ครม.เงา พรรคประชาชน เปิดโปงข้อพิรุธล็อกสเปกโครงการ TH-AI Passport มูลค่าพันล้าน เอื้อประโยชน์กลุ่มทุน พร้อมสะท้อนวิกฤตร้านอาหารตัวเล็กนิติบุคคลถูกกีดกันจากไทยช่วยไทยพลัส และปัญหากุ้งภาคใต้ ชี้รัฐบริหารผิดพลาดซ้ำเติมเศรษฐกิจ ชงปฏิรูปกองทุน DE เปลี่ยนซื้อเป็นสร้าง พึ่งพิงเทคโนโลยีฝีมือคนไทย
พรรคประชาชนแถลงสับโครงการ TH-AI Passport ส่อทุจริตล็อกสเปกล่วงหน้าปี
การแถลงข่าวของครม.เงา พรรคประชาชน เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สั่นคลอนเสถียรภาพและความโปร่งใสของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยทางพรรคได้นำหลักฐานชิ้นสำคัญมาเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชันในโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มูลค่าสูงถึง 1,621 ล้านบาทของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ทางพรรคระบุว่าโครงการนี้มีลักษณะของ “ธุรกิจการเมือง” ที่มีการวางแผนและล็อกตัวผู้รับเหมาไว้ล่วงหน้าอย่างน่าเคลือบแคลงใจเป็นอย่างยิ่ง
นางสาวรัชนก ศรีนอก ตัวแทนทีมพรรคประชาชน ได้เปิดหลักฐานเด็ดซึ่งเป็นไฟล์นำเสนอของบริษัทเอกชนอักษรย่อ B ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม Consortium ที่ได้รับโครงการนี้ โดยพบว่าไฟล์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2525 (หมายถึงปี พ.ศ. 2568) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลจะประกาศทำประชาพิจารณ์ร่างขอบเขตของงาน (TOR) ในวันที่ 15 ธันวาคม 2568 และก่อนการเปิดประมูลจริงในปลายเดือนธันวาคมถึงสองเดือน หลักฐานนี้สะท้อนชัดเจนว่าผู้รับเหมาปรับตัวรับทราบล่วงหน้าว่าตนเองจะได้งานทั้งยังมีการทำระบบ AI Testing รอไว้ระหว่างกระบวนการประกวดราคา ถือเป็นการขโมยอนาคตของคนในวงการไอทีทั้งประเทศ
นอกจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว พรรคประชาชนยังตรวจสอบพบโครงการในลักษณะเดียวกันที่มีพฤติกรรมคัดลอก TOR และล็อกสเปกในกระทรวงอื่นอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Skill Credit Portfolio ของกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มูลค่ากว่า 5,200-5,300 ล้านบาท และโครงการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ มูลค่า 1,200 ล้านบาท รวมถึงโครงการ National Credit Bank รวมมูลค่าความเสียหายในเครือข่ายนี้สูงเกือบ 10,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับโครงการต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน 1 ทางพรรคจึงเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายในช่วงก่อนวันที่ 1 กรกฎาคมนี้
“ไฟล์นี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2525 หรือก็คือปีที่แล้ว ตั้งสติดี ๆ ก่อน สร้างไฟล์นี้แปลว่าเขารู้แล้วว่าเขาจะได้รับโครงการ TH-AI Passport แต่โครงการนี้เริ่มประมูลปลายธันวาคม มันแปลว่าอะไร แปลว่าผู้รับเหมาเค้ารู้อยู่แล้วว่าเขาได้งาน การล็อกว่าใครจะเป็นผู้ชนะ มันคือการขโมยอนาคตของคนในวงการไอทีทั้งประเทศไป” — รัชนก ศรีนอก ตัวแทนพรรคประชาชน
จี้ปฏิรูปกองทุน DE ชง 3 ข้อเสนอเปลี่ยนจากซื้อเป็นสร้าง
