนี้คาดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งน่าจะเริ่มทุเลาลงและจบลงได้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ เนื่องจากเริ่มเข้าใกล้การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (US Midterm Election) ในเดือนพฤศจิกายน ประกอบกับคะแนนความนิยมหรือ Approval Rating ของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ราว 39.7% ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงการดำรงตำแหน่งในสมัยแรก

อีกปัจจัยสนับสนุนคือสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี โดยคาดว่าแรงส่งจากการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะเริ่มลดความร้อนแรงลง ประกอบกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มชะลอตัวตามทิศทางรายได้ของประชากรที่ลดลง นอกจากนี้ การปฏิรูปโครงสร้างการทำงานภายในของ Fed โดยนาย Kevin Warsh ประธาน Fed ที่ได้แต่งตั้งคณะทำงานพิเศษ (Task Force) เข้ามาประเมินการทำงาน และเตรียมประกาศผลช่วงปลายปี อาจเปิดทางไปสู่การปรับเปลี่ยนเครื่องชี้เศรษฐกิจ และเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยแทนการปรับขึ้นดอกเบี้ย

ขณะเดียวกัน ดุลการค้าของประเทศไทยก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปีเช่นเดียวกัน โดยได้อานิสงส์จากทิศทางราคาพลังงานโลกที่คาดว่าจะปรับตัวลดลง ควบคู่ไปกับการเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของฤดูกาลท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปีซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินสกุลต่างประเทศเข้ามา จากปัจจัยบวกเหล่านี้ นายแพททริก ปูเลีย จึงคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปีนี้ว่าจะกลับลงมาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 33.30-33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

คลายกังวล Unwind Carry Trade เยน หลังนักลงทุนกระจายความเสี่ยง

จากประเด็นความกังวลในตลาดการเงินโลกเกี่ยวกับการแข็งค่าอย่างรวดเร็วของเงินเยน หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เข้าแทรกแซงตลาดด้วยมูลค่ามหาศาล จนทำให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ Unwind Carry Trade ซ้ำรอยปี 2024 นั้น ทางด้านนายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ประเมินว่าประเด็นดังกล่าวยังไม่มีความน่ากังวลอย่างที่คิด

“การเข้าแทรกแซงของ BOJ ครั้งนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เปิดให้ใช้ FIMA Repo Facility ซึ่งช่วยให้ BOJ สามารถนำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาใช้กู้สภาพคล่องดอลลาร์ไปซื้อเงินเยนได้โดยตรง จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ นอกจากนี้ ปัจจุบันนักลงทุนได้กระจายการกู้เงินไปยังหลายสกุลมากขึ้น เช่น ยูโร สวิสฟรังก์ และเงินบาท แทนการพึ่งพาเงินเยนเพียงอย่างเดียว ทำให้ความเสี่ยงของการเกิด Unwind Carry Trade ในวงกว้างยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

นายวชิรวัฒน์ ยังระบุเพิ่มเติมว่า โครงสร้างการถือครองเงินเยนในปัจจุบันได้ปรับสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น โดยเปลี่ยนจากสถานะ Short Position ในอดีตมาเป็น Long Position ทำให้ความเสี่ยงที่จะถูกเทขายรุนแรงลดลงไปอย่างมาก สำหรับทิศทางในระยะถัดไป โอกาสที่เงินเยนจะแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญยังคงมีน้อย เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังคงกว้าง โดยคาดว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่กระแสเงินทุนที่จะย้ายกลับเข้าสู่สินทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นก็ยังเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้เงินเยนน่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัวหรืออ่อนค่าลงได้เล็กน้อย

ตลาดบอนด์ผันผวนระยะสั้น คาด กนง. ตรึงดอกเบี้ย 1.00% ยันสิ้นปี

สำหรับภาพรวมในตลาดพันธบัตร (Bond Market) อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yields) ทั้งของสหรัฐฯ และไทยปรับตัวผันผวนสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ผลจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการที่เจ้าหน้าที่ Fed หลายท่านส่งสัญญาณเข้มงวด (Hawkish) ว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี SCB FM ประเมินว่า แม้ในระยะสั้น Yields จะยังเจอแรงกดดันในทิศทางปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยสงครามและอุปทานพันธบัตรใหม่ แต่ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป มีโอกาสที่จะได้เห็น Bond Yields ปรับตัวย่อลงมาได้ ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งที่คาดว่าจะคลี่คลายลง

ในส่วนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทย นายวชิรวัฒน์ บานชื่น ได้วิเคราะห์ถึงแนวโน้มการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไว้อย่างชัดเจน

“ประเมินว่า กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อไปตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของตลาดส่วนใหญ่ที่มองโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยเหลือเพียง 25% เท่านั้น เหตุผลสำคัญคือแรงกดดันเงินเฟ้อในปัจจุบันเกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน ซึ่งนโยบายการเงินไม่สามารถแก้ไขได้ตรงจุดเท่ากับการจัดการด้านอุปสงค์ อีกทั้งเงินบาทและทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยยังคงมีเสถียรภาพสูง

นอกจากนี้ การคงอัตราดอกเบี้ยยังถือเป็นการช่วยประคองภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ที่ความสามารถในการชำระหนี้ยังอยู่ในระดับต่ำ หากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเวลานี้ จะกลายเป็นการเพิ่มภาระและซ้ำเติมความเสี่ยงให้กับลูกหนี้ที่กำลังประสบปัญหาให้รุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้นการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.00% จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทยในขณะนี้

#SCBFM #อัตราแลกเปลี่ยน #ค่าเงินบาท #เศรษฐกิจไทย #ดอกเบี้ยนโยบาย #กนง #ธนาคารไทยพาณิชย์

Related Posts