การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในยุคปัจจุบัน กำลังเปลี่ยนผ่านบทบาทของมนุษย์จากการเป็นเพียงผู้ใช้งาน สู่การเป็นผู้กำกับดูแลระบบอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและความไว้วางใจในระยะยาว
ถอดรหัส AI Orchestrator เมื่อมนุษย์ต้องทำหน้าที่คุมบังเหียนปัญญาประดิษฐ์
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กลายมาเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจ องค์กรส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การตั้งคำถามว่าจะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานอย่างไรให้รวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทว่าในมุมมองของกลุ่ม ทรู คำถามที่สำคัญและเร่งด่วนกว่านั้นคือการใช้งานอย่างไรให้ถูกต้อง ปลอดภัย โปร่งใส และสามารถสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนในยุคที่เรียกว่า Abundant Intelligence ความท้าทายในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของขีดความสามารถทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความพร้อมในการบริหารจัดการข้อมูลและการยกระดับศักยภาพของบุคลากร
แนวคิดการพัฒนาบุคลากรของทรูในยุคดิจิทัลนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การจัดอบรมเพื่อสอนให้พนักงานรู้จักวิธีใช้เครื่องมือใหม่ ๆ เท่านั้น แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และยกระดับบทบาทของพนักงานจากการเป็นเพียง AI User หรือผู้ใช้งานทั่วไป ให้ก้าวไปสู่การเป็น AI Orchestrator ซึ่งหมายถึงการเป็นผู้คุมบังเหียนที่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่กระบวนการตั้งโจทย์ทางธุรกิจ การคัดเลือกข้อมูลมาใช้งาน การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ตลอดจนการตรวจสอบผลลัพธ์ของ AI ให้มีความเหมาะสมกับบริบทของงานตนเอง
ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงให้ความสำคัญกับการวางบทบาทของ AI ให้เป็นเพียง Decision Support หรือระบบสนับสนุนการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่ Decision Maker หรือผู้ทำการตัดสินใจแทนมนุษย์ แม้ว่าระบบอัจฉริยะจะมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน คัดกรองทางเลือก และลดข้อจำกัดในการทำงานได้อย่างมหาศาล แต่ในท้ายที่สุด การตัดสินใจขั้นเด็ดขาดที่ส่งผลกระทบต่อผู้คน ลูกค้า ข้อมูลส่วนบุคคล และความน่าเชื่อถือขององค์กร จะต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาและการกำกับดูแลของมนุษย์เสมอผ่านแนวคิด Human-in-the-Loop เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดและอคติที่อาจเกิดขึ้น
Privacy by Design เข็มทิศนำทางความรับผิดชอบร่วมกันขององค์กร
การขับเคลื่อนแนวคิด Responsible AI หรือการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบนั้น ทรูมองว่าเป็นหน้าที่และบทบาทที่พนักงานทุกระดับในองค์กรจะต้องมีส่วนร่วมร่วมกัน เนื่องจากการนิยามคำว่าการใช้งาน AI ในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพิมพ์สั่งงานแชตบอตหรือระบบอัตโนมัติทั่วไป แต่ยังครอบคลุมไปถึงการผสมผสานระบบ AI เข้าไปในเนื้อหาของกระบวนการทำงานหลัก การต่อยอดเพื่อสร้างสรรค์บริการรูปแบบใหม่ ตลอดจนการนำข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์เพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจและการเชื่อมโยงเข้ากับระบบนิเวศดิจิทัลที่ใหญ่ขึ้น
องค์ประกอบสำคัญในการดำเนินงานจึงต้องเริ่มต้นจากหลักการ Privacy by Design หรือการออกแบบและคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่องค์กรจะตัดสินใจนำระบบ AI ใด ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้งาน พนักงานและผู้พัฒนาจำเป็นต้องตอบคำถามพื้นฐานให้ชัดเจนว่า กำลังใช้ข้อมูลประเภทใด เพื่อวัตถุประสงค์อะไร มีการปกป้องความเป็นส่วนตัวอย่างไร และระบบสามารถตรวจสอบย้อนหลังรวมถึงอธิบายกระบวนการทำงานได้อย่างโปร่งใสหรือไม่ หลังจากผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวแล้ว จึงจะดำเนินการในมิติของ Security และ Functional Requirement ต่อไป