นายธีรชาติ ตัวแทนทีมเทคโนโลยีพรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับความผิดปกติในรายละเอียดของ TOR โครงการ TH-AI Passport โดยเฉพาะแกนเวลาที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างเร่งรีบ จากเดิมที่เคยเสนอเข้าครม.เศรษฐกิจเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ว่าต้องให้ประชาชนลงทะเบียนภายใน 90 วัน แต่พอออกร่างประชาพิจารณ์จริงกลับลดเหลือเพียง 30 วัน และปรับเวลาเริ่มบริการจาก 120 วัน เหลือ 90 วัน ซึ่งในทางปฏิบัติโครงการระดับ 1,621 ล้านบาทไม่มีทางทำเสร็จได้ภายใน 30 วัน นอกจากนี้ยังมีการแอบเพิ่มสเปกจอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อเข้ามาในภายหลัง ซึ่งไม่ได้อยู่ในเอกสารแรกดั้งเดิม
พรรคประชาชนได้ยื่นข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลว่าควรพับโครงการนี้ไปก่อน แล้วนำเม็ดเงินจำนวน 1,621 ล้านบาทกลับมาสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายในประเทศไทย แทนการไปเช่าใช้หรือซื้อเทคโนโลยีของต่างชาติผ่านตัวกลาง ประเทศไทยมีแพลตฟอร์ม AI ของคนไทยอยู่แล้วมากมายที่ควรได้รับการหนุนเสริม เช่น Thai LLM ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI), ใต้ฝุ่น (Typhoon) ของ SCB, ปทุมมา (Pathumma) และ Open ThaiGPT ของสมาคม AI หากจำเป็นต้องใช้ AI ต่างชาติรัฐบาลก็ควรเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อดึงผลประโยชน์เข้าประเทศโดยตรง
นอกจากนี้ทางพรรคยังเสนอให้ปฏิรูปแนวทางการพัฒนาบุคลากรออกเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ควรนำความร่วมมือร่วมกับ Google มาให้ใช้บริการเครื่องมือ AI ฟรี, กลุ่ม SME และ Startup ด้วยการแจกคูปองดิจิทัลเพื่ออบรมและนำเทคโนโลยีไปใช้ และกลุ่มภาครัฐที่ต้องนำ AI มาใช้จับโกงเพิ่มความโปร่งใสพร้อมทั้งเสนอให้กระทรวง DE ลดบทบาทจากผู้ทำโครงการเองมาเป็นคนสร้างกรอบควบคุมกำหนดราคากลางและมาตรฐานกลางโดยมีการทำ Technical Routing ส่งให้หน่วยงานเชี่ยวชาญเช่น BDI หรือสวทช.เป็นผู้ตรวจสอบเพื่อลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ
ผู้ประกอบการร้านอาหารโอดไทยช่วยไทยพลัสทำยอดขายทรุด
นอกเหนือจากประเด็นไอทีทุจริตแล้ว ครม.เงายังได้เชิญตัวแทนจากสมาคมร้านอาหารเข้ามาร่วมสะท้อนความเดือดร้อน โดยนายวรันธร แดงใหญ่ กรรมการสมาคมร้านอาหาร ได้เปิดเผยว่าปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารระดับ SME ประสบปัญหายอดขายตกต่ำมานานกว่า 2-3 ปีแล้ว ยิ่งมาเจอวิกฤตการณ์พลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่กำลังซื้อของประชาชนภายในประเทศลดลงอย่างรุนแรง
ซ้ำร้ายเมื่อรัฐบาลคลอดมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกมา แทนที่จะช่วยเหลือร้านอาหารในระบบภาษีกลับกลายเป็นการซ้ำเติม เนื่องจากเงื่อนไขโครงการกำหนดสิทธิ์ให้เฉพาะร้านอาหารบุคคลธรรมดาและร้าน Street Food ขนาดเล็กเท่านั้น ส่วนร้านอาหารที่จดทะเบียนถูกต้องนิติบุคคลแม้เป็นรายเล็กไซส์ S ที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (หรือเฉลี่ยเพียงวันละ 5,000 บาท) กลับไม่ได้สิทธิ์ ส่งผลให้ประชาชนผู้ร่วมโครงการกว่า 30 ล้านคนเทไปใช้จ่ายกับร้านค้านอกระบบ จนทำให้ร้านอาหารนิติบุคคลยอดขายดิ่งลงอย่างน่าใจหาย
ทางสมาคมร้านอาหารจึงเสนอขอให้รัฐบาลเล็งเห็นว่าธุรกิจร้านอาหารระดับ SME ที่มียอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปีควรที่จะสามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วยเพื่อพยุงธุรกิจและรักษาการจ้างงานไว้เนื่องจากบางเครือมีสาขากระจายทั่วประเทศและมีพนักงานที่ต้องดูแลหลายร้อยชีวิตที่กำลังเดือดร้อนหนักจากสภาพเศรษฐกิจและมาตรการรัฐที่ขาดความละเอียดรอบคอบในปัจจุบัน
“สภาพเศรษฐกิจยอดขายเราตกมา 2-3 ปีแล้ว เจอปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง ขายไม่ดีอยู่แล้วต้นทุนยังพุ่งอีก พอมาตรการไทยช่วยไทยพลัสออกมา ยอดขายเราตกลงไปอีก เพราะคนเทไปใช้ Street Food หมด ร้านนิติบุคคลไซส์ S ที่เสียภาษีถูกต้องกลับไม่ได้เข้าร่วม มันเหมือนรัฐบาลกำลังลงโทษคนที่ทำถูกกฎหมาย” — วรันธร แดงใหญ่ กรรมการสมาคมร้านอาหาร
ครม.เงาซัดรัฐงานหยาบลงโทษคนทำดีจี้ปรับเกณฑ์ด่วน
นายอิสริยะ ไพรีพ่าย ตัวแทนครม.เงาพรรคประชาชน ได้กล่าวสำทับถึงข้อร้องเรียนของกลุ่มร้านอาหารว่านโยบายไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลในปัจจุบัน มีแนวคิดที่ขาดรายละเอียดเป็นการทำงานที่ “หยาบ” และมีลักษณะของ “การลงโทษผู้ประกอบการที่ทำดี” กล่าวคือร้านอาหารที่ยอมเข้าสู่ระบบภาษีจดทะเบียนนิติบุคคลเสียภาษีถูกต้องกลับถูกรัฐมองว่าเป็นร้านขนาดใหญ่และตัดสิทธิ์ออก ทั้งที่ในความเป็นจริงร้านนิติบุคคลไซส์ S จำนวนมากมียอดขายน้อยกว่าร้านบุคคลธรรมดาบางร้านด้วยซ้ำ
พรรคประชาชนจึงมีข้อเสนอแนะส่งตรงถึงรัฐบาล เนื่องจากปัจจุบันโครงการไทยช่วยไทยพลัสเพิ่งดำเนินงานมาได้เพียงเดือนที่ 1 และยังเหลือระยะเวลาอีก 3 เดือนก่อนสิ้นสุดโครงการ รัฐบาลควรเร่งปรับแก้กฎเกณฑ์เปิดโอกาสให้นิติบุคคลไซส์ S ที่มีข้อมูลอยู่ในฐานของกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าสามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่เพื่อความเปรียธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ
นอกจากนี้จากข้อมูลล่าสุดพบว่ารัฐบาลตั้งสิทธิ์ไว้ 30 ล้านสิทธิ์ แต่มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์จริงอยู่ประมาณ 26 ล้านคน เท่ากับว่ายังเหลืออีกประมาณ 4 ล้านคนที่ไม่ได้รับสิทธิ์คิดเป็นวงเงินงบประมาณเหลืออยู่ราว 1.6 พันล้านบาท รัฐบาลสามารถนำเงินก้อนนี้มาสนับสนุนผู้ประกอบการนิติบุคคลที่ทำงานถูกต้องได้ทันทีซึ่งจะเป็นการจูงใจให้ร้านค้าต่าง ๆ อยากเข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้องในอนาคตมากขึ้นอีกด้วย
จี้พาณิชย์-เกษตรเร่งแก้ปัญหากุ้งใต้ด่านมาเลย์ปิดทำราคาทรุด
ประเด็นถัดมาที่ครม.เงาหยิบยกขึ้นมาคือวิกฤตการณ์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่ประเทศมาเลเซียประกาศแบนการนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์จากประเทศไทย นายศิริพล วิบูลธนากุล ตัวแทนพรรคประชาชนเปิดเผยว่า จากการเชิญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจพบว่ารัฐบาลประเมินผลกระทบต่ำกว่าความเป็นจริงมากและมีมาตรการรองรับที่ล่าช้าไม่ทันท่วงทีเสี่ยงทำลายระบบตลาดกุ้งไทยทั้งระบบ