ปัจจุบันทรูได้ทำการวางกรอบการทำงานในระดับนโยบายขององค์กร โดยใช้หลัก Data Privacy เป็นรากฐานสำคัญในการกำกับดูแลข้อมูลและการใช้ AI ก่อนที่จะแปลงนโยบายหลักเหล่านี้ให้กลายเป็นแนวปฏิบัติ ขั้นตอนการทำงาน และคู่มือเกณฑ์มาตรฐานสำหรับแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้ทุกทีมสามารถนำไปปรับใช้ในบริบทของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในการทำงานภายในองค์กร การส่งมอบบริการให้แก่ลูกค้า และการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งสะท้อนว่า AI ไม่ใช่เครื่องมือสำเร็จรูปที่ซื้อมาแล้วจะใช้งานได้ทันที แต่ต้องถูกออกแบบร่วมกับความรับผิดชอบตั้งแต่วันแรก
ยกระดับมาตรฐานภายใน สู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลระดับประเทศ
การสร้างความพร้อมและวางรากฐานด้าน AI อย่างรัดกุมภายในองค์กรของ ทรู ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทที่สำคัญยิ่งขึ้นในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับประเทศ ในฐานะที่ทรูเป็นองค์กรด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีที่มีโครงข่าย connectivity ครอบคลุมทั่วประเทศไทย ทรูจึงไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงแค่ผู้ใช้งานเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังวางเป้าหมายในการเป็น AI Enabler หรือผู้สนับสนุนรายสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงให้ระบบ AI, cloud, digital utility และบริการอัจฉริยะต่าง ๆ สามารถเข้าถึงและสร้างประโยชน์ให้แก่ภาคธุรกิจ สังคม และประชาชนในวงกว้าง
ในยุคที่ระบบและเครื่องมือ AI จำนวนมากทำงานอยู่บนเครือข่ายสัญญาณและระบบนิเวศดิจิทัล มาตรวัดความสำเร็จและความน่าเชื่อถือของโครงสร้างพื้นฐานจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความเร็วของการรับส่งข้อมูลหรือความครอบคลุมของพื้นที่ให้บริการเท่านั้น แต่ต้องวัดจากขีดความสามารถในการบริหารจัดการและปกป้องข้อมูล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม การบ่มเพาะวัฒนธรรมองค์กรภายในให้ทุกคนเข้าใจและตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การนำเทคโนโลยีไปใช้เกิดมูลค่าได้อย่างแท้จริง
ท้ายที่สุดแล้ว ในยุค Abundant Intelligence องค์กรที่ประสบความสำเร็จและมีความพร้อมมากที่สุด อาจไม่ใช่กลุ่มที่ครอบครองระบบ AI จำนวนมากที่สุด หรือเป็นกลุ่มที่เคลื่อนดูล้ำหน้าด้วยความเร็วสูงสุด แต่คือองค์กรที่เข้าใจวิธีการใช้งานเทคโนโลยีอย่างถูกต้อง ปลอดภัย มีความโปร่งใสให้ตรวจสอบได้ และขับเคลื่อนโดยมีมนุษย์เป็นผู้กำกับดูแลอย่างรับผิดชอบ เพราะก่อนที่ปัญญาประดิษฐ์จะกลายมาเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เทคโนโลยีเหล่านั้นจำเป็นต้องสร้างตนเองให้เป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถให้ความไว้วางใจได้อย่างปราศจากข้อกังขาเสียก่อน
“เมื่อเครื่องมือ AI จำนวนมากวิ่งอยู่บน connectivity และ ecosystem ดิจิทัลของทรู ความน่าเชื่อถือของโครงสร้างพื้นฐาน จึงไม่ได้วัดจากความเร็วหรือความครอบคลุมเท่านั้น แต่ต้องวัดจากความสามารถในการดูแลข้อมูล ความปลอดภัย ความโปร่งใส และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบด้วย ทรู จึงต้องเริ่มจากภายในองค์กรก่อน ทั้งในด้านนโยบาย การกำกับดูแล การอัปสกิลพนักงาน และการสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้ทุกคนเข้าใจว่า AI จะสร้างคุณค่าได้จริงก็ต่อเมื่อใช้อยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ” – คุณมนตรี สถาพรกุล หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น
#ทรูคอร์ปอเรชั่น, #AIOrchestrator, #DataPrivacy, #ResponsibleAI, #HumanInTheLoop, #เศรษฐกิจดิจิทัล