กรมประมงประเมินความเสียหายไว้เพียงเดือนละ 300-400 ตัน คาดการณ์ปิดด่าน 12 เดือนเสียหาย 4,000 ตัน แต่ข้อมูลหน้างานจากเกษตรกรและแพกุ้งภาคใต้ชี้ว่าผลกระทบจริงสูงกว่าตัวเลขในระบบของรัฐถึง 5-10 เท่า ปัจจุบันกุ้งล้นระบบจนราคากุ้งลดและถูกลงเรื่อย ๆ ตกไปกิโลกรัมละ 20-50 บาทแล้ว แต่กระทรวงพาณิชย์กลับรายงานว่าราคายังไม่ได้รับผลกระทบเพราะไปใช้ราคาอ้างอิงกุ้งจากภาคกลางไม่ได้ใช้ราคาภาคใต้ที่เกิดปัญหาจริงถือเป็นการใช้ตัวชี้วัดที่ผิดพลาดทำให้รัฐบาลไม่สามารถเตรียมการรับมือได้ดีพอ
พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เร่งเรียกประชุมชิ้มบอร์ด (Chimp Board) เพื่อขออนุมัติการสนับสนุนการพยุงราคากุ้งที่ 20 บาทต่อกิโลกรัมตามที่เคยโฆษณาไว้และเร่งสำรวจหน้างานจริง อีกทั้งขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งหางบประมาณมาอุดหนุนการกระจายสินค้าและระบายสินค้าภายในประเทศโดยด่วนเนื่องจากกุ้งในแพตอนนี้เหลือเวลาเพียง 10-15 วันเท่านั้นหากเกินกว่านี้กุ้งจะตายหมดและสร้างความเสียหายให้แก่เกษตรกร
ส่งสัญญาณถึงนายกฯอนุทินอย่าลอยตัวหนีปัญหาธุรกิจการเมือง
ในช่วงท้ายของการแถลงข่าวนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและแกนนำพรรคประชาชนได้สรุปปิดท้าย โดยส่งข้อเรียกร้องตรงไปยังตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่าข้อพิรุธทั้งหมดในโครงการ TH-AI Passport และเครือข่ายเมกะโปรเจกต์ไอทีหมื่นล้านนี้ เป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าระดับปลัดกระทรวงหรือรัฐมนตรีดีอีจะรับผิดชอบ นายกรัฐมนตรีมีทางเลือกเพียง 2 ข้อเท่านั้นคือหนึ่งสั่งเบรคโครงการทั้งหมดนี้ทันที เพื่อพิสูจน์ความจริงใจในการจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน หรือสองลอยตัวหนีปัญหาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเพราะเกรงใจรัฐมนตรีดีอีที่เป็นลูกชายของใครหรือเปล่า
พรรคประชาชนยืนยันว่าจะติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลักพร้อมนำหลักฐานทั้งหมดร่วมยื่นป.ป.ช.แน่นอน ทั้งนี้พรรคยังได้เสนอทางออกในการปฏิรูปกองทุน DE ให้มีความโปร่งใสสูงสุดเช่นการกำหนดให้ผู้ประกอบการเข้ามาพิทช์โครงการและมีการไลฟ์สดให้ประชาชนทั้งประเทศและผู้ประกอบการทั้งอุตสาหกรรมร่วมตรวจสอบหลักเกณฑ์การพิจารณาไปพร้อมกันเพื่อให้เงิน 1,600 ล้านบาทถูกนำไปใช้สร้างอุตสาหกรรมจริง ๆ
การออกมาเคลื่อนไหวของครม.เงาพรรคประชาชนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลตามกลไกรัฐสภาเท่านั้นแต่เป็นการตั้งคำถามดัง ๆ ไปยังรัฐบาลระบอบสีน้ำเงินว่ากำลังกัดกินประเทศภายใต้เครือข่ายธุรกิจการเมืองอย่างไร ซึ่งจากนี้ไปทางพรรคจะทยอยเปิดเผยข้อมูลออกมาเรื่อย ๆ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นพฤติกรรมการบริหารงบประมาณแผ่นดินและร่วมกันหยุดยั้งโครงการที่ส่อสูบงบประมาณรัฐออกไปโดยไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด
#TheReporterAsia #พรรคประชาชน #ครมเงา #THAIPassport #ทุจริตไอที #ไทยช่วยไทยพลัส #SMEร้านอาหาร #วิกฤตกุ้งใต้ #อนุทินชาญวีรกูล


